"ชาล็อต" ดีใจที่ได้เงินคืนกลับมา 1 ล้าน คนร้ายเข้าคุกโดนโทษไปแล้ว 7 ปี ยันไม่ใช่ว่าตนเป็นเคสคนมีชื่อเสียงเลยได้ไว แต่ทุกคนก็มีสิทธิต่อสู้ด้วยกระบวนการเดียวกัน
หลังจากที่สาว "ชาล็อต ออสติน" ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินสูญไปกว่า 4 ล้านบาท และเจ้าตัวก็ต่อสู้กับคดีนี้มาตลอด 2 ปีกว่า ล่าสุดได้รับข่าวดีหลังศาลแพ่งมีคำพิพากษาว่าเป็นการประมาทร่วม และให้ธนาคารชดใช้เป็นเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวมาเผยถึงเรื่องนี้ในงาน IMPACT SPEED FEST 2026 ณ IMPACT Challenger Hall 2–3 เมืองทองธานี บอกว่าดีใจได้คืนมาจำนวนหนึ่ง แต่บอกไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคนดังเลยได้ แต่ทุกคนก็มีสิทธิต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเหมือนๆ กัน
"จริงๆ หลายๆ คนก็บอกว่าเป็นดาราหรือเปล่าก็เลยได้ แต่หนูจะบอกว่าไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร หรือเป็นใครก็ตามนะคะ ถ้าสมมติว่าเราได้รับความไม่เป็นธรรม เราสามารถจ้างทนายแล้วก็ฟ้องร้องได้ จะถูกจะผิดก็ให้ศาลเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งเคสหนูก็ตั้งแต่วันที่โดนจนถึงทุกวันนี้ค่ะ ก็มีการติดต่อกันผ่านทนาย แล้วก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่างจริงๆ แล้วก็เสียค่าทนายเองทุกบาททุกสตางค์ กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็ประมาณเกือบ 2 ปีที่เราสู้กันมา คือไม่ว่าจะเป็นตามเรื่องกับทาง ปปง. เอง ให้ทนายช่วยดำเนินเอกสารไปที่ศาลก็นานเหมือนกัน แล้วพอศาลให้คำพิพากษาออกมาแล้วก็โอเค เราก็แฮปปี้ค่ะ"
"กับค่าเสียเวลา 1 ล้านก็พอใจแล้วค่ะ เพราะอย่างที่บอกว่าตอนแรกเลยหนูไม่ได้คิดเลยว่าจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ขอแค่อยากจับคนที่เป็นมิจฉาชีพให้ได้ เพราะเรารู้สึกว่าเราเสียให้กับมิจฉาชีพ เราไม่ได้เสียให้กับอย่างอื่นที่มันจะได้ประโยชน์ ก็เลยอยากจะตามตัวให้เจอแค่นั้นค่ะ"
"แล้วพอเราดำเนินการไปเรื่อยๆ ก็มีคดีอาญาที่เราได้ฟ้องทั้งหมด 4 คนที่เป็นจำเลย ตอนนี้ก็ถูกจำคุกไป คนที่แต่งตัวเป็นตำรวจ ถ้าใครเห็นคลิปก็คือจะโดนไปทั้งหมด 7 ปี แล้วศาลก็แจ้งว่าให้คืนเงินทั้งหมด 4 ล้านเต็มจำนวนค่ะ แล้วหลังจากนั้นพอเราคุยกับทนายเสร็จ ทนายก็แจ้งว่าเราสามารถที่จะทำการฟ้องธนาคารได้นะ แล้วพอเราทำการฟ้องธนาคาร ทุกอย่างก็คือศาลให้คำพิพากษาออกมาว่ามันคือการประมาทร่วมค่ะ ก็เลยได้คืนมา 1 ล้านบาท"
เผยเงิน 4 ล้านยังต้องสู้ต่อถ้าฝั่งธนาคารยื่นอุทธรณ์
"ส่วน 4 ล้านอันนี้คือต้องรอจากอีกคดี อีกเคสนึงตรงที่ว่าทางตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะจับทางเคสสูงสุดค่ะ คือถ้าสมมติว่าเคลียร์ทุกอย่างตรงนั้นได้ คดีสิ้นสุดแล้วก็ต้องมาดูว่าอย่างสมมุติอายัดมาได้ 500 ล้าน ก็ต้องมาเฉลี่ยให้กับผู้เสียหายด้วย ก็อาจจะไม่ได้ครบเต็มจำนวน ซึ่งจริงๆ หนูก็ถอดใจไปแล้วล่ะ แต่พอทนายให้สู้ หนูก็โอเค สู้ต่อ"
"ถามว่าจะได้เงินคืนจริงๆ เมื่อไหร่ ก็ต้องรอดูว่าทางธนาคารเขาจะยื่นอุทธรณ์หรือเปล่า ถ้ายื่นอุทธรณ์ก็จะยืดเวลาไปอีก แล้วก็ต้องสู้ใหม่กันอีก หนูต้องอยู่กับกระบวนการอย่างนี้เกือบ 2 ปีเต็ม คืออย่างที่บอกว่าที่ถอดใจ เพราะรู้สึกไม่ค่อยอยากกลับมาพูดซ้ำๆ เพราะพอมันรีมายด์กลับไปแล้วเราก็รู้สึก แต่ก็ไม่ได้เนอะ ตั้ง 4 ล้าน ได้คืนมาสักนิดนึงก็ยังดี"
บอกพร้อมสู้ต่อ และทุกคนที่โดนก็มีสิทธิจะสู้เช่นกัน
"ขั้นตอนของหนูคือพอหนูรู้ตัว หนูไปที่ สน. แจ้งความ แล้วก็นำใบไปให้ทางตำรวจไซเบอร์ แล้วก็ให้ปากคำทุกอย่าง รวมไปถึงการจ้างทนายด้วย หลายๆ คนก็อาจจะต้องจ้างทนายในการดำเนินคดีต่อไป พอคุยกับทนายเสร็จ เขาก็จะเป็นคนเรียกเราเข้าไปคุย ทำเอกสารต่างๆ ให้ความรู้กับเราว่ามันจะต้องเป็นยังไงบ้าง แล้วพอถึงวันที่เราต้องเข้าไปขึ้นศาล เราก็ไปให้ปากคำกับทางศาล ทุกอย่างที่เราเล่า ก็คือความจริงทุกอย่าง สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าศาลจะพิพากษาออกมาเป็นยังไง"
"ถามว่าถ้าเขายื่นอุทธรณ์ ก็ไม่ได้กังวลค่ะ สู้ ถือว่าเป็นบทเรียนให้ตัวเองด้วย แล้วก็เหมือนเป็น Case Study ให้กับหลายๆ คนที่โดน เพราะว่าล่าสุดหนูก็เห็นว่ายังมีคนโดนอยู่ ที่ว่าถูกขังในห้องสองคน ถูกรีดไถเงิน ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็น ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กระบวนการนี้จะหมดไป แต่สิ่งที่ทำได้คือถ้าเราเป็นผู้เสียหาย เราสามารถที่จะเรียกร้องสิ่งนี้กับทางศาลได้ คือศาลเขาไม่ได้มองเลยค่ะว่าเราทำอาชีพอะไร หรือว่าเราเป็นใคร จะได้เงินเท่าไหร่ เขาไม่ได้มองตรงนี้ เขาจะวินิจฉัยจากความถูกต้องแล้วก็ทางกฎหมายเท่านั้นค่ะ ก็สามารถที่จะแจ้งตำรวจ แล้วก็จ้างทนายให้เขาดำเนินเรื่องให้ได้ค่ะ"


