แนวเกม แอ็คชั่นอาร์พีจี
แพลตฟอร์ม PS5, Xbox Series, PC
เรตเกม ESRB: T เหมาะสำหรับผู้เล่นอายุ 13 ปีขึ้นไป
การหวนคืนของแฟรนไชส์แอ็คชั่นอาร์พีจีสไตล์ฉีกแหวกที่หลายคนชื่นชอบ แต่ไหงคราวนี้ถึงได้เปิดหน้าลอกชาวบ้านเขาแบบไม่เกรงใจใคร
Code Vein II บอกเล่าเรื่องราวในโลกที่พวกมนุษย์และเหล่าเรเวแนนท์ดำรงอาศัยอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งวันหนึ่งได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาด Luna Rapacis ขึ้นทำให้เหล่าเรเวแนนท์กลายร่างเป็นอสูรร้ายก่อหายนะเกินควบคุม ในความพยายามป้องกันมิให้โลกปัจจุบันล่มสลายตัวละครเอกของผู้เล่นจึงต้องร่วมมือกับ Lou เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต 100 ปีที่แล้ว เพื่อออกตามหา แก้ไข และกำจัดต้นตอมหันตภัยก่อนที่มันจะเกิด
รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนกับภาคแรกที่เป็นแนวแอ็คชั่นอาร์พีจีมุมมองบุคคลที่สาม ตัวละครของเราสามารถกระโดดโจมตี ตั้งการ์ด แพรี่ กลิ้งหลบ ปล่อยสกิล และจับศัตรูดูดเลือดได้เช่นเคย โดยระหว่างทางจะมีรูปปั้นที่เอาไว้เป็นจุดแวะพักผ่อนฟื้นฟูพลัง ทว่าทุกครั้งที่เราแวะพักเติมเลือดพวกสมุนมอนสเตอร์ในฉากก็จะฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ด้วยเช่นกัน หรือพูดง่ายๆคือมันเจริญรอยตามสูตรสำเร็จของเกมโซลไลค์มาแบบเป๊ะๆ แต่ที่ไม่เป๊ะคงเป็นเรื่องระดับความยากของบอสภายในเกมที่เดี๋ยวเก่งเดี๋ยวอ่อนขึ้นๆลงๆเอาแน่เอานอนไม่ได้นั่นละนะ
ตลอดการผจญภัยเราจะมีตัวละครคู่หูอีกหนึ่งคนคอยติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ ซึ่งสหาย AI พาร์ทเนอร์ของเรานี้เขาเก่งถนัดในด้านดึงดูดความสนใจของศัตรูได้เป็นอย่างดี จนบางทีเราแค่วิ่งวนแล้วปล่อยให้คู่หูจัดการศัตรูหมดยกฝูงก็ยังไหว แต่ถ้าใครมองว่านั่นไม่ใช่วิถีของเกมแนวโซลไลค์ คุณเองก็สามารถกดปุ่มเรียกวิญญาณเพื่อนให้ย้ายเข้ามาสิงรวมร่างกับตัวละครหลักของเราได้ โดยมันจะมอบบัฟพิเศษเสริมแกร่งให้กับตัวละครที่อยู่ในสนามเป็นการทดแทน จะเลือกลุยเดี่ยวหรือแทคทีมรุมมอนฯล้วนอยู่ที่ตัวเราเป็นผู้ตัดสินใจ
ด้านกราฟิกถ้าไม่บอกคงไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเกมรันบน Unreal Engine 5 เนื่องจากภาพที่ปรากฏกับขุมพลังความสามารถที่เจ้าเอนจิ้นตัวนี้ทำได้ มันช่างต่างเหมือนอยู่กันคนละโลก โมเดลตัวละครไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากนัก แอนิเมชั่นท่าทางการขยับเคลื่อนไหวก็ดูแข็งๆราวกับหุ่นยนต์ เวลาสนทนาพูดคุยกันทีไรชวนหมดไฟไร้อารมณ์ร่วม ฉากโลกดันเจี้ยนเองก็ทำมาแบบโล่งเตียนอ้างว้าง ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นเฟรมเรตยังร่วงดิ่งกระตุกจัดแทบตลอดทั้งเกม ขนาดเปิดรันบนเครื่องคอนโซล เพลย์สเตชัน 5 โปร เลือกโหมดเน้นเฟรมเรตก็แล้ว ยังไม่มีช่วงเวลาไหนที่เราจะได้เล่นมันแบบลื่นๆเลย แม้กระทั่งในฉากคัตซีนเองที่ทีมงานบังคับล็อกจำกัดมันเอาไว้ที่ 30 fps ก็ยังกระตุก
ปัจจัยสำคัญที่ทำเกมกระตุกเล่นแล้วไม่สนุกเหมือนภาคแรก คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแนวหันมาจับโอเพ่นเวิลด์แบบเต็มตัวเพื่อที่จะไล่ตามกระแส Elden Ring เห็นตัวอย่างได้ชัดจากการออกแบบโครงสร้างของด่านและระบบเกมเพลย์ที่จงใจอยากจะเป็นให้ได้อย่างเขา เกมนั้นมีม้าสี่ขาให้ขี่ เกมนี้มีมอเตอร์ไซค์ให้ขับ แต่ไม่ว่าจะพยายามพลิกแพลงเล่นแร่แปรธาตุสักเพียงใด ผลลัพธ์และคุณภาพที่ได้ออกมานั้นมันก็ไม่น่าดึงดูดมัดใจกลุ่มผู้เล่นที่เป็นแฟนคลับเอลเดนริงได้เลยแม้แต่น้อย
อีกสิ่งที่อยากระบายคือเรื่องดีไซน์การจัดวางองค์ประกอบต่างๆภายในเกมที่เหมือนจ้างนักพัฒนามือสมัครเล่นมาดูแลรับผิดชอบโปรเจกต์ ตัวอย่างเช่น การจับบอสหลักโหดๆมายืนดักขวางตรงประตูทางออก คือถ้าตีมันไม่ผ่านตายซ้ำตายซากคุณก็จะติดอยู่ตรงนั้นเป็นชั่วโมง ไปไหนก็ไม่ได้ อัพเลเวลก็ไม่ได้เพราะในอาคารมันไม่มีศัตรูให้ฟาร์ม ทางเดียวมีแค่ต้องเดินถอยหลังย้อนเวลากลับไปยังยุคปัจจุบัน ไปทำเควสต์เก็บเกี่ยวเลเวลให้พร้อมแล้วค่อยย้อนเวลามายังอดีตเพื่อกำจัดมันภายหลัง แถมมอนสเตอร์ในยุคอดีตกับอนาคตดันมีรูปลักษณ์หน้าตาที่คล้ายคลึงกันอีก จึงค่อนข้างน่าเสียดายที่อุตส่าห์เล่นเรื่องเวลาทั้งทีแต่กลับไม่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างสองช่วงเวลา
"เหตุผลที่ทำให้ Code Vein ภาคแรกประสบความสำเร็จ มันอยู่ที่ความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำรอยเกมโซลอื่นๆทั่วไป ทว่าพอมาในภาคสองนี้แฟรนไชส์ที่เคยมอบประสบการณ์อันแตกต่าง มันกลับกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ จะแวมไพร์ก็ไม่ใช่ จะเทียบชั้นกับเอลเดนริงก็คนละเกรด เป็นได้แค่เพียงของปลอมเลียนแบบทำเหมือนที่ไร้คุณค่า ของก็อปที่ในไม่ช้าจะถูกกระแสเกมอื่นมากลบเลือนหายไปจากความทรงจำ"
| เกมเพลย์ | 7 |
| กราฟิก | 7 |
| Performance | 5 |
| เนื้อเรื่อง | 8 |
| ความคิดสร้างสรรค์ | 5 |
| ภาพรวม | 6.4 |
สนับสนุนบทความรีวิวโดยบริษัท บันไดนัมโค Bandai Namco Entertainment
*ทีมงานผู้จัดการเกม เรียนเชิญผู้อ่านทุกท่านร่วมเป็นแฟนเพจ ManagerGame ทางเฟซบุ๊กเพื่อเพิ่มช่องทางการรับรู้ข่าวสารวงการเกมครับ*


