เมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่หนานจิง หลายคนอาจนึกถึงภาพความโหดร้ายที่ยากจะรับชม แต่สำหรับ Dead to Rights หรือในชื่อภาษาไทย “บันทึก หนานจิง” ผลงานการกำกับล่าสุดของ “เซิน อ่าว” (ผู้เคยฝากผลงานระทึกขวัญอย่าง No More Bets) ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเลือกที่จะนำเสนอแง่มุมที่ต่างออกไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยการเปลี่ยนความทรงจำอันแสนเจ็บปวดให้กลายเป็นมหากาพย์แห่งความหวังและการต่อสู้ด้วย “ความจริง”
จุดเด่นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นออกมาจากหนังสงครามทั่วไป คือการนำเสนอผ่านมุมมองของคนตัวเล็กๆ ใน “ร้านถ่ายรูปจี๋เสียง” ท่ามกลางสมรภูมิที่เสียงปืนดังระงม “เซิน อ่าว” ได้สร้างตัวละคร “อาฉาง” (รับบทโดย หลิว ห่าวหราน) พนักงานไปรษณีย์ธรรมดาที่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องมาสวมรอยเป็นช่างล้างรูปเพื่อเอาชีวิตรอด
หนังใช้สัญลักษณ์ของคำว่า “Shoot” ที่มีความหมายสองนัย ทั้งการ “ยิงปืน” เพื่อทำลายล้าง และการ “กดชัตเตอร์” เพื่อบันทึกภาพได้อย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ทหารญี่ปุ่นใช้ภาพถ่ายเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อและปกปิดความผิด แต่เหล่าตัวละครในร้านถ่ายรูปกลับใช้มันเป็น “กระสุนแห่งความจริง” เพื่อเปิดโปงความโหดร้ายต่อชาวโลก ฉากการล้างฟิล์มในห้องมืดท่ามกลางความเงียบงัน ลุ้นระทึกไม่แพ้ฉากสู้รบในหนังแอ็กชันชั้นดีเลยทีเดียว
“หลิว ห่าวหราน” มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพนักแสดง เขาไม่ได้ถ่ายทอดภาพฮีโร่ผู้กล้าหาญมาตั้งแต่ต้น แต่คือชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความกลัวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ซึ่งนั่นทำให้การตัดสินใจ “เสี่ยงตาย” เพื่อรักษาแผ่นฟิล์มในช่วงท้ายเรื่องทรงพลังและน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน “เกา เย” ในบท “หลินอวี่เซียะ” และ “หวัง ฉวนจวิ่น” ในบท “หวังกวงหาย” ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้หนังมีมิติ โดยเฉพาะบทบาทของ “ไดอิชิ ฮาระชิมะ” ในบท “อิโตะ ฮิเดโอะ” ทหารญี่ปุ่นผู้ทำหน้าที่บันทึกภาพ หนังไม่ได้วาดภาพศัตรูให้เป็นปีศาจแบบมิติเดียว แต่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในใจของมนุษย์ที่ต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับความถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับให้หนังมีความเป็นสากลและลุ่มลึกมากขึ้น
แม้ว่าเนื้อหาจะหนักหน่วง แต่ “บันทึก หนานจิง” กลับเป็นหนังที่ “งดงาม” อย่างประหลาด งานด้านภาพของหนังมีความวิจิตรในแบบภาพถ่ายคลาสสิก การจัดแสงในร้านถ่ายรูปที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นตัดกับซากปรักหักพังภายนอกเมืองหนานจิงที่เยือกเย็น เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “บ้าน” และ “สงคราม” ได้อย่างสะเทือนใจ นอกจากนี้ งานกำกับศิลป์ยังเนรมิตเมืองหนานจิงในปี 1937 ขึ้นมาได้อย่างสมจริงจนน่าขนลุก
ความฉลาดของ “เซิน อ่าว” คือการเลือกที่จะ “ลด” ความรุนแรงทางสายตาลง เขาไม่ยัดเยียดภาพความโหดร้ายจนเกินงาม แต่เลือกที่จะใช้สายตาและปฏิกิริยาของตัวละครเมื่อจ้องมองแผ่นฟิล์มเป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์ ซึ่งนั่นกลับสร้างผลกระทบต่อจิตใจผู้ชมได้รุนแรงยิ่งกว่าการเห็นเลือดสาดเต็มจอ
Dead to Rights ไม่ใช่หนังที่สร้างมาเพื่อให้เราโกรธแค้นอดีต แต่สร้างมาเพื่อให้เรา “จดจำ” ความเป็นมนุษย์ที่เบ่งบานในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด บทสรุปที่เชื่อมโยงภาพถ่ายจากในหนังเข้ากับหลักฐานทางประวัติศาสตร์จริงที่ถูกใช้ในศาลอาชญากรสงครามหนานจิง คือหมัดฮุกที่ทำให้ผู้ชมต้องเสียน้ำตาและตระหนักว่า ความจริงอาจถูกฝังไว้ได้ชั่วคราว แต่ไม่มีวันตาย
นี่คือภาพยนตร์ที่เป็นทั้งจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์และงานศิลปะชั้นดี เป็นหนังที่คุณควรเปิดใจเข้าชม ไม่ใช่เพียงเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่เพื่อสัมผัสถึงพลังของ “คนตัวเล็กๆ” ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ด้วยความกล้าหาญเพียงเสี้ยวนาที


