คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
คำว่า ”อวตาร” เป็นภาษาสันสกฤต ที่แปลว่า การก้าวลงมา ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Incarnation พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายไว้ว่าเป็นคำกิริยา อันหมายถึงการแบ่งภาคลงมาเกิดในโลก โดยมากคำๆนี้มักพบเห็นว่าจะใช้แก่พระนารายณ์ ดังนั้นจินตนาการเกี่ยวกับแนวความคิดของการอวตารก็คือ การแบ่งภาคหรือการลงมาสู่โลกมนุษย์ของเทพเจ้า ตามพันธกิจสำคัญในการลงมาปราบยุคเข็ญ เพื่อสั่งสอน และชี้นำหนทางในการไปสู่สัจธรรมอันสูงสุด โดยการสำแดงรูปขององค์อวตารนั้นจะปรากฏทั้งในรูปมนุษย์ อมนุษย์ รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ แต่ยังคงดำรงคุณสมบัติเฉกเช่นเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือทรงไว้ซึ่งมหิทธานุภาพ ทรงความเป็นสัพพัญญู ทั้งยังปรากฏพระองค์อยู่ในทุกหนทุกแห่งด้วย
ศาสนาฮินดูในไวษณพนิกาย จะมีความเชื่อในเรื่องการอวตาร ของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุดหนึ่งในสามมหาเทพของฝ่ายพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งพระองค์ก็คือเทพผู้บริหารและคุ้มครองโลก พระนามของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์นี้จะมีอยู่อย่างมากมาย หากแต่เรียกตามสภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น วิษณุหรือพิษณุ (เทพแห่งดวงอาทิตย์), อนันตไศยน (ผู้นอนบนอนันตนาคราช), ลักษมีบดี (พระสวามีของลักษมี) ฯลฯ พระนามของพระองค์ยังมีความแตกต่างกันในความเชื่อของชาวฮินดู เช่นว่า หากเป็นชาวฮินดูทางใต้ก็จะเรียกว่า Perumal แต่พระนามที่แพร่หลายในหมู่สาวกทั่วไปก็คือ พระนารายณ์นั่นเอง
คัมภีร์ Harismarana ของฝ่ายพราหมณ์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่กล่าวถึงพระนาม รวมถึงเรื่องราวของมหาเทพผู้คุ้มครองบริหารโลกพระองค์นี้ ส่วนหลักฐานทางวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในการกล่าวถึงการกำเนิดขึ้น และความเป็นมาของพระนารายณ์ก็คือ คัมภีร์พระเวท ซึ่งระยะเวลาการแต่งพระคัมภีร์จะอยู่ระหว่างราว ๑๔๐๐-๑๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล คัมภีร์ฤคเวทที่เป็นคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยพระเวท ได้กล่าวว่าพระนารายณ์หรือพระวิษณุเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่และเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์องค์หนึ่ง ตามแนวความคิดด้านปรัชญาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายนั้น นอกจากจะมีพิธีกรรมการบวงสรวงบูชาพระนารายณ์ในลักษณะเทพเจ้าแล้ว ทัศนะปรัชญาฮินดู ยังนับถือพระองค์ในภาคอวตารต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งได้กล่าวแล้วว่า การอวตารหรือ (Incarnation) นี้ จะแปลว่าการลงมาหรือก็คือการลงมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือการเข้าร่างมนุษย์ ซึ่งพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ถือกำเนิดลงมาบนโลกเป็นภาคตอนต่างที่กัน ก็เพื่อพิชิตปราบยุคเข็ญให้หมดสิ้นไป คือเมื่อบาปกรรมมีมากเท่าใด เมื่อนั้นพระนารายณ์ก็จะอวตารลงมาช่วยปราบสงเคราะห์เสียคราวหนึ่ง เพื่อดับทุกข์เข็ญ พร้อมกับสร้างสันติสุขให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก
การอวตารลงมาปราบยุคเข็ญตามพันธกิจของพระนารายณ์นั้น จะเป็นไปตามคำเชิญหรือตามข้อร้องของเหล่าเทวดา บ้างก็ว่ามีมากจนยากที่จะนับได้ แต่สำหรับปางที่ทรงอวตารลงมาเพื่อช่วยเหล่าเทวดาและมนุษย์โลกนั้น จะมีอยู่ ๑๐ ปางที่สำคัญ ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างตามแต่ละตำรา โดยปางที่ ๑ มัตสยาวตาร (อวตารเป็นปลา) เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์และสัตว์ให้พ้นจากน้ำท่วมโลก ปางที่ ๒ กูรมาวตาร (อวตารเป็นเต่า) เพื่อช่วยเหล่าเทพและอสูรกวนเกษียรสมุทร ปางที่ ๓ วราหาวตาร (อวตารเป็นหมูป่า) มี ๒ ตำนานคือ ๓.๑ เพื่อปราบอสูรหิรัณยากษะ ที่ลักเอาแผ่นดินธรณีไป ๓.๒ เพื่อยุติการประลองพลังอำนาจระหว่างพระพรหม และพระศิวะ ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร (อวตารเป็นครึ่งสิงห์) เพื่อปราบอสูรหิรัณยกศิปุ ผู้เป็นน้องชายของหิรัณยากษะ ปางที่ ๕ วามนาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย) เพื่อปราบอสูรนามพาลี ผู้เป็นเหลนของหิรัณยกศิปุ ปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธ) เพื่อปราบกษัตริย์ผู้เป็นมนุษย์นามว่า พระเจ้าอรชุนหรือพระเจ้าสหัสอรชุน ผู้มีใบหน้า ๑พันหน้า และเป็นผู้ก่อยุคเข็ญทำลายล้างพระศาสนา ปางที่ ๗ รามาวตาร หรือ รามจันทราวตาร (อวตารเป็นพระรามกษัตริย์แห่งอโยธยา) เพื่อปราบอสูรราวณะหรือที่คนไทยรู้จักกันในนามทศกัณฐ์ ปางที่ ๘ กฤษณาวตาร (อวตารเป็นพระกฤษณะ) เพื่อขับรถม้ารวมถึงสอนวิถี และการดำเนินชีวิตให้แก่อรชุน ปางที่ ๙ พลรามาวตาร (อวตารเป็นพระพลรามพี่ชายพระกฤษณะ) ซึ่งเป็นการอวตารคู่กับพระกฤษณะ สำหรับปางนี้จะมีความแตกต่างแล้วแต่ตำรา ที่บางตำรับอาจกล่าวว่าต้องเป็นปาง พุทธาวตาร ซึ่งก็คืออวตารเป็นพระพุทธเจ้า ปางที่ ๑๐ กัลกยาวตาร หรือ กัลกิยาวตาร (อวตารเป็นผู้ขี่ม้าขาว หรือกัลกี) เป็นอวตารที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นแต่การทำนายอนาคตไว้ว่า ยามที่เป็นปลายแห่งกลียุคเมื่อผู้คนไม่รู้จักธรรมมะ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จนทั่วทั้งโลกต้องเผชิญกับยุคเข็ญไปทุกหย่อมหญ้า ก็จะมีบุรุษขี่ม้าขาวปรากฏตัวขึ้น เพื่อปัดเป่าความทุกข์ยากทั้งหลายให้หมดสิ้นไป และนำธรรมมะกลับมาสู่มวลมนุษย์อีกครั้ง
จินตนาการเกี่ยวกับเรื่องของการอวตารนี้ ยังเคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Avatar โดย เจมส์ คาเมรอนมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องราวการเข้ามาล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก นำโดยบริษัทข้ามชาติ และกองกำลังทหารที่เพียบพร้อมไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อจะครอบครองดาวแพนโดร่าที่มีแหล่งทรัพยากรอันมหาศาล โดยในการวางแผนเพื่อหวังทำลายและครอบครองกองทัพ จึงต้องส่งสายลับเข้าไปเพื่อสืบข้อมูลของชาวนาวี ซึ่งเจค ซัลลีเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้เข้าไปปฏิบัติการณ์ แต่เมื่อได้เข้าไปอยู่กับชาวนาวีแล้ว เขากลับล้มเลิกความตั้งใจเดิมเสีย และในท้ายที่สุดเขาได้กลายมาเป็นวีรบุรุษ ที่นำชาวนาวีต่อสู้กับศัตรูที่มีพลานุภาพแข็งกล้ากว่าฝ่ายของตนมาก ซึ่งจินตนาการที่ถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องการสื่อความหมายเดียวกับคำว่า”อวตาร” แต่ไม่ได้คำนึงว่า คำๆนี้จะใช้แก่พระนารายณ์เท่านั้น ซึ่งอาจเข้าใจได้ว่าโดยคติความเชื่อของคนตะวันตก อาจจะไม่ถือคติของคนตะวันออกอย่างเคร่งครัดมากเท่าใดนัก จึงมีผู้กล่าวว่าองค์อวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือเจคนั่นเอง ข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งก็คือพาหนะของพระนารายณ์นั้นเป็นครุฑ ส่วนพาหนะของเจคก็เป็นพญานกด้วยเช่นกัน
ความเชื่อในเรื่องของการอวตารหรือก็คือพันธกิจแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้ เป็นความเชื่อในเรื่องของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับอธรรม โดยกษัตริย์โบราณผู้เก่งกล้าสามารถของชาวภารตะ ที่ได้ถูกกล่าวขานยกย่องว่าเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์นั้น ก็คือพระรามและพระกฤษณะ ที่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ เคยมีตัวตนอยู่จริงในอินเดียโบราณ พันธกิจแห่งพระผู้เป็นเจ้าจึงถือเป็นความเชื่อทางศาสนาที่สร้างศรัทธาความหวังให้กับมนุษย์ เมื่อยามเกิดวิกฤตการณ์สงครามหรือภัยพิบัติขึ้น มนุษย์ก็จะมีวีรบุรุษเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ พร้อมกับสร้างสังคมใหม่อันเปี่ยมด้วยสันติสุขให้กับโลกได้อย่างสมบูรณ์ และจากเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยความหวังต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ได้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจอันสำคัญให้กับ Artmulet ในการรังสรรค์ผลงานประติมากรรมแห่งศรัทธา อันเกี่ยวเนื่องกับพระนารายณ์มาแล้วในหลายรุ่นหลายผลงาน ดังเช่น พระนารายณ์ทรงครุฑประทับราหู นารายณ์ขว้างจักรตรึงไตรภพ นารายณ์พลิกแผ่นดิน นารายณ์แปลงรูป และนารายณ์ทรงเมืองอนันตนาคราช ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพื่อฝากไว้ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป


