โลกร้อนไม่หยุด แนวโน้มภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อการควบคุมลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2026 เน้นไปยังการบังคับใช้กฎหมายสำคัญ ซึ่งทำให้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ้านเรา และการปรับปรุงแผน NDC ของประเทศต่างๆ, การบังคับใช้ EU-CBAM เต็มรูปแบบ และการติดตามความคืบหน้าของกลไกการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างแรงกดดันให้ไทยต้องเร่งใช้มาตรการ Thailand Taxonomy
• อุณหภูมิโลกร้อนไม่หยุด
ล่าสุดนักอุตุนิยมวิทยาจาก Met Office อังกฤษ คาดการณ์ว่า ปี 2026 อุณหภูมิโลกจะยังสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้จะไม่ทำลายสถิติในปี 2024 ที่พุ่งไปถึง 1.55 องศา แต่ก็มีแนวโน้มติด 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลเมื่อปี 1850
ที่น่ากังวลคือ ความร้อนแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปีเดียวแล้วจบ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า 3 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิของโลกเกินระดับ 1.4 องศาเซลเซียสมาอย่างต่อเนื่อง และปี 2026 มีโอกาสเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะในอดีต อุณหภูมิโลกยังไม่เคยพุ่งเกิน 1.3 องศาเลยด้วยซ้ำ
แม้หลายคนจะคิดว่าเป็นผลจากเอลนีโญหรือความแปรปรวนตามธรรมชาติ แต่ความจริงคือ ต่อให้ปี 2025 เข้าสู่ลานีญาที่ควรจะช่วยกดอุณหภูมิลง โลกก็ยังร้อนอยู่ดี เพราะสิ่งที่คลุมโลกไว้อย่างแน่นหนาคือ ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs) อย่างคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล รถยนต์ โรงไฟฟ้า และการทำลายธรรมชาติที่เคยดูดซับคาร์บอน ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศจำนวนมากจนเป็นเหมือนผ้าห่มที่คลุมโลกไว้จนทำให้ความร้อนระบายออกไปไม่ได้นั่นเอง
ตัวเลขเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่า ข้อตกลงปารีสที่ตั้งเป้าไม่ให้โลกร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียสกำลังเข้าใกล้เส้นอันตรายมากขึ้นทุกที ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม ไฟป่า จะไม่ใช่เหตุการณ์แปลกใหม่อีกต่อไป ถ้าโลกยังไม่ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง และบ้านเราอาจต้องชินกับฤดูหนาวที่ไม่หนาวอีกแล้ว
• ภัยพิบัติ “น้ำท่วมเมืองรุนแรงขึ้น”
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะเขตอำเภอหาดใหญ่ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้อยู่ไกลตัว เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมืองและชุมชนที่มีโครงสร้างพื้นฐานเปราะบาง ซึ่งตอกย้ำว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เท่านั้น แต่ต้องทำควบคู่กับการปรับตัว (Adaptation) อย่างเป็นระบบและทันต่อเหตุการณ์ด้วย
ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก(Mitigation) และการปรับตัว(Adaptation) ควบคู่กัน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการประกาศ NDC 3.0 บนเวที COP30 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 ควบคู่กับ NDC Investment Plan ซึ่งถือเป็นความทะเยอทะยานสูงที่สุดที่ประเทศไทยเคยประกาศต่อประชาคมโลก
ไม่เพียงสะท้อนความตั้งใจของประเทศในการมีส่วนร่วมต่อข้อตกลงปารีสเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขันตามมาตรฐานสีเขียวร่วมกับประชาคมโลก เพื่อวางรากฐานสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นทิศทางหลักของการพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย
• เร่งผลักดัน Thailand Taxonomy
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ได้ร่วมผลักดัน “Thailand Taxonomy” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป ซึ่ง Taxonomy จะช่วยจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวฯ ช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน มีมาตรฐานในการประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของประเทศ
ร่างพระราชบัญญัตินี้ยังออกแบบกลไกทางการเงินสำคัญ คือ กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวอย่างเป็นระบบ โดยมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอน คาร์บอนเครดิต กลไกการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน เงินอุดหนุนจากรัฐบาล และค่าปรับตามกฎหมาย กองทุนนี้จะเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงร่วมลงทุนในรูปแบบ Fund of Funds เพื่อลดความเสี่ยงของโครงการสีเขียวและเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น
การออกแบบ Taxonomy และกองทุนสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงมาตรการเชิงนโยบาย หากแต่เป็นกลไกสำคัญที่ผสานเป้าหมายด้านภูมิอากาศเข้ากับระบบการเงิน มาตรฐานข้อมูล และระบบติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อดำเนินงานร่วมกันอย่างสอดประสาน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ทั่วโลกก้าวเข้าสู่การแข่งขันด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์จาก COP30 จึงเป็นสัญญาณเตือนย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน มาตรฐานข้อมูล ระบบติดตามผล และมาตรการปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยผลักดันร่างกฎหมาย จัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ เร่งลงทุนการปรับตัวฯ ในพื้นที่เปราะบาง และปรับใช้ Taxonomy ล้วนเป็นการวางรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อรองรับความท้าทายในทศวรรษหน้า ทั้งมิติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวฯ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว
• สองตัวเร่ง “ลดก๊าซเรือนกระจกของไทย”
การลดก๊าซเรือนกระจก(Greenhouse Gases: GHGs) ในปี 2026 เราจะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของพลังงานสะอาดและ EV, การบังคับใช้กฎหมายโลกร้อนอย่างเข้มข้นผ่านกลไกตลาดคาร์บอน, และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกสู่เป้าหมาย Net Zero
1.ด้านเทคโนโลยีและนโยบาย:
>ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน: ตลาด EV ขยายตัวต่อเนื่องและกลายเป็นตัวเร่งสำคัญในภาคขนส่ง ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์และลมเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์, พัฒนาแบตเตอรี่เก็บพลังงานให้มีประสิทธิภาพ.
>กลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing): ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และกลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) กำลังถูกนำมาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซฯ และรักษาความสามารถในการแข่งขัน.
>เทคโนโลยี CCS/CCUS: การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage) เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยจากภาคอุตสาหกรรม.
2.ด้านพฤติกรรมและสังคม:
>การเปลี่ยนพฤติกรรม: การลดใช้รถส่วนตัว หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ เดิน หรือจักรยาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซฯ ได้มหาศาล.
>การลงทุนในธรรมชาติ: การปลูกป่าและการใช้พืชคลุมดินช่วยให้ดินดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น.
>>โดยสรุป ปี 2026 หลายประเทศจะเริ่มบังคับใช้มาตรการลดคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้น โดยมีเครื่องมือใหม่ๆ ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และเทคโนโลยี เพื่อเร่งเป้าหมาย Net Zero ทั่วโลก


