นับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Train to Busan ได้สร้างปรากฏการณ์เขย่ามาตรฐานใหม่ให้กับภาพยนตร์ซอมบี้จนกลายเป็นภาพจำระดับตำนานของแฟนหนังทั่วโลก ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังไม่มีผลงานซอมบี้สัญชาติเกาหลีใต้เรื่องใดที่จะสามารถก้าวขึ้นมาทัดเทียมในฐานะภาพยนตร์ซอมบี้อันดับหนึ่งได้อีกเลย
จนกระทั่งในวันนี้ “ยอนซังโฮ” ผู้กำกับมือทองผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนั้น ได้ตัดสินใจกลับมาปลุกชีพความสยองขวัญสั่นประสาทให้กลับมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอีกครั้ง ภายใต้โปรเจกต์บล็อกบัสเตอร์สุดระทึกขวัญที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยอย่าง “Colony” หรือในชื่อไทยสุดสะพรึงอย่าง “ยึดร่างคลั่ง” ภาพยนตร์แอ็กชัน-ระทึกขวัญทุนสร้างมหาศาลกว่า 400 ล้านบาท ที่เพิ่งจะระเบิดความยิ่งใหญ่ระดับสากลด้วยการได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลก (World Premiere) ในโปรแกรม “Midnight Screening” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ ประเทศฝรั่งเศส
ถือเป็นการการันตีได้อย่างดีเยี่ยมว่านี่คือผลงานระดับพรีเมียมที่จะพาคนดูไต่ระดับหายนะใจกลางเกาหลีใต้ หนีรอดจากสายพันธุ์คลั่งไปทีละชั้นในแบบที่โหด ดุ คลั่ง แบบเต็มแมกซ์ไม่แพ้ผลงานสร้างชื่อในอดีตอย่างแน่นอน
การปฏิวัตินิยามและภาพจำของคำว่า “ซอมบี้” ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ในขณะที่ภาพยนตร์ซอมบี้ทั่วไปมักจะนำเสนอภาพของผู้ติดเชื้อที่ไร้สติ ไร้สมอง และเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณดิบ แต่ซอมบี้ในจักรวาลของยอนซังโฮครั้งนี้กลับเป็น “ซอมบี้สายพันธุ์ใหม่” ที่มีวิวัฒนาการทางกายภาพและสติปัญญาอย่างน่าสยดสยอง
โดยผู้กำกับได้อธิบายถึงความแตกต่างนี้ว่า เมื่อแรกเริ่มติดเชื้อ พวกมันอาจจะดูโง่เขลาและคลานสี่ขาเหมือนสัตว์ดึกดำบรรพ์ แต่เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น คอนเซ็ปต์ของคำว่า “Colony” (หรือกลุ่มสิ่งมีชีวิต/อาณานิคม) ก็จะเริ่มทำงาน พวกมันจะเริ่มวิวัฒนาการทั้งเรื่องความเร็ว และเปลี่ยนจากสี่ขาขึ้นมายืนและออกล่าแบบมนุษย์
ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่สุดคือพวกมันมีระบบ “การสื่อสารและอัปเดตข้อมูลถึงกัน” เปรียบเสมือนระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องอัปเดตซอฟต์แวร์อยู่ตลอดเวลา ความอัจฉริยะและกระบวนการคิดที่แปลกประหลาดนี้เกิดจากการระดมไอเดียร่วมกับนักเต้นร่วมสมัยชั้นนำเพื่อออกแบบท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ผิดมนุษย์แต่ลื่นไหลราวกับกระแสน้ำ เปลี่ยนความสยองขวัญให้กลายเป็นความตึงเครียดที่กดดันผู้รอดชีวิตอย่างแท้จริง
ฉากหลังของเรื่องก็ทวีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยตัวหนังเลือกที่จะจำกัดขอบเขตความระทึกขวัญให้อยู่ภายในห้างสรรพสินค้าหรืออาคารปิดตายใจกลางเมือง ที่กลายสภาพเป็นรังซอมบี้กลายพันธุ์ขนาดใหญ่ สภาพการณ์ของกลุ่มผู้รอดชีวิตจึงไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ในเกมยอดฮิตอย่าง Dead Rising ที่ตัวละครถูกขังอยู่ข้างในโดยไร้ทางหนี สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้เพื่อเอาชีวิตรอดคือการทำทุกวิถีทาง ดัดแปลงหรือหยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ใกล้ตัวมา DIY เป็นอาวุธเพื่อต่อกรกับฝูงซอมบี้ ความจำกัดของพื้นที่และทรัพยากรตรงนี้เองที่เป็นการสร้างมิติความบันเทิงในรสชาติใหม่ๆ ที่เน้นความระทึกขวัญและการบีบคั้นอารมณ์ ชวนให้คนดูลุ้นระทึกไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตัวละครว่าจะสามารถเอาตัวรอดผ่านอุปสรรคในแต่ละชั้นของอาคารปิดตายนี้ได้อย่างไร
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นและมีคุณค่าในตัวเองมากกว่าการเป็นแค่ภาพยนตร์สูตรสำเร็จขายความบันเทิง คือ “สารัตถะ” และ “ปรัชญา” ที่ผู้กำกับยอนซังโฮจงใจสอดแทรกไว้ ตัวหนังไม่ได้มุ่งหมายเพียงแค่สร้างความตื่นเต้นจากฉากแอ็กชัน แต่เป็นการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับ “ความเป็นปัจเจกบุคคล” ในยุคปัจจุบัน
ผู้กำกับมองว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็วและเทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบ “จิตสำนึกร่วม” ได้ ความน่ากลัวที่แท้จริงในสังคมคือการที่ความเป็นปัจเจกของมนุษย์ถูกลบเลือนจนไร้ความหมาย ฝูงซอมบี้อัจฉริยะที่เชื่อมต่ออัปเดตข้อมูลกันตลอดเวลาในเรื่องจึงเป็นสัญลักษณ์สะท้อนภาพจำลองของสังคมที่ไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์เลือก
หนังกำลังพยายามบอกเราว่า สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์อยู่ได้ก็คือ ‘ความเป็นปัจเจก’ สิทธิที่จะเลือกไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรือแม้แต่สิทธิที่จะเลือกเป็นคนโดดเดี่ยว การต่อสู้ในอาคารปิดตายแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหนีตายจากสัตว์ประหลาด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาเงื่อนไขสำคัญของความเป็นมนุษย์เอาไว้ไม่ให้ถูกกลืนกินโดยจิตสำนึกร่วมของฝูงคลั่ง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานสดใหม่ที่จะมอบประสบการณ์ความบันเทิงรสชาติแปลกใหม่ให้แก่ผู้ชม ทั้งยังเป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนภาพจำลองของสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคายที่สุด


