ยิ่งใกล้วันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคลยิ่งมีกระแสสับสน โดยเฉพาะเกี่ยวกับพรรคกล้าธรรมในสองประเด็นคือ
1. พรรคภูมิใจไทย โดยอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ติดต่อกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลหลังจากการอภิปรายฯ โดยหวังให้พรรคกล้าธรรมออกเสียงหนุนรัฐบาลเพื่อกันเหนียวในกรณีที่พรรคเพื่อไทยงดออกเสียงและทำให้รัฐบาลแพ้โหวต
2. พรรคเพื่อไทยจะจับมือกับพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน โดยพรรคกล้าธรรมมารวมกับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเสียงมากกว่าพรรคประชาชน จะจัดตั้งรัฐบาลหลังจากโค่นล้มพรรคภูมิใจไทยด้วยการงดออกเสียง
จากทั้งสองกรณีข้างต้น จะเห็นได้จากพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรทางการเมือง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะอยู่หรือไป
ส่วนว่าการเปลี่ยนแปลงที่มีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรในการขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นหรือไม่เป็นเรื่องของการคาดการณ์ของเหล่ากูรูทางการเมือง ส่วนจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ต้องรอหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรเป็น 2 ประเด็นดังต่อไปนี้
1. ถ้าจะมีการปรับ ครม.โดยนำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมจะต้องปรับก่อนการอภิปรายฯ เพื่อถ่วงดุลกับพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าจะปรับหลังจบการอภิปรายฯ และพรรคกล้าธรรมยกมือโหวตไว้ใจรัฐบาลไปแล้ว และพรรคภูมิใจไทยไม่ปรับตามที่พรรคกล้าธรรมจะทำอย่างไร และเท่ากับถูกพรรคภูมิใจไทยหลอก ครั้นจะไปรวมกับพรรคเพื่อไทยและโค่นล้มรัฐบาลก็ทำได้ยาก
2. ถ้าพรรคกล้าธรรมรวมกับพรรคเพื่อไทย โดยหวังให้พรรคเพื่อไทยมีเสียงมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และโค่นรัฐบาลในการงดออกเสียงก็จะต้องรวมตัวกันก่อนการอภิปรายฯ และพรรคเพื่อไทยงดออกเสียงทำให้รัฐบาลแพ้โหวต และนายกฯ ต้องลาออก และความหวังที่จะให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลเปลี่ยนก็มีความเป็นไปได้
โดยสรุป ถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการเป็นแกนนำรัฐบาลเปลี่ยนขั้วจะต้องควบรวมกับพรรคกล้าธรรมก่อนการอภิปรายฯ แต่จะรวมกันได้ก่อนการอภิปรายฯ หรือไม่ ถ้าไม่ทันการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคงจะไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น กระแสข่าวที่ปรากฏออกมาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวข้างต้น ก็เป็นเพียงการคาดหมาย แต่ไม่เกิดขึ้นจริง


