“อ๊อฟชั่น กิตติพัฒน์” ผู้บริหารค่ายดูมันดิ เผยฟ้องหมิ่นฯ เรียกค่าเสียหายชาวเน็ต 10 ราย ทั้งแพ่งและอาญา ใจดีมามากพอแล้ว อยากให้เป็นกรณีศึกษา วิจารณ์ได้ แต่อย่าเกินขอบเขต เข้าใจทุกดรามาในคอนเสิร์ตเขมจิราต้องรอด จะนำความเห็นที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงและพัฒนาต่อไป แต่คนไปดูส่วนใหญ่ก็ชื่นชอบ ใจชื้นรัฐออก 2 มาตรการใหญ่ หนุนอุตสาหกรรมบันเทิง ประกาศคืนเงินสูงสุด 30%
ทำเอา “อ๊อฟชั่น กิตติพัฒน์ จำปา” ผู้บริหารค่าย Mandee Work (ดูมันดิ) ถึงกับใจชื้น หลังได้เข้าร่วมในงานแถลงข่าว “มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ และมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ” ของกระทรวงวัฒนธรรม เพราะเป็นครั้งแรกที่ภาครัฐออกนโยบายหนุนเต็มรูปแบบให้กับภาพยนตร์ไทย และดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ในลักษณะการคืนเงินสนับสนุนสูงสุด 30 เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่อง
“งานวันนี้ฟังแล้วก็ใจชื่นมาก เพราะเราลงทุนทำงาน ตั้งใจทำงาน เพื่อให้งานของเราส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย พอมี 2 มาตรการนี้เข้ามา ก็รู้สึกว่ามันมีคนเห็นคุณค่าผลงานที่เราผลิต และน่าจะเป็นต้นทุนที่ดี ให้เรามีกำลังใจทำงานต่อไป ถ้าทุกคนติดตามดูมันดิ จะเห็นว่าเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมไทย ตรงตามมาตราการที่เขาออกมาจริงๆ ในซีรีส์แทบทุกเรื่องที่เราสร้างมา
การที่รัฐจะคืนเงินสนับสนุนร้อยละ 15-30 ก็รู้สึกว่ามันเป็นส่วนสำคัญที่เราสามารถจะผลิตผลงานให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนมาตรการที่จะให้ต่างชาติมาลงทุน จริงๆ มันก็เป็นการขับเคลื่อนที่ดีในเศรษฐกิจไทย แต่ส่วนตัวอยากให้โฟกัสของไทยก่อนครับ และอยากให้ช่วยส่งเสริมในระยะยาว
ดูมันดิจะเข้าร่วมกับ 2 มาตรการแน่นอน เพราะเรามั่นใจในศักยภาพที่เรามี และความเป็นไทยที่เราพยายามสอดแทรกในซีรีส์ที่เราทำครับ ก็หวังว่าจะได้ผลิตซีรีส์ออกมาถี่มากยิ่งขึ้น เพราะการทำซีรีส์ใช้ต้นทุนมาก โดยเฉพาะซีรีส์ BL หาสปอนเซอร์ยากมาก บางทีเราต้องควักเนื้อมาโดยตลอด พอวันนี้มีกระทรวงที่เห็นคุณค่าในสิ่งนี้ ก็รู้สึกใจชื้นครับ”
เคลียร์ดรามาคอนเสิร์ต Khemjira The Golden Time Concert “Rooted in Thai, Rising to the world” หลังมีเสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพการแสดงของศิลปิน ที่มีความผิดพลาดทั้งเรื่องการร้องและเต้นในบางโชว์ รวมถึงการเลือกร้องเพลง K-pop และเพลงสากล ซึ่งชาวเน็ตบางคนมองว่า อาจจะไม่สอดคล้องกับธีมของคอนเสิร์ต
“ส่วนตัวก็เข้าใจในทุกเสียงที่ส่งออกมา เพราะเราก็รู้สึกว่าความชอบของคนเรามันไม่เหมือนกันจริงๆ ค่ายเราก็ต้องตระหนักมากขึ้น ทั้งตัวเราและศิลปิน ว่าพื้นที่ตรงนั้นที่เราได้แสดงออกไป มันมีคนดูอีกเยอะแยะ ที่พร้อมจะถกเถียงหรือวิจารณ์ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนากันต่อไป แต่เราไม่อยากบั่นทอนจนเกินไป เพราะคำชื่นชมก็เยอะเหมือนกัน
พูดตรงๆ ว่าคนที่ไปดูส่วนใหญ่เขาก็ชื่นชอบ ว่าสิ่งที่ทำมันมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน แต่บางคนเขาอาจจะไม่ชอบ มันก็เป็นเรื่องปกติในสังคม และก็อาจจะมีบางคนที่ตัดสินเพียงแค่คลิปนิดๆ หน่อย ที่ออกมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้ผิด ถ้าเขาติชมอย่างถูกต้อง มีความปรารถนาดี ที่จะให้ตัวน้องๆ หรือค่ายพัฒนา แต่ถ้าเป็นคำติชมที่มาจากอารมณ์ จากความไม่หวังดี เราและศิลปินเองก็ต้องมองข้ามมันให้ได้ เพราะการจะพัฒนาต่อไป จิตใจก็ต้องแข็งแรง ถ้าเราโฟกัสสิ่งนั้นเกินไป เราก็จะจมอยู่กับสิ่งนั้น ก็ให้กำลังใจกันไปกับน้องๆ และพวกเรากันเองครับ
ซึ่งจุดประสงค์ที่น้องแสดงโชว์อันหลากหลาย เพราะเขาอยากให้แฟนคลับที่เขารักและรักเขา ได้เห็นมุมมองต่างๆ ที่เขาได้ทำ เพราะคอนเสิร์ต 6 ชั่วโมง มันมีหลากหลายมาก เราเห็นบางคนบอกว่าเราไม่ได้ซัปพอร์ตวัฒนธรรม อันนี้แสดงว่าเขาอาจจะไม่ได้ดูจริงๆ แต่คำที่เป็นความหวังดี ว่าอาจจะต้องมีเวลาหรือเลือกในสิ่งที่เหมาะสมมากขึ้น ก็เป็นสิ่งมีที่เรารู้สึกว่าเราอาจจะต้องกลับมานั่งคุยกันมากขึ้น ว่าตอนนี้คนดูพวกเรา อาจจะไม่ได้มีแค่คนที่รักเราอย่างเดียว อาจจะมีคนที่เขาอาจจะไม่ได้ไม่รัก แต่ว่าเขามีสิทธิ์ในการวิจารณ์ และคำวิจารณ์ของเขา มันอาจจะทำให้หลายๆ คนที่เขาไม่ได้ติดตามเห็นด้วย หรือรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน โดยที่เขาไม่ได้มาดูคอนเสิร์ตเรา
แต่โดยรวมเราน้อมรับ และไม่อยากให้ไปพูดกระทบกับความรู้สึกของศิลปิน เพราะน้องๆ มั่นใจมาก สิ่งที่ต้องปรับปรุง ก็คงเป็นตัวผมและค่ายเอง ตอนนี้เราต้องมองกว้างมากขึ้น เพราะเราอาจจะทำอะไรออกมาโดยไม่รอบคอบ สุดท้ายแล้วก็อยากให้ทุกคนให้กำลังใจน้องๆ เพราะน้องๆ ตั้งใจมาก เขาแค่อยากให้แฟนคลับมี่เขารักได้เห็น ว่าเขาทำอะไรในสิ่งที่หลากหลาย”
ยอมรับน้องๆ มีนอยด์บ้าง เวลาเห็นคอมเมนต์ลบ แต่เชื่อว่าทุกคนแยกแยะได้
“อาจจะมีบ้างที่เผลอไปเห็นข้อความอะไรที่ไม่หวังดี แต่ผมเชื่อมั่นว่าน้องๆ ทุกคนแยกแยะได้ อย่างที่น้องเติ้ล (มติมันท์ ศรีบุญเรือง) ให้สัมภาษณ์ว่าอันที่ติชมน้อมรับ แต่อันที่ใช้อารมณ์และไม่ได้หวังดี ก็ต้องมองผ่านไปบ้าง”
ฟ้องหมิ่นฯ เรียกค่าเสียหายชาวเน็ตกว่า 10 ราย ทั้งแพ่งและอาญา จากประเด็นคอนเสิร์ตและเรื่องอื่นๆ
“มีแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเคสของคอนเสิร์ต หรือเคสของน้องๆ ศิลปิน ตอนนี้เราจริงจังมากขึ้น คือที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่จริงจัง แต่ตอนนี้เราหาคนที่มีความรู้เฉพาะทางมาดูแลเรื่องนี้ มันอาจจะใช้เวลา แต่เรากำลังทำให้เห็นว่าการทำแบบนี้เราไม่สนับสนุน เราจะพยายามเป็นกรณีศึกษาให้เห็น ว่าสิ่งที่เขาทำออกมาเนี่ย อะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราต้องรับผลกระทบยังไง
สำหรับเคสที่ฟ้องไป ถ้าทุกคนอ่านน่าจะรู้ เพราะมันไม่ได้เป็นการติชมอย่างสร้างสรรค์แล้ว มันเป็นการใช้อารมณ์ และบั่นทอนความรู้สึกของคน ก็อยากให้ชาวโซเชียลใจเย็นๆ กันหน่อย ตอนนี้มันเป็นสังคมที่น่ากลัวขึ้นไปทุกวันแล้ว ตอนนี้ก็มีหลัก 10 รายแล้ว เพราะเรามีศิลปินหลายคนที่โดนถ้อยคำความท็อกซิก ก็ฟ้องทั้งหมดเลย ทั้งแพ่งทั้งอาญา เพราะเรารู้สึกว่ามันเกินแล้ว เราใจดีมามากพอแล้ว เราต้องมีมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้นครับ
ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ก็แล้วแต่ทนายตีมูลค่าครับ แล้วแต่ทนายเลย เราคงไม่ยอมความแล้ว แต่ก่อนมียอมความเพราะเราสงสาร ที่เขามาขอโทษ มาไหว้ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ต่อให้จะใช้เวลานานแค่ไหน ค่าปรับเท่าไหร่ ยังไงคนเหล่านั้นก็ต้องได้รับการลงโทษ และต้องออกมาขอโทษในสาธารณะด้วย”
อันไหนผิดพลาดก็ยอมรับความจริง แต่เสพโซเชียลบ่อยๆ ก็จิตตก
“ก็ต้องยอมรับความจริง อันไหนที่เราผิดพลาด ก็ต้องพัฒนาและรับฟัง เราจะบอกว่าฉันไม่ผิด ฉันจะทำต่อไป มันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ทุกวันนี้บางอย่างมันเกินเลยเกินไป สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือทำใจ ว่ามันมีคนที่พร้อมเข้าใจ และคนที่ต่อให้ทำอะไรก็ไม่รับฟัง เราต้องแยกแยะมันให้ได้ ตอนนี้สิ่งที่ทำคือเราอาจจะต้องถอยห่างจากโซเชียลบ้าง เสพบ่อยๆ ก็จิตตก แต่การที่เราจะต้องเติบโตมากขึ้น ทีมก็ต้องรับฟัง แต่อะไรที่ปล่อยผ่านได้ ก็พยายามปล่อยให้ได้มากที่สุด เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้จริงๆ
การเลิกรักมันก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวด แต่ถ้าเขามีเหตุผลมากพอ เราก็ไม่สามารถที่จะไปบังคับเขาได้ เราคิดในทางบวกดีกว่า แต่เป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ใครไป ต่อว่าได้ ติชมได้ เพราะบางอย่างเราก็เรียนรู้จากสิ่งที่แฟนคลับพูดเหมือนกัน ว่าอันนี้เราเอามาปรับปรุงดีกว่า แต่ตอนนี้โซเชียลมันรุนแรง มันอาจจะเยอะมากๆ สมมติมี 10 ข้อความ มันอาจจะมีแค่ 2 ข้อความที่อ่านแล้วเราเอามาพัฒนาตัวเองได้”
ต้องจิตแข็งเวลาเข้าไปอ่าน วิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต
“ณ ตอนนี้ต้องจิตแข็ง ผมเห็นผู้จัดหลายๆ คนก็ประสบปัญหาเดียวกัน ก็ต้องทำใจและแยกแยะ ว่าอะไรเป็นคำพูดที่หวังดี และเอามาปรับใช้ เพราะเราทำงานกับโซเชียล มันหนีไม่ได้หรอก ผมเคยพยายามไม่เข้าเลย แต่มันก็อดใจไม่ไหว ต้องไปส่องบ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น เผื่อเราจะได้เอามาปรับปรุง หรือเขาชอบสิ่งนี้ เราทำต่อไปดีไหม ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้
เรื่องการวิจารณ์มันก็เสรีระดับหนึ่ง แต่มันควรมีขอบเขต ใครเกินขอบเขตก็ต้องให้เห็นหน่อย ว่าโทษของมันคือยังไง ก็จะพยายามทำให้ได้ ต่อให้มันจะยากแค่ไหน คือคนอาจจะมองว่าเราหาคนผิดยากจัง คือมันยากจริงๆ นะครับ แต่ปีนี้ตั้งใจ ยังไงก็ต้องทำให้ได้ เพื่อทุกคนที่โดนวิจารณ์แบบไร้ขอบเขตเกินไป มันต้องใช้กฎหมายแล้วครับ”


