xs
xsm
sm
md
lg

“กฤษณ์” เผย อดีตเคยถังแตก ทั้งบ้านเหลือเงินร้อยเดียว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เห็นตกเป็นข่าวควงกับสาวฮ็อตของวงการมาหลายคนไม่ว่าจะเป็น "สุ่ย พรนภา" ,"ทาทา ยัง" ล่าสุดก็ "ตั๊ก บงกช" ใคร ๆ ก็เลยคิดว่าหนุ่มเจ้าสำราญอย่าง “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” เป็นไฮโซคอยคั่วสาว ๆ ในวงการ หารู้ไม่ว่าไอ้ภาพที่เห็นกับความจริงนั้นต่างกันลิบลับ เพราะแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า หนุ่มที่ดูมาดไฮโซอย่างกฤษณ์จะเคยถังแตกทั้งบ้านเหลือเงินแค่ร้อยเดียวมาแล้ว

“คุณพ่อผมเป็นนักธุรกิจครอบครัวถือว่ามีฐานะปานกลาง ไม่เดือดร้อนเรื่องการเงิน ตอนเด็ก ๆ ชีวิตผมค่อนข้างสบาย ๆ มีหน้าที่เรียนอย่างเดียว ถามว่าเป็นคุณหนูไหม ผมก็ไม่รู้ว่าคุณหนูมันเป็นยังไง แต่เด็ก ๆ ผมไม่เคยลำบาก จนกระทั่งตอนผมเรียนปี 4 ที่เอแบค เศรษฐกิจตกต่ำ ทำอะไรก็แย่ขาดทุนไปหมด ตอนนั้นล้มละลายไปเลย ก็ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ลำบากเหมือนกัน ยิ่งผมเรียนเอแบคด้วยค่าใช้จ่ายก็สูง พี่น้องคนอื่น ๆ ก็ต้องเรียนเหมือนกัน”

เคยได้ยินแต่พวกเศรษฐีล้มบนฟูก แต่สำหรับกฤษณ์นี่เรียกว่า ล้มแบบแทบไม่มีกินเลยทีเดียว..
“มีอยู่วันหนึ่งทั้งบ้านเหลือเงินแค่ร้อยเดียว แล้วผมหิวข้าวไม่รู้จะทำยังไง คุณพ่อก็เลยไปซื้อกล้วยมาให้กินแก้หิว ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลยนะว่ามันจะเกิดขึ้นกับผม แต่มันก็เกิดขึ้นจริง แต่ผมก็ไม่ท้อนะ ไม่ร้องไห้ด้วย ไม่รู้จะไปท้อทำไม ท้อไปก็ไม่ได้ตังค์ สู้เอาเวลาที่นั่งท้อไปยืมเงินเพื่อน ๆ หาเงินเข้าบ้านดีกว่า” (หัวเราะ)

“เพื่อน ๆ ผมนี่ดีมากเลย คอยให้ความช่วยเหลือผมตลอด ที่ผมเรียนจบมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง ชีวิตที่ผ่านมามันทำให้เรารู้ว่าใครเป็นเพื่อนเราจริง ใครคบกับเราแค่ผิวเผิน”

“แต่ถึงเพื่อน ๆ จะดีกับผมซักแค่ไหน จะให้ผมยืมเงินเค้าอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ เราต้องหาอะไรทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วย ผมก็เริ่มถ่ายแบบเล่นมิวสิควิดีโอ แต่ก็ได้ตังค์มาไม่เยอะ แล้วบ้านหลังหนึ่งเนี่ยเดือน ๆ หนึ่งต้องใช้เงินประมาณ 5 หมื่น แต่ผมถ่ายแบบอย่างเก่งก็ได้แค่ 6 – 7 พันบาทเอง”

“จนกระทั่งผมได้มาอยู่ที่เอไทม์ชีวิตผมก็ดีขึ้น ก็ต้องขอขอบคุณพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ด้วยที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผมสามารถซื้อบ้านให้คุณพ่อคุณแม่อยู่หลังละ 4 – 5 ล้าน ผมซื้อรถขับเอง ของทุกอย่างในบ้านแม้กระทั่งช้อน ส้อม พรมเช็ดเท้า จานชาม ของทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน ขอให้ชี้มาเหอะ ทุกอย่างผมซื้อเองทั้งนั้น หนี้สินต่าง ๆ ผมก็ใช้หมดแล้ว ธุรกิจของคุณพ่อตอนนี้ก็ดีขึ้น”

แม้ชีวิตจะผ่านความลำบากมามาก แต่ถ้าเลือกได้เจ้าตัวบอกว่ายังเลือกที่จะเจอเหตุการณ์เหล่านั้นอีกเพราะทุกอย่างล้วนหล่อหลอมให้เขามีวันนี้
“ผมไม่ได้รู้สึกเกลียดความจน ถ้าเลือกได้ผมก็จะเลือกให้เป็นแบบเดิม เราเกิดมาทั้งทีตอนเรียนรู้ให้ได้ความทุกข์มันเป็นไง ความสุขมันเป็นไง และถ้าเราสามารถผ่านพ้นมันมาได้ เราก็จะรู้สึกภูมิใจว่าเราสามารถทำได้”

“ผมไม่อายที่จะออกมาพูดความจริงว่าชีวิตผมเคยเจออะไรมาบ้าง ไม่รู้จะอายไปทำไม เพราะถึงผมจะอายก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าใครมาถามผมก็ภูมิใจที่จะเล่าให้ฟังเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง และประสบการณ์ตรงนั้นก็ทำให้ผมสู้จนมีวันนี้”