รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถือว่าเป็นรัชสมัยที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ (Modernization) อย่างมหาศาลและรวดเร็ว พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสรีนิยม-หัวก้าวหน้า (Liberal-progressive) และทรงเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง (Transformation leadership) เช่น ทรงเลิกทาส ทรงเลิกระบบไพร่ ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ประกอบกับการแผ่ขยายของอิทธิพลตะวันตกในการล่าอาณานิคม (Colonization) ทำให้สยามต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก หลายประการเกิดวิกฤติจนต้องปรับเปลี่ยนโบราณราชประเพณีเพื่อความอยู่รอดและมั่นคงของบ้านเมือง
วิกฤตการณ์วังหน้าถือเป็นเหตุผลสำคัญ และมีการแทรกแซงของชาติตะวันตก ทำให้สยาม นำโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงนำการเปลี่ยนแปลงราชประเพณีในการสืบราชสันตติวงศ์ที่เคยสืบทอดมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาให้เป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อความสถาพรและมั่นคงแห่งพระราชอาณาจักร
การสืบราชสันตติวงศ์อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกแต่ก็ประสานร้อยเรียงกับโบราณราชประเพณีของไทยได้อย่างกลมกลืน ตารางสรุปการสืบราชสันตติวงศ์อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์นี้ด้านล่างนี้ เริ่มจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบสายเปลี่ยนผ่านแผ่นดินมายังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจนปัจจุบันรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วิกฤติการณ์วังหน้า สาเหตุแห่งแบบแผนเฉพาะในการสืบราชสันตติวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดวิกฤตการณ์วังหน้า ระหว่างปลายพ.ศ. 2417 ถึงต้นปี พ.ศ. 2418 นับเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่า/อนุรักษนิยม กับ ขั้วอำนาจใหม่/ปฏิรูป โดยมี มูลเหตุและชนวนความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างอำนาจสองฝ่าย (วังหลวง vs วังหน้า)
เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2411 ที่ประชุมเสนาบดีได้เลือก กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ดำรงตำแหน่งวังหน้าตามความต้องการของฝ่ายผู้ใหญ่ (เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์) ทำให้วังหน้ามีทหารในสังกัด มีงบประมาณ และมีคลังอาวุธแยกเป็นเอกเทศจากวังหลวง
เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเจริญพระชนมายุครบเบญจเพสและทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2416 ทรงเริ่มปฏิรูปการปกครองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อรวบรวมภาษีอากรทั้งหมดเข้าสู่คลังหลวงเพียงแห่งเดียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และงบประมาณของวังหน้าอย่างมหาศาล
ชนวนเหตุ เมื่อ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2417 เกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกแถวใกล้กับคลังตึกด่านในพระบรมมหาราช วัง วังหลวงสงสัยว่าวังหน้าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง และทหารวังหน้าพยายามเข้ามาในวังหลวงพร้อมอาวุธโดยอ้างว่าจะช่วยดับไฟ ทำให้เกิดความระแวงและตรึงกำลังเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จหนีออกจากวังหน้าไปสถานกงสุลอังกฤษ ด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกจับกุม ในคืนวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2417 และขอให้มหาอำนาจตะวันตกเข้ามาแทรกแซง กงสุลอังกฤษ (Mr. Thomas George Knox) และกงสุลฝรั่งเศสพยายามเข้ามามีบทบาท โดยกงสุลอังกฤษเสนอให้ส่งเรือรบเข้ามาและบีบให้สยามแบ่งพื้นที่การปกครองหรือคงอำนาจวังหน้าไว้
รัชกาลที่ 5 ทรงใช้กุศโลบายทางการทูต โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาเชิญ เซอร์ แอนดรูว์ คลาร์ก (Sir Andrew Clarke) ผู้ว่าราชการอังกฤษประจำช่องแคบมะละกา (สิงคโปร์) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ Knox เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเป็นกลางในการไกล่เกลี่ย
เซอร์ แอนดรูว์ คลาร์ก วางตัวเข้าข้างฝ่ายวังหลวง โดยชี้ว่าวังหน้าไม่มีสิทธิ์ทำสัญญาหรือดึงมหาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน และได้จัดทำ ข้อตกลงประนีประนอม (25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2417) มีสาระสำคัญคือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญยอมรับว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงพระองค์เดียว วังหน้ายอมลดกำลังทหารให้อยู่ในระดับที่จำเป็น และส่งมอบอาวุธให้วังหลวง วังหลวงจัดสรรงบประมาณส่วนพระองค์ถวายวังหน้าอย่างเหมาะสม
ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม พิมพ์เขียวสำหรับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ในกาลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2421 (ตรงกับวันเสาร์ เดือน 5 แรม 10 ค่ำ ปีขาล พ.ศ. 2421 หรือวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2421) ซึ่งเกิดขึ้น "หลัง" วิกฤตการณ์วังหน้า เพื่อทรงอ่านพระราชทานในที่ประชุมสโมสรอุปราชบรรดาศักดิ์ ณ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์

การทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมชิ้นนี้ถือเป็นการปฏิรูปความคิดและสร้างกรอบกฎหมายของราชสำนักในการสืบราชสันตติวงศ์เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่คาราคาซังมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะผลกระทบสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์วังหน้า (พ.ศ. 2417–2418) สร้างความกระจ่างเรื่องชั้นยศและสิทธิ์ตามธรรมชาติให้ข้าราชการและเจ้านายเข้าใจตรงกันว่า ตำแหน่งและอิสริยยศไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่มีเกณฑ์กำเนิด (การเป็นอุปโตสุชาติ) และราชประเพณีรองรับ นอกจากนี้ยังลดอำนาจและอิทธิพลของตำแหน่งวังหน้า มุ่งอธิบายว่าตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นเพียงตำแหน่งที่โปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นตามความจำเป็น ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยอัตโนมัติหรือมีสิทธิ์เสมอกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง และเป็นการวางรากฐานการสถาปนาตำแหน่งมกุฎราชกุมาร ทรงเตรียมการทางความคิดเพื่อยกเลิกระบบวังหน้า และเปลี่ยนไปสู่ระบบการสืบราชสันตติวงศ์แบบสากล ที่ให้สิทธิ์แก่พระราชโอรสองค์โตในพระอัครมเหสี เพื่อป้องกันข้อพิพาทเรื่องราชสันตติวงศ์ในอนาคต ทรงต้องการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ชิงอำนาจ หรือความสับสนในหมู่มหาชนและขุนนางเมื่อถึงยามเปลี่ยนผ่านรัชกาล
พระราชนิพนธ์ได้แบ่งหมวดหมู่และวางหลักการเกี่ยวกับเจ้านายและระบบการปกครองไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. การแบ่งลำดับชั้นของพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงจัดลำดับพระบรมวงศานุวงศ์ตามลำดับพระบารมีและกำเนิดออกเป็นชั้นต่างๆ อย่างชัดเจน
สมเด็จหน่อพุทธางกูร (เจ้าฟ้าชั้นเอก) พระราชโอรสที่ประสูติแต่สมเด็จพระบรมราชินี (พระอัครมเหสี) ทรงเป็นผู้มีสิทธิ์ธรรมสูงสุดในการสืบราชสันตติวงศ์
เจ้าฟ้าชั้นโท / ชั้นตรี พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระภรรยาหลวงหรือเจ้านายชั้นรองลงมา
พระองค์เจ้า พระราชโอรสธิดาที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา (พระสนม)
หม่อมเจ้า พระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้า
2. การนิยามและริดรอนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวังหน้า ทรงชี้แจงประวัติความเป็นมาของตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่าเดิมทีมีขึ้นเพื่อเป็นแม่ทัพหน้า ช่วยศึกสงคราม ไม่ใช่ผู้ร่วมปกครองประเทศ (Co-ruler) ในสมัยโบราณ วังหน้าบางพระองค์พยายามทำตัวเสมอด้วยวังหลวง จนเกิดปัญหาราชการสองฝ่ายและสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน ทรงเน้นย้ำว่า อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองแผ่นดินและเงินแผ่นดินเป็นของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว
3. หลักการสืบราชสันตติวงศ์ที่ถูกต้อง ทรงอธิบายว่าการสืบราชบัลลังก์ตามธรรมเนียมสยามประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ 3.1 สิทธิ์โดยกำเนิด (Birthright) พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากพระอัครมเหสี (อุปโตสุชาติ) ย่อมมีสิทธิ์ธรรมเป็นอันดับแรก 3.2 การยอมรับของมหาชน (อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ) การลงมติร่วมกันของพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีเพื่อรับรองความชอบธรรม
การยกเลิกตำแหน่งวังหน้า (พ.ศ. 2428) เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต รัชกาลที่ 5 ได้ทรงใช้นัยจากพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ประกาศยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทันที
พระราชนิพนธ์ฉบับนี้ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกโบราณราชประเพณี เป็นวรรณกรรมรัฐศาสตร์ชิ้นสำคัญวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและสังคมไทยที่แหลมคมที่สุดฉบับหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์
สยามมกุฎราชกุมาร (Crown prince) ตามแบบอย่างตะวันตกเป็นครั้งแรก
การสถาปนาตำแหน่ง สยามมกุฎราชกุมาร (Crown prince) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2429) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกเลิกธรรมเนียมการตั้ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามโบราณราชประเพณีเดิม เพื่อนำหลัก Primogeniture (อ่านว่า ไพรมโมเจนิเจอร์) คือสิทธิอันชอบธรรมของปฐมบุตรสืบสันตติวงศ์ ตามอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุโรปมาปรับใช้ ในทางประวัติศาสตร์กฎหมายและรัฐศาสตร์ คำนี้คือ สิทธิอันชอบธรรมของลูกชายคนโต หรือ "หลักปฐมบุตรสืบสันตติวงศ์" (Strict Primogeniture / Absolute Male Primogeniture) ดังนี้
หนึ่ง ยึดสายเลือดตรง (Direct Descent) กำหนดให้ตำแหน่งองค์รัชทายาทตกเป็นของพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีโดยตรงและแน่นอน (ไม่ใช่การเลือกข้ามสายไปยังพระอนุชาหรือเจ้านายที่มีบารมีทางการเมืองเหมือนในอดีต)
สอง ขจัดสิทธิของพระอนุชา (พี่น้อง) ตามหลัก Primogeniture สายตรงของพระมหากษัตริย์ (พระราชโอรส) จะมีสิทธิตัดหน้าพระอนุชา (พี่น้องของกษัตริย์) ทั้งหมด ต่างจากแบบแผนอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีการตั้งพระอนุชาเป็นพระมหาอุปราช/วังหน้าอยู่บ่อยครั้ง
สาม ตัดสิทธิสภาขุนนางในการเลือก การระบุตัวผู้สืบราชสมบัติล่วงหน้าอย่างเป็นระบบตามกฎหมายแบบ Primogeniture ทำให้ไม่ต้องพึ่งพามติของสภาขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ในการประชุม "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" หลังสิ้นรัชกาลอีกต่อไป
ความแตกต่างสำคัญคือ ธรรมเนียมวังหน้าเดิมเปิดช่องให้ใช้พระราชวินิจฉัยและมติของสภาขุนนางในการเลือกผู้ที่มีปัญญาวุฒิ วัยวุฒิ หรือบารมีทางการเมือง ซึ่งหลายครั้งตกเป็นของพระอนุชาหรือเจ้านายผู้ใหญ่ แต่หลัก Primogeniture มุ่งเน้นการยึดสายตรงขององค์พระมหากษัตริย์ (Direct Descent) โดยกำหนดให้พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีเป็นผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน การเปลี่ยนผ่านนี้จึงเป็นการลดบทบาทของสภาขุนนางในการชี้ขาดผลัดแผ่นดิน และสร้างความมั่นคงสถาพรให้แก่เสถียรภาพของราชบัลลังก์ในรูปแบบนิติรัฐสมัยใหม่ ก่อนจะถูกตราเป็นบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรที่เด็ดขาดในกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ในรัชกาลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก ทำให้ธรรมเนียมการสืบราชสมบัติของไทยสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย
เป็นที่น่าเสียดายที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทยเสด็จทิวงคตเมื่อพระชนมายุเพียง 16 พรรษาด้วยพระโรคไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการสืบราชสันตติวงศ์
สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
แต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงถือหลักว่าพระราชโอรสในพระภรรยาเจ้าสามพระองค์ซึ่งต่างเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (เดิมสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ต่างก็เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรับราชการเป็นพระภรรยาเจ้า ถือว่าให้เป็นท้องเดียวกัน สิทธิ์ในการสืบสันตติวงศ์ให้ถือว่าเป็นไปตามลำดับการเกิดของพระราชโอรสในพระภรรยาเจ้าสามพระองค์นี้ เสมอเสมือนเกิดจากพระครรโภทรเดียวกันพระราชโอรสพระองค์ใดเกิดก่อนก็ต้อง องค์นั้นจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปในอนาคต
ดังนั้นจึงทรงสถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์ที่สองของไทย แต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีได้ขอพระราชทานพรพิเศษว่าให้พระราชโอรสของในครรภ์ของพระองค์ทรงอยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ก่อนพระองค์อื่น ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานพรให้เป็นไปตามนั้น
ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี หรือสมเด็จรีเยนต์ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพระองค์แรกของไทย เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีและภายหลังสมเด็จพระบรมราชินีนาถเนื่องจากได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำให้สิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ของพระราชโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีหรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงอยู่เหนือกว่าพระภรรยาเจ้าองค์อื่น ๆ
กล่าวง่าย ๆ ว่า สิทธิในการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามลำดับพระราชอิสริยยศของพระภรรยาเจ้าตามลดับ สายที่เป็นลำดับที่หนึ่งคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สายที่เป็นลำดับที่สองคือสายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราพระบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสายที่เป็นลำดับที่สามคือสายของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ตามลำดับ
เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453
พระราชอำนาจและอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ การเปลี่ยนผ่านแผ่นดินจากรัชกาลที่ 5 สู่รัชกาลที่ 6
หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกันแสงและเศร้าสลดอย่างมาก จนกระทั่งเสด็จลงมายังชั้นล่างของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า เสนาบดี และองคมนตรีเฝ้าทูลละอองพระบาทอยู่ ในตอนนั้น สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (หรือสมเด็จวังบูรพา) พระราชอนุชาร่วมพระครรโภทรในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จึงทรงเป็นสมเด็จอา) ได้ทรงคุกพระชงฆ์ (คุกเข่า) ลงกับพื้นกราบถวายบังคมแทบพระบาท เพื่อกราบทูลอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปตามราชประเพณี จากนั้นทุกท่านที่อยู่ในที่ประชุมนั้นต่างก็คุกเข่ากราบถวายบังคมโดยพร้อมเพรียงกัน
การเปลี่ยนผ่านแผ่นดินจึงเป็นไปตามพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ




กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระราชบัญญัติกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนจากธรรมเนียมและแนวปฏิบัติในการสืบราชสมบัติที่อาจมีความยืดหยุ่นและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ มาเป็นหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 และกำหนดให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 เป็นต้นไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


เหตุผลและเจตนารมณ์ในการตรากฎหมาย
คำปรารภของกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะอธิบายปัญหาที่ต้องการแก้ไขไว้อย่างชัดเจน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายว่า ตามโบราณราชประเพณี พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรม เดชานุภาพและพระราชสิทธิที่จะเลือกพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดก็ได้ที่ทรงเห็นว่ามีพระปรีชาสามารถและสามารถรักษาราชตระกูลและราชอาณาจักรให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ แล้วสถาปนาขึ้นเป็นพระรัชทายาท
อย่างไรก็ตาม ในอดีตเคยเกิดกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ก่อน เมื่อเสด็จสวรรคตจึงเกิดความยุ่งยากและการแก่งแย่งช่วงชิงพระราชอำนาจภายในพระราชวงศ์ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ศัตรูทั้งภายนอกและภายในเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ราชตระกูลและประเทศชาติ
นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชดำริว่าพระมหากษัตริย์ควรเป็นบุคคลที่มหาชนสามารถเคารพนับถือและไว้วางใจได้ จึงควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะขึ้นสืบราชสมบัติไว้ด้วย
ดังนั้นกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์จึงน่าจะมีเจตนารมณ์เพื่อ
1. ป้องกันความขัดแย้งและการแย่งชิงราชสมบัติ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต
2. สร้างความแน่นอนและความต่อเนื่องในการสืบราชสันตติวงศ์
3. กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ เพื่อรักษาความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร
กล่าวได้ว่าเป็นการนำหลักโบราณราชประเพณีมาพัฒนาเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร เพื่ออุดช่องว่างที่เคยปรากฏในการปฏิบัติจริงในประวัติศาสตร์
สาระสำคัญของกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467
กฎหมายฉบับนี้มีทั้งหมด 8 หมวด 21 มาตรา สามารถแบ่งสาระสำคัญได้ดังนี้
1. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งพระรัชทายาท (มาตรา 5–7)
หลักการสำคัญคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเลือกเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในพระบรมราชวงศ์ขึ้นเป็นพระรัชทายาทก็ได้ โดยทรงพิจารณาจากพระปรีชาสามารถ ความเหมาะสม และความไว้วางพระราชหฤทัย
เมื่อทรงแต่งตั้งและประกาศให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทราบทั่วกันแล้ว พระรัชทายาทพระองค์นั้นย่อมมีสถานะเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจถอนพระรัชทายาทออกจากตำแหน่งได้ และเมื่อทรงถอนแล้ว ทั้งพระรัชทายาทและพระโอรสตลอดจนเชื้อสายโดยตรงจะถูกถอนออกจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วย
ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า กฎหมายมิได้ยึดหลักพระราชโอรสองค์โตเป็นผู้สืบราชสมบัติโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงรักษาพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการเลือกผู้สืบราชสมบัติไว้เป็นหลักสำคัญ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การสืบราชสมบัติตามกฎหมายฉบับนี้มีสองกรณีที่แตกต่างกันสองกรณี
กรณีที่หนึ่ง- กรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเป็นผู้สืบราชสมบัติ
กรณีที่สอง- กรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้ใช้ลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ตามที่กฎหมายกำหนด
2 การกำหนดลำดับผู้สืบราชสันตติวงศ์ (มาตรา 8–9)
มาตรา 8 กำหนดว่า หากพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตโดยมิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้เสนาบดีมีหน้าที่อัญเชิญเจ้านายตามลำดับที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 ขึ้นครองราชสมบัติ
มาตรา 9 วางหลักสำคัญว่า ให้เลือกตามสายตรงก่อนเสมอ ต่อไม่สามารถจะเลือกทางสายตรงได้แล้ว จึงให้เลือกตามเกณฑ์ที่สนิทมากและน้อย
ลำดับกลุ่มผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติโดยสรุปมีดังนี้
1. สมเด็จหน่อพุทธเจ้า คือพระราชโอรสองค์ใหญ่ที่ประสูติแต่พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระอัครมเหสี
2. พระราชโอรสของสมเด็จหน่อพุทธเจ้า โดยเรียงตามพระชนมายุ
3. พระราชโอรสองค์ที่ 2 ของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระอัครมเหสี
4. พระโอรสของพระราชโอรสองค์ที่ 2 ตามลำดับ
5. พระราชโอรสองค์อื่น ๆ ที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีและสายสืบเชื้อสายของพระองค์
6. พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระมเหษีรอง เรียงตามลำดับพระอิสริยยศของพระมารดา และสายสืบเชื้อสาย
7. พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระสนม เรียงตามลำดับพระชนมายุและสายสืบเชื้อสาย
8.–13. พระอนุชา พระเชษฐา พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าน้องยาเธอ และพระบรมวงศานุวงศ์ในสายที่ห่างออกไปตามลำดับความใกล้ชิดทางพระราชวงศ์
รายละเอียดในลำดับที่ 8–13 มีหลักเกณฑ์ย่อยเกี่ยวกับพระอนุชาร่วมพระราชชนนี พระอนุชาต่างพระชนนี พระเชษฐา และพระบรมวงศานุวงศ์รุ่นก่อนหน้าพระมหากษัตริย์ด้วย
หลักเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการสืบราชสมบัติ 3 ประการ
หนึ่ง การให้ความสำคัญกับสายพระโลหิตโดยตรงก่อนสายพระโลหิตที่ห่างออกไป
สอง การให้ความสำคัญกับลำดับพระชนมายุ โดยเฉพาะพระราชโอรสและสายสืบเชื้อสายของพระองค์
สาม การพิจารณาพระอิสริยยศของพระมารดา ซึ่งมีผลต่อลำดับสิทธิในการสืบราชสมบัติ
กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์จึงใช้หลักการสืบสายพระโลหิตทางฝ่ายชาย โดยจัดลำดับความสำคัญจากสายตรงไปสู่สายรอง และใช้ฐานันดรของพระมารดาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่ใช่หลักบุตรคนโตสืบราชสมบัติโดยไม่มีเงื่อนไข
3. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สืบราชสมบัติ (มาตรา 10–13)
มาตรา 10 วางหลักว่า ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ควรเป็นบุคคลที่มหาชนสามารถเคารพนับถือและไว้วางใจได้
มาตรา 11 กำหนดลักษณะที่ทำให้เจ้านายถูกยกเว้นออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ไว้ 6 ประการ ได้แก่ 1. มีพระสัญญาวิปลาส 2. ต้องราชทัณฑ์เพราะประพฤติผิดพระราชกำหนดกฎหมายในคดีมหันตโทษ
3. ไม่สามารถทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก 4. มีพระชายาเป็นหญิงต่างด้าว ซึ่งมีสัญชาติเดิมเป็นชาวประเทศอื่นนอกจากชาวไทยโดยแท้ 5. เคยถูกถอนออกจากตำแหน่งพระรัชทายาท 6. ถูกประกาศยกเว้นออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์
มาตรา 12 ยังบัญญัติว่า หากบุคคลใดต้องถูกยกเว้นตามมาตรา 11 พระโอรสและเชื้อสายโดยตรงของบุคคลนั้นก็ถูกยกเว้นด้วย
ส่วนมาตรา 13 บัญญัติห้ามมิให้ราชนารีอยู่ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์โดยเด็ดขาด หากยังไม่ถึงยุคสมัยอันสมควร
บทบัญญัติส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สืบราชสมบัติตามแนวคิดของผู้ตรากฎหมายมิได้พิจารณาเพียงสายพระโลหิตเท่านั้น แต่ยังพิจารณาความเหมาะสมทางศาสนา ความประพฤติ สถานะทางกฎหมาย และความสัมพันธ์ทางครอบครัวด้วย
อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้เชื้อสายโดยตรงของผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามถูกตัดสิทธิไปด้วยนั้น เป็นการนำผลของคุณสมบัติของบุคคลหนึ่งไปกระทบถึงผู้สืบสายของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของกฎหมายฉบับนี้
ส่วนการห้ามมิให้ราชนารีสืบราชสมบัติสะท้อนค่านิยมทางสังคมและการเมืองใน พ.ศ. 2467 ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดในกฎหมายรัฐธรรมนูญยุคปัจจุบันที่แก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยว่าพระราชธิดาอาจขึ้นครองราชสมบัติได้
4. การบริหารราชการเมื่อพระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ (มาตรา 14–18)
กฎหมายกำหนดว่า หากพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุยังไม่ครบ 20 พรรษาบริบูรณ์ จะยังไม่สามารถทรงบริหารราชการแผ่นดินได้ด้วยพระองค์เอง จึงกำหนดกลไกการสำเร็จราชการแผ่นดินไว้ดังนี้
- ให้เสนาบดีร่วมกันเลือกเจ้านายพระองค์หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
- ผู้สำเร็จราชการต้องมีอายุเกิน 20 ปี และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11–12
- ให้เสนาบดีที่มีอาวุโสสูงสุดสองท่านเป็นสมุหมนตรีที่ปรึกษา
- ผู้สำเร็จราชการและสมุหมนตรีทั้งสองรวมกันเป็นสภาสำเร็จราชการแผ่นดิน
การดำเนินราชการตามแบบแผนปกติ ผู้สำเร็จราชการสามารถสั่งการได้โดยลำพัง แต่หากเป็นเรื่องที่มีข้อขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญ หรือออกและแก้ไขกฎหมาย จะต้องมีสมุหมนตรีทั้งสองลงนามกำกับด้วย
บทบัญญัตินี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างกลไกบริหารราชการแผ่นดินให้ดำเนินต่อไปได้ แม้พระมหากษัตริย์จะยังทรงพระเยาว์ โดยมิให้การบริหารประเทศตกอยู่ในอำนาจของบุคคลเพียงคนเดียวโดยไม่มีระบบตรวจสอบภายใน กล่าวได้ว่าเป็นการจัดระบบแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้สำเร็จราชการกับเสนาบดีผู้มีอาวุโส เพื่อรักษาความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการบริหารประเทศ
ขอให้สังเกตว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันมีบทบัญญัติว่าด้วยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ชัดเจนและแตกต่างไปจากกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
5. การแก้ไขและผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย (มาตรา 19–21)
มาตรา 19 แสดงพระราชประสงค์ให้กฎหมายฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่มั่นคงสำหรับดำรงพระบรมราชจักรีวงศ์
มาตรา 20 กำหนดกระบวนการแก้ไขหรือเพิกถอนกฎหมายไว้เป็นพิเศษ ดังนี้
- พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมองคมนตรี โดยต้องมีผู้เข้าประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ขององคมนตรีทั้งหมด
- ต้องมีองคมนตรีไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่เข้าประชุมเห็นชอบต่อการแก้ไขหรือเพิกถอน
- หากเสียงสนับสนุนไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ขอให้พระมหากษัตริย์ระงับพระราชดำริในการแก้ไขหรือเพิกถอนนั้น
ส่วนมาตรา 21 กำหนดให้เสนาบดีกระทรวงวังเป็นผู้มีหน้าที่รักษากฎมณเทียรบาลฉบับนี้
การกำหนดกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่มีเงื่อนไขพิเศษเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตรากฎหมายมีความประสงค์ให้กฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์มีความมั่นคงสูง ไม่เปลี่ยนแปลงโดยง่ายตามพระราชดำริในแต่ละรัชกาล
6. วิเคราะห์ภาพรวมในมิติประวัติศาสตร์กฎหมายและรัฐศาสตร์
หากพิจารณากฎมณเทียรบาล พ.ศ. 2467 ในภาพรวมสามารถวิเคราะห์ได้ 5 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นที่หนึ่ง การเปลี่ยนจากจารีตประเพณีเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ก่อน พ.ศ. 2467 การสืบราชสมบัติของไทยอาศัยโบราณราชประเพณี พระราชอำนาจ และการปรึกษาหารือของพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ โดยไม่มีบัญชีลำดับผู้สืบราชสมบัติที่กำหนดไว้เป็นระบบเช่นเดียวกับกฎหมายฉบับนี้ การตรากฎหมายจึงเป็นการสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย (Legal Certainty) และลดพื้นที่สำหรับข้อขัดแย้งในการตีความสิทธิของผู้สืบราชสมบัติ
ประเด็นที่สอง การรักษาพระราชอำนาจควบคู่กับหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
แม้กฎหมายจะกำหนดลำดับผู้สืบราชสมบัติไว้อย่างชัดเจน แต่พระราชอำนาจในการแต่งตั้งพระรัชทายาทยังคงเป็นหลักการสำคัญ จึงไม่ใช่ระบบสืบราชสมบัติที่ยึดลำดับพระราชโอรสองค์โตโดยอัตโนมัติทั้งหมด แต่เป็นระบบที่ผสมผสานพระราชวินิจฉัยเข้ากับหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย
ประเด็นที่สาม การกำหนดคุณสมบัติของผู้สืบราชสมบัติ
กฎหมายกำหนดว่าผู้สืบราชสมบัติต้องมีความเหมาะสมทั้งในด้านความประพฤติ ศาสนา และสถานะทางสังคม ซึ่งแสดงถึงความพยายามรักษาความชอบธรรมและความมั่นคงของราชวงศ์
ประเด็นที่สี่ อิทธิพลของแนวคิดกฎหมายตะวันตก
งานวิจัยของ ชัชพล ไชยพร ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2561 พบว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับอิทธิพลจากแนวคิดกฎหมายและราชประเพณีของยุโรป โดย เฉพาะอังกฤษ แต่ทรงเลือกนำหลักการที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและราชประเพณีไทยมาประยุกต์ใช้
ประเด็นที่ห้า การเปลี่ยนแปลงระหว่างกฎหมาย พ.ศ. 2467 กับรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
กฎมณเทียรบาล พ.ศ. 2467 เกิดขึ้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 20 โดยกำหนดให้การสืบราชสมบัติเป็นไปตามกฎมณเทียรบาลฯ ภายใต้ข้อยกเว้นตามมาตรา 21
มาตรา 21 กำหนดกระบวนการเพิ่มเติมว่า
- หากพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว คณะรัฐมนตรีแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อเรียกประชุมรัฐสภารับทราบ
- หากมิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสมบัติต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ
- ในกรณีนี้สามารถเสนอพระนามพระราชธิดาได้ด้วย
ดังนั้น ข้อห้ามมิให้ราชนารีสืบราชสมบัติตามมาตรา 13 ของกฎหมาย พ.ศ. 2467 จึงต้องอ่านประกอบกับรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ควรนำมาสรุปเป็นข้อห้ามเด็ดขาดภายใต้ระบบกฎหมายปัจจุบัน หรืออาจกล่าวได้ว่าพระราชธิดาสามารถขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ได้แล้วในยุคสมัยปัจจุบันนี้
กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 เป็นการพัฒนากฎหมายไทยครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการอาศัยโบราณราชประเพณี พระราชอำนาจ และการปรึกษาหารือของพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มาเป็นระบบกฎหมายที่กำหนดลำดับผู้สืบราชสมบัติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สืบราชสมบัติ ตลอดจนกลไกการบริหารราชการแผ่นดินในกรณีที่พระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์
กฎหมายฉบับนี้มิได้ยกเลิกพระราชอำนาจในการเลือกผู้สืบราชสมบัติ แต่ยังคงรับรองพระราชอำนาจดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์สำรองสำหรับกรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ก่อน
จึงอาจกล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโบราณราชประเพณีของไทยกับแนวคิดกฎหมายสมัยใหม่ เพื่อสร้างความแน่นอนในการเปลี่ยนผ่านอำนาจสูงสุดของรัฐ และลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในการสืบราชสมบัติ
พระราชพินัยกรรมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระโรคภายในมาแต่ยังทรงพระเยาว์ พระสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ทรงรู้ว่าคงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้ไม่นานนัก ดังนั้น ในเวลาต่อมาจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพระราชพินัยกรรมขึ้นไว้ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ภายหลังครองราชย์สมบัติได้ ๑๐ ปีเศษ และมีพระชนมายุได้ ๔๐ พรรษา ก่อนเวลาสวรรคตเพียง ๕ ปี ในขณะนั้นพระองค์เสด็จประทับ ณ พระราชวังพญาไทหรือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในปัจจุบัน โดยพระราชพินัยกรรมนั้นมีอยู่สององค์ องค์แรกว่าด้วยการจัดการพระบรมศพ องค์ที่สองว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระราชพินัยกรรมองค์ที่สองว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์นั้นมิได้มีการเผยแพร่ต้นฉบับ แต่มีใจความสำคัญว่า
หากพระราชกุมารในพระครรภ์ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นพระราชโอรส ให้พระราชโอรสในพระครรภ์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปสืบราชสันตติวงศ์ โดยมี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
หากพระราชกุมารในพระครรภ์ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นพระราชธิดา ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์
พระราชพินัยกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระอนุชาคือเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เป็นอย่างยิ่งในการรับพระราชภาระของแผ่นดินทั้งปวงในทุกกรณี
แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระราชอำนาจอันเต็มเปี่ยมในการกำหนดองค์พระรัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ แต่ก็ทรงปฏิบัติตามกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ที่ทรงประกาศพระบรมราชโองการเอาไว้อย่างมั่นคง
อาจกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ได้ทรงวางรากฐานและหลักกฎหมายว่าด้วยการกำหนดองค์รัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเดิมยังคงใช้แบบแผนเยี่ยงครั้งกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 5 อันเป็นการปรับตัวของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามยุคสมัย เนื่องจากอิทธิพลของตะวันตกและวิกฤติการณ์วังหน้าที่เกิดขึ้น ตลอดจนภัยคุกคามของลัทธิล่าอาณานิคม จึงมีความจำเป็นที่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์และตรากฎหมายเพื่อความมั่นคงสถาพรแห่งพระราชอาณาจักร และยังคงใช้หลักการดังกล่าวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
รายการอ้างอิง
ชัชพล ไชยพร. (2561). แนวพระราชดำริทางกฎหมายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการตรากฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 36(2), 41–70. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/156445
วุฒิชัย มูลศิลป์. (2552). วิกฤติการณ์วังหน้ากับผลกระทบต่อการปฏิรูปการปกครองในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2417–2428). วารสารราชบัณฑิตยสถาน, 34(2), 280–304.
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถือว่าเป็นรัชสมัยที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ (Modernization) อย่างมหาศาลและรวดเร็ว พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสรีนิยม-หัวก้าวหน้า (Liberal-progressive) และทรงเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง (Transformation leadership) เช่น ทรงเลิกทาส ทรงเลิกระบบไพร่ ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ประกอบกับการแผ่ขยายของอิทธิพลตะวันตกในการล่าอาณานิคม (Colonization) ทำให้สยามต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก หลายประการเกิดวิกฤติจนต้องปรับเปลี่ยนโบราณราชประเพณีเพื่อความอยู่รอดและมั่นคงของบ้านเมือง
วิกฤตการณ์วังหน้าถือเป็นเหตุผลสำคัญ และมีการแทรกแซงของชาติตะวันตก ทำให้สยาม นำโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงนำการเปลี่ยนแปลงราชประเพณีในการสืบราชสันตติวงศ์ที่เคยสืบทอดมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาให้เป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อความสถาพรและมั่นคงแห่งพระราชอาณาจักร
การสืบราชสันตติวงศ์อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกแต่ก็ประสานร้อยเรียงกับโบราณราชประเพณีของไทยได้อย่างกลมกลืน ตารางสรุปการสืบราชสันตติวงศ์อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์นี้ด้านล่างนี้ เริ่มจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบสายเปลี่ยนผ่านแผ่นดินมายังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจนปัจจุบันรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
วิกฤติการณ์วังหน้า สาเหตุแห่งแบบแผนเฉพาะในการสืบราชสันตติวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดวิกฤตการณ์วังหน้า ระหว่างปลายพ.ศ. 2417 ถึงต้นปี พ.ศ. 2418 นับเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่า/อนุรักษนิยม กับ ขั้วอำนาจใหม่/ปฏิรูป โดยมี มูลเหตุและชนวนความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างอำนาจสองฝ่าย (วังหลวง vs วังหน้า)
เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2411 ที่ประชุมเสนาบดีได้เลือก กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ดำรงตำแหน่งวังหน้าตามความต้องการของฝ่ายผู้ใหญ่ (เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์) ทำให้วังหน้ามีทหารในสังกัด มีงบประมาณ และมีคลังอาวุธแยกเป็นเอกเทศจากวังหลวง
เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเจริญพระชนมายุครบเบญจเพสและทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2416 ทรงเริ่มปฏิรูปการปกครองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อรวบรวมภาษีอากรทั้งหมดเข้าสู่คลังหลวงเพียงแห่งเดียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และงบประมาณของวังหน้าอย่างมหาศาล
ชนวนเหตุ เมื่อ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2417 เกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกแถวใกล้กับคลังตึกด่านในพระบรมมหาราช วัง วังหลวงสงสัยว่าวังหน้าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง และทหารวังหน้าพยายามเข้ามาในวังหลวงพร้อมอาวุธโดยอ้างว่าจะช่วยดับไฟ ทำให้เกิดความระแวงและตรึงกำลังเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จหนีออกจากวังหน้าไปสถานกงสุลอังกฤษ ด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกจับกุม ในคืนวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2417 และขอให้มหาอำนาจตะวันตกเข้ามาแทรกแซง กงสุลอังกฤษ (Mr. Thomas George Knox) และกงสุลฝรั่งเศสพยายามเข้ามามีบทบาท โดยกงสุลอังกฤษเสนอให้ส่งเรือรบเข้ามาและบีบให้สยามแบ่งพื้นที่การปกครองหรือคงอำนาจวังหน้าไว้
รัชกาลที่ 5 ทรงใช้กุศโลบายทางการทูต โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาเชิญ เซอร์ แอนดรูว์ คลาร์ก (Sir Andrew Clarke) ผู้ว่าราชการอังกฤษประจำช่องแคบมะละกา (สิงคโปร์) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ Knox เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเป็นกลางในการไกล่เกลี่ย
เซอร์ แอนดรูว์ คลาร์ก วางตัวเข้าข้างฝ่ายวังหลวง โดยชี้ว่าวังหน้าไม่มีสิทธิ์ทำสัญญาหรือดึงมหาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน และได้จัดทำ ข้อตกลงประนีประนอม (25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2417) มีสาระสำคัญคือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญยอมรับว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงพระองค์เดียว วังหน้ายอมลดกำลังทหารให้อยู่ในระดับที่จำเป็น และส่งมอบอาวุธให้วังหลวง วังหลวงจัดสรรงบประมาณส่วนพระองค์ถวายวังหน้าอย่างเหมาะสม
ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม พิมพ์เขียวสำหรับกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ในกาลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2421 (ตรงกับวันเสาร์ เดือน 5 แรม 10 ค่ำ ปีขาล พ.ศ. 2421 หรือวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2421) ซึ่งเกิดขึ้น "หลัง" วิกฤตการณ์วังหน้า เพื่อทรงอ่านพระราชทานในที่ประชุมสโมสรอุปราชบรรดาศักดิ์ ณ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์
การทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมชิ้นนี้ถือเป็นการปฏิรูปความคิดและสร้างกรอบกฎหมายของราชสำนักในการสืบราชสันตติวงศ์เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่คาราคาซังมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะผลกระทบสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์วังหน้า (พ.ศ. 2417–2418) สร้างความกระจ่างเรื่องชั้นยศและสิทธิ์ตามธรรมชาติให้ข้าราชการและเจ้านายเข้าใจตรงกันว่า ตำแหน่งและอิสริยยศไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนบุคคล แต่มีเกณฑ์กำเนิด (การเป็นอุปโตสุชาติ) และราชประเพณีรองรับ นอกจากนี้ยังลดอำนาจและอิทธิพลของตำแหน่งวังหน้า มุ่งอธิบายว่าตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นเพียงตำแหน่งที่โปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นตามความจำเป็น ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยอัตโนมัติหรือมีสิทธิ์เสมอกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง และเป็นการวางรากฐานการสถาปนาตำแหน่งมกุฎราชกุมาร ทรงเตรียมการทางความคิดเพื่อยกเลิกระบบวังหน้า และเปลี่ยนไปสู่ระบบการสืบราชสันตติวงศ์แบบสากล ที่ให้สิทธิ์แก่พระราชโอรสองค์โตในพระอัครมเหสี เพื่อป้องกันข้อพิพาทเรื่องราชสันตติวงศ์ในอนาคต ทรงต้องการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ชิงอำนาจ หรือความสับสนในหมู่มหาชนและขุนนางเมื่อถึงยามเปลี่ยนผ่านรัชกาล
พระราชนิพนธ์ได้แบ่งหมวดหมู่และวางหลักการเกี่ยวกับเจ้านายและระบบการปกครองไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. การแบ่งลำดับชั้นของพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงจัดลำดับพระบรมวงศานุวงศ์ตามลำดับพระบารมีและกำเนิดออกเป็นชั้นต่างๆ อย่างชัดเจน
สมเด็จหน่อพุทธางกูร (เจ้าฟ้าชั้นเอก) พระราชโอรสที่ประสูติแต่สมเด็จพระบรมราชินี (พระอัครมเหสี) ทรงเป็นผู้มีสิทธิ์ธรรมสูงสุดในการสืบราชสันตติวงศ์
เจ้าฟ้าชั้นโท / ชั้นตรี พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระภรรยาหลวงหรือเจ้านายชั้นรองลงมา
พระองค์เจ้า พระราชโอรสธิดาที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา (พระสนม)
หม่อมเจ้า พระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้า
2. การนิยามและริดรอนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวังหน้า ทรงชี้แจงประวัติความเป็นมาของตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่าเดิมทีมีขึ้นเพื่อเป็นแม่ทัพหน้า ช่วยศึกสงคราม ไม่ใช่ผู้ร่วมปกครองประเทศ (Co-ruler) ในสมัยโบราณ วังหน้าบางพระองค์พยายามทำตัวเสมอด้วยวังหลวง จนเกิดปัญหาราชการสองฝ่ายและสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน ทรงเน้นย้ำว่า อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองแผ่นดินและเงินแผ่นดินเป็นของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว
3. หลักการสืบราชสันตติวงศ์ที่ถูกต้อง ทรงอธิบายว่าการสืบราชบัลลังก์ตามธรรมเนียมสยามประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ 3.1 สิทธิ์โดยกำเนิด (Birthright) พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากพระอัครมเหสี (อุปโตสุชาติ) ย่อมมีสิทธิ์ธรรมเป็นอันดับแรก 3.2 การยอมรับของมหาชน (อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ) การลงมติร่วมกันของพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีเพื่อรับรองความชอบธรรม
การยกเลิกตำแหน่งวังหน้า (พ.ศ. 2428) เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต รัชกาลที่ 5 ได้ทรงใช้นัยจากพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ประกาศยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทันที
พระราชนิพนธ์ฉบับนี้ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกโบราณราชประเพณี เป็นวรรณกรรมรัฐศาสตร์ชิ้นสำคัญวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและสังคมไทยที่แหลมคมที่สุดฉบับหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์
สยามมกุฎราชกุมาร (Crown prince) ตามแบบอย่างตะวันตกเป็นครั้งแรก
การสถาปนาตำแหน่ง สยามมกุฎราชกุมาร (Crown prince) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2429) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกเลิกธรรมเนียมการตั้ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามโบราณราชประเพณีเดิม เพื่อนำหลัก Primogeniture (อ่านว่า ไพรมโมเจนิเจอร์) คือสิทธิอันชอบธรรมของปฐมบุตรสืบสันตติวงศ์ ตามอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุโรปมาปรับใช้ ในทางประวัติศาสตร์กฎหมายและรัฐศาสตร์ คำนี้คือ สิทธิอันชอบธรรมของลูกชายคนโต หรือ "หลักปฐมบุตรสืบสันตติวงศ์" (Strict Primogeniture / Absolute Male Primogeniture) ดังนี้
หนึ่ง ยึดสายเลือดตรง (Direct Descent) กำหนดให้ตำแหน่งองค์รัชทายาทตกเป็นของพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีโดยตรงและแน่นอน (ไม่ใช่การเลือกข้ามสายไปยังพระอนุชาหรือเจ้านายที่มีบารมีทางการเมืองเหมือนในอดีต)
สอง ขจัดสิทธิของพระอนุชา (พี่น้อง) ตามหลัก Primogeniture สายตรงของพระมหากษัตริย์ (พระราชโอรส) จะมีสิทธิตัดหน้าพระอนุชา (พี่น้องของกษัตริย์) ทั้งหมด ต่างจากแบบแผนอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีการตั้งพระอนุชาเป็นพระมหาอุปราช/วังหน้าอยู่บ่อยครั้ง
สาม ตัดสิทธิสภาขุนนางในการเลือก การระบุตัวผู้สืบราชสมบัติล่วงหน้าอย่างเป็นระบบตามกฎหมายแบบ Primogeniture ทำให้ไม่ต้องพึ่งพามติของสภาขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ในการประชุม "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" หลังสิ้นรัชกาลอีกต่อไป
ความแตกต่างสำคัญคือ ธรรมเนียมวังหน้าเดิมเปิดช่องให้ใช้พระราชวินิจฉัยและมติของสภาขุนนางในการเลือกผู้ที่มีปัญญาวุฒิ วัยวุฒิ หรือบารมีทางการเมือง ซึ่งหลายครั้งตกเป็นของพระอนุชาหรือเจ้านายผู้ใหญ่ แต่หลัก Primogeniture มุ่งเน้นการยึดสายตรงขององค์พระมหากษัตริย์ (Direct Descent) โดยกำหนดให้พระราชโอรสองค์โตที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีเป็นผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน การเปลี่ยนผ่านนี้จึงเป็นการลดบทบาทของสภาขุนนางในการชี้ขาดผลัดแผ่นดิน และสร้างความมั่นคงสถาพรให้แก่เสถียรภาพของราชบัลลังก์ในรูปแบบนิติรัฐสมัยใหม่ ก่อนจะถูกตราเป็นบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรที่เด็ดขาดในกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ในรัชกาลต่อมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก ทำให้ธรรมเนียมการสืบราชสมบัติของไทยสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย
เป็นที่น่าเสียดายที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทยเสด็จทิวงคตเมื่อพระชนมายุเพียง 16 พรรษาด้วยพระโรคไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการสืบราชสันตติวงศ์
สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
แต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงถือหลักว่าพระราชโอรสในพระภรรยาเจ้าสามพระองค์ซึ่งต่างเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (เดิมสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ต่างก็เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรับราชการเป็นพระภรรยาเจ้า ถือว่าให้เป็นท้องเดียวกัน สิทธิ์ในการสืบสันตติวงศ์ให้ถือว่าเป็นไปตามลำดับการเกิดของพระราชโอรสในพระภรรยาเจ้าสามพระองค์นี้ เสมอเสมือนเกิดจากพระครรโภทรเดียวกันพระราชโอรสพระองค์ใดเกิดก่อนก็ต้อง องค์นั้นจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปในอนาคต
ดังนั้นจึงทรงสถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์ที่สองของไทย แต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีได้ขอพระราชทานพรพิเศษว่าให้พระราชโอรสของในครรภ์ของพระองค์ทรงอยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ก่อนพระองค์อื่น ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานพรให้เป็นไปตามนั้น
ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี หรือสมเด็จรีเยนต์ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพระองค์แรกของไทย เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีและภายหลังสมเด็จพระบรมราชินีนาถเนื่องจากได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำให้สิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ของพระราชโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีหรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงอยู่เหนือกว่าพระภรรยาเจ้าองค์อื่น ๆ
กล่าวง่าย ๆ ว่า สิทธิในการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามลำดับพระราชอิสริยยศของพระภรรยาเจ้าตามลดับ สายที่เป็นลำดับที่หนึ่งคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สายที่เป็นลำดับที่สองคือสายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราพระบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสายที่เป็นลำดับที่สามคือสายของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ตามลำดับ
เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453
พระราชอำนาจและอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ การเปลี่ยนผ่านแผ่นดินจากรัชกาลที่ 5 สู่รัชกาลที่ 6
หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกันแสงและเศร้าสลดอย่างมาก จนกระทั่งเสด็จลงมายังชั้นล่างของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า เสนาบดี และองคมนตรีเฝ้าทูลละอองพระบาทอยู่ ในตอนนั้น สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (หรือสมเด็จวังบูรพา) พระราชอนุชาร่วมพระครรโภทรในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จึงทรงเป็นสมเด็จอา) ได้ทรงคุกพระชงฆ์ (คุกเข่า) ลงกับพื้นกราบถวายบังคมแทบพระบาท เพื่อกราบทูลอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปตามราชประเพณี จากนั้นทุกท่านที่อยู่ในที่ประชุมนั้นต่างก็คุกเข่ากราบถวายบังคมโดยพร้อมเพรียงกัน
การเปลี่ยนผ่านแผ่นดินจึงเป็นไปตามพระราชอำนาจและพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ
กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระราชบัญญัติกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนจากธรรมเนียมและแนวปฏิบัติในการสืบราชสมบัติที่อาจมีความยืดหยุ่นและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ มาเป็นหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 และกำหนดให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 เป็นต้นไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เหตุผลและเจตนารมณ์ในการตรากฎหมาย
คำปรารภของกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะอธิบายปัญหาที่ต้องการแก้ไขไว้อย่างชัดเจน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายว่า ตามโบราณราชประเพณี พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรม เดชานุภาพและพระราชสิทธิที่จะเลือกพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดก็ได้ที่ทรงเห็นว่ามีพระปรีชาสามารถและสามารถรักษาราชตระกูลและราชอาณาจักรให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ แล้วสถาปนาขึ้นเป็นพระรัชทายาท
อย่างไรก็ตาม ในอดีตเคยเกิดกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ก่อน เมื่อเสด็จสวรรคตจึงเกิดความยุ่งยากและการแก่งแย่งช่วงชิงพระราชอำนาจภายในพระราชวงศ์ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ศัตรูทั้งภายนอกและภายในเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ราชตระกูลและประเทศชาติ
นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชดำริว่าพระมหากษัตริย์ควรเป็นบุคคลที่มหาชนสามารถเคารพนับถือและไว้วางใจได้ จึงควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะขึ้นสืบราชสมบัติไว้ด้วย
ดังนั้นกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์จึงน่าจะมีเจตนารมณ์เพื่อ
1. ป้องกันความขัดแย้งและการแย่งชิงราชสมบัติ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต
2. สร้างความแน่นอนและความต่อเนื่องในการสืบราชสันตติวงศ์
3. กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ เพื่อรักษาความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร
กล่าวได้ว่าเป็นการนำหลักโบราณราชประเพณีมาพัฒนาเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร เพื่ออุดช่องว่างที่เคยปรากฏในการปฏิบัติจริงในประวัติศาสตร์
สาระสำคัญของกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467
กฎหมายฉบับนี้มีทั้งหมด 8 หมวด 21 มาตรา สามารถแบ่งสาระสำคัญได้ดังนี้
1. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งพระรัชทายาท (มาตรา 5–7)
หลักการสำคัญคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเลือกเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในพระบรมราชวงศ์ขึ้นเป็นพระรัชทายาทก็ได้ โดยทรงพิจารณาจากพระปรีชาสามารถ ความเหมาะสม และความไว้วางพระราชหฤทัย
เมื่อทรงแต่งตั้งและประกาศให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทราบทั่วกันแล้ว พระรัชทายาทพระองค์นั้นย่อมมีสถานะเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจถอนพระรัชทายาทออกจากตำแหน่งได้ และเมื่อทรงถอนแล้ว ทั้งพระรัชทายาทและพระโอรสตลอดจนเชื้อสายโดยตรงจะถูกถอนออกจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วย
ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า กฎหมายมิได้ยึดหลักพระราชโอรสองค์โตเป็นผู้สืบราชสมบัติโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงรักษาพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการเลือกผู้สืบราชสมบัติไว้เป็นหลักสำคัญ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การสืบราชสมบัติตามกฎหมายฉบับนี้มีสองกรณีที่แตกต่างกันสองกรณี
กรณีที่หนึ่ง- กรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเป็นผู้สืบราชสมบัติ
กรณีที่สอง- กรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้ใช้ลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ตามที่กฎหมายกำหนด
2 การกำหนดลำดับผู้สืบราชสันตติวงศ์ (มาตรา 8–9)
มาตรา 8 กำหนดว่า หากพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตโดยมิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้เสนาบดีมีหน้าที่อัญเชิญเจ้านายตามลำดับที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 ขึ้นครองราชสมบัติ
มาตรา 9 วางหลักสำคัญว่า ให้เลือกตามสายตรงก่อนเสมอ ต่อไม่สามารถจะเลือกทางสายตรงได้แล้ว จึงให้เลือกตามเกณฑ์ที่สนิทมากและน้อย
ลำดับกลุ่มผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติโดยสรุปมีดังนี้
1. สมเด็จหน่อพุทธเจ้า คือพระราชโอรสองค์ใหญ่ที่ประสูติแต่พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระอัครมเหสี
2. พระราชโอรสของสมเด็จหน่อพุทธเจ้า โดยเรียงตามพระชนมายุ
3. พระราชโอรสองค์ที่ 2 ของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระอัครมเหสี
4. พระโอรสของพระราชโอรสองค์ที่ 2 ตามลำดับ
5. พระราชโอรสองค์อื่น ๆ ที่ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีและสายสืบเชื้อสายของพระองค์
6. พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระมเหษีรอง เรียงตามลำดับพระอิสริยยศของพระมารดา และสายสืบเชื้อสาย
7. พระราชโอรสที่ประสูติแต่พระสนม เรียงตามลำดับพระชนมายุและสายสืบเชื้อสาย
8.–13. พระอนุชา พระเชษฐา พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าน้องยาเธอ และพระบรมวงศานุวงศ์ในสายที่ห่างออกไปตามลำดับความใกล้ชิดทางพระราชวงศ์
รายละเอียดในลำดับที่ 8–13 มีหลักเกณฑ์ย่อยเกี่ยวกับพระอนุชาร่วมพระราชชนนี พระอนุชาต่างพระชนนี พระเชษฐา และพระบรมวงศานุวงศ์รุ่นก่อนหน้าพระมหากษัตริย์ด้วย
หลักเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการสืบราชสมบัติ 3 ประการ
หนึ่ง การให้ความสำคัญกับสายพระโลหิตโดยตรงก่อนสายพระโลหิตที่ห่างออกไป
สอง การให้ความสำคัญกับลำดับพระชนมายุ โดยเฉพาะพระราชโอรสและสายสืบเชื้อสายของพระองค์
สาม การพิจารณาพระอิสริยยศของพระมารดา ซึ่งมีผลต่อลำดับสิทธิในการสืบราชสมบัติ
กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์จึงใช้หลักการสืบสายพระโลหิตทางฝ่ายชาย โดยจัดลำดับความสำคัญจากสายตรงไปสู่สายรอง และใช้ฐานันดรของพระมารดาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่ใช่หลักบุตรคนโตสืบราชสมบัติโดยไม่มีเงื่อนไข
3. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สืบราชสมบัติ (มาตรา 10–13)
มาตรา 10 วางหลักว่า ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ควรเป็นบุคคลที่มหาชนสามารถเคารพนับถือและไว้วางใจได้
มาตรา 11 กำหนดลักษณะที่ทำให้เจ้านายถูกยกเว้นออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ไว้ 6 ประการ ได้แก่ 1. มีพระสัญญาวิปลาส 2. ต้องราชทัณฑ์เพราะประพฤติผิดพระราชกำหนดกฎหมายในคดีมหันตโทษ
3. ไม่สามารถทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก 4. มีพระชายาเป็นหญิงต่างด้าว ซึ่งมีสัญชาติเดิมเป็นชาวประเทศอื่นนอกจากชาวไทยโดยแท้ 5. เคยถูกถอนออกจากตำแหน่งพระรัชทายาท 6. ถูกประกาศยกเว้นออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์
มาตรา 12 ยังบัญญัติว่า หากบุคคลใดต้องถูกยกเว้นตามมาตรา 11 พระโอรสและเชื้อสายโดยตรงของบุคคลนั้นก็ถูกยกเว้นด้วย
ส่วนมาตรา 13 บัญญัติห้ามมิให้ราชนารีอยู่ในลำดับสืบราชสันตติวงศ์โดยเด็ดขาด หากยังไม่ถึงยุคสมัยอันสมควร
บทบัญญัติส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สืบราชสมบัติตามแนวคิดของผู้ตรากฎหมายมิได้พิจารณาเพียงสายพระโลหิตเท่านั้น แต่ยังพิจารณาความเหมาะสมทางศาสนา ความประพฤติ สถานะทางกฎหมาย และความสัมพันธ์ทางครอบครัวด้วย
อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้เชื้อสายโดยตรงของผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามถูกตัดสิทธิไปด้วยนั้น เป็นการนำผลของคุณสมบัติของบุคคลหนึ่งไปกระทบถึงผู้สืบสายของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของกฎหมายฉบับนี้
ส่วนการห้ามมิให้ราชนารีสืบราชสมบัติสะท้อนค่านิยมทางสังคมและการเมืองใน พ.ศ. 2467 ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดในกฎหมายรัฐธรรมนูญยุคปัจจุบันที่แก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยว่าพระราชธิดาอาจขึ้นครองราชสมบัติได้
4. การบริหารราชการเมื่อพระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ (มาตรา 14–18)
กฎหมายกำหนดว่า หากพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุยังไม่ครบ 20 พรรษาบริบูรณ์ จะยังไม่สามารถทรงบริหารราชการแผ่นดินได้ด้วยพระองค์เอง จึงกำหนดกลไกการสำเร็จราชการแผ่นดินไว้ดังนี้
- ให้เสนาบดีร่วมกันเลือกเจ้านายพระองค์หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
- ผู้สำเร็จราชการต้องมีอายุเกิน 20 ปี และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11–12
- ให้เสนาบดีที่มีอาวุโสสูงสุดสองท่านเป็นสมุหมนตรีที่ปรึกษา
- ผู้สำเร็จราชการและสมุหมนตรีทั้งสองรวมกันเป็นสภาสำเร็จราชการแผ่นดิน
การดำเนินราชการตามแบบแผนปกติ ผู้สำเร็จราชการสามารถสั่งการได้โดยลำพัง แต่หากเป็นเรื่องที่มีข้อขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญ หรือออกและแก้ไขกฎหมาย จะต้องมีสมุหมนตรีทั้งสองลงนามกำกับด้วย
บทบัญญัตินี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างกลไกบริหารราชการแผ่นดินให้ดำเนินต่อไปได้ แม้พระมหากษัตริย์จะยังทรงพระเยาว์ โดยมิให้การบริหารประเทศตกอยู่ในอำนาจของบุคคลเพียงคนเดียวโดยไม่มีระบบตรวจสอบภายใน กล่าวได้ว่าเป็นการจัดระบบแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้สำเร็จราชการกับเสนาบดีผู้มีอาวุโส เพื่อรักษาความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการบริหารประเทศ
ขอให้สังเกตว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันมีบทบัญญัติว่าด้วยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ชัดเจนและแตกต่างไปจากกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
5. การแก้ไขและผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย (มาตรา 19–21)
มาตรา 19 แสดงพระราชประสงค์ให้กฎหมายฉบับนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่มั่นคงสำหรับดำรงพระบรมราชจักรีวงศ์
มาตรา 20 กำหนดกระบวนการแก้ไขหรือเพิกถอนกฎหมายไว้เป็นพิเศษ ดังนี้
- พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมองคมนตรี โดยต้องมีผู้เข้าประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ขององคมนตรีทั้งหมด
- ต้องมีองคมนตรีไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่เข้าประชุมเห็นชอบต่อการแก้ไขหรือเพิกถอน
- หากเสียงสนับสนุนไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ขอให้พระมหากษัตริย์ระงับพระราชดำริในการแก้ไขหรือเพิกถอนนั้น
ส่วนมาตรา 21 กำหนดให้เสนาบดีกระทรวงวังเป็นผู้มีหน้าที่รักษากฎมณเทียรบาลฉบับนี้
การกำหนดกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่มีเงื่อนไขพิเศษเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตรากฎหมายมีความประสงค์ให้กฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์มีความมั่นคงสูง ไม่เปลี่ยนแปลงโดยง่ายตามพระราชดำริในแต่ละรัชกาล
6. วิเคราะห์ภาพรวมในมิติประวัติศาสตร์กฎหมายและรัฐศาสตร์
หากพิจารณากฎมณเทียรบาล พ.ศ. 2467 ในภาพรวมสามารถวิเคราะห์ได้ 5 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นที่หนึ่ง การเปลี่ยนจากจารีตประเพณีเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ก่อน พ.ศ. 2467 การสืบราชสมบัติของไทยอาศัยโบราณราชประเพณี พระราชอำนาจ และการปรึกษาหารือของพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ โดยไม่มีบัญชีลำดับผู้สืบราชสมบัติที่กำหนดไว้เป็นระบบเช่นเดียวกับกฎหมายฉบับนี้ การตรากฎหมายจึงเป็นการสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย (Legal Certainty) และลดพื้นที่สำหรับข้อขัดแย้งในการตีความสิทธิของผู้สืบราชสมบัติ
ประเด็นที่สอง การรักษาพระราชอำนาจควบคู่กับหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
แม้กฎหมายจะกำหนดลำดับผู้สืบราชสมบัติไว้อย่างชัดเจน แต่พระราชอำนาจในการแต่งตั้งพระรัชทายาทยังคงเป็นหลักการสำคัญ จึงไม่ใช่ระบบสืบราชสมบัติที่ยึดลำดับพระราชโอรสองค์โตโดยอัตโนมัติทั้งหมด แต่เป็นระบบที่ผสมผสานพระราชวินิจฉัยเข้ากับหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย
ประเด็นที่สาม การกำหนดคุณสมบัติของผู้สืบราชสมบัติ
กฎหมายกำหนดว่าผู้สืบราชสมบัติต้องมีความเหมาะสมทั้งในด้านความประพฤติ ศาสนา และสถานะทางสังคม ซึ่งแสดงถึงความพยายามรักษาความชอบธรรมและความมั่นคงของราชวงศ์
ประเด็นที่สี่ อิทธิพลของแนวคิดกฎหมายตะวันตก
งานวิจัยของ ชัชพล ไชยพร ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2561 พบว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับอิทธิพลจากแนวคิดกฎหมายและราชประเพณีของยุโรป โดย เฉพาะอังกฤษ แต่ทรงเลือกนำหลักการที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและราชประเพณีไทยมาประยุกต์ใช้
ประเด็นที่ห้า การเปลี่ยนแปลงระหว่างกฎหมาย พ.ศ. 2467 กับรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
กฎมณเทียรบาล พ.ศ. 2467 เกิดขึ้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 20 โดยกำหนดให้การสืบราชสมบัติเป็นไปตามกฎมณเทียรบาลฯ ภายใต้ข้อยกเว้นตามมาตรา 21
มาตรา 21 กำหนดกระบวนการเพิ่มเติมว่า
- หากพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว คณะรัฐมนตรีแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อเรียกประชุมรัฐสภารับทราบ
- หากมิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสมบัติต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ
- ในกรณีนี้สามารถเสนอพระนามพระราชธิดาได้ด้วย
ดังนั้น ข้อห้ามมิให้ราชนารีสืบราชสมบัติตามมาตรา 13 ของกฎหมาย พ.ศ. 2467 จึงต้องอ่านประกอบกับรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ควรนำมาสรุปเป็นข้อห้ามเด็ดขาดภายใต้ระบบกฎหมายปัจจุบัน หรืออาจกล่าวได้ว่าพระราชธิดาสามารถขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ได้แล้วในยุคสมัยปัจจุบันนี้
กฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 เป็นการพัฒนากฎหมายไทยครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการอาศัยโบราณราชประเพณี พระราชอำนาจ และการปรึกษาหารือของพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มาเป็นระบบกฎหมายที่กำหนดลำดับผู้สืบราชสมบัติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สืบราชสมบัติ ตลอดจนกลไกการบริหารราชการแผ่นดินในกรณีที่พระมหากษัตริย์ยังทรงพระเยาว์
กฎหมายฉบับนี้มิได้ยกเลิกพระราชอำนาจในการเลือกผู้สืบราชสมบัติ แต่ยังคงรับรองพระราชอำนาจดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์สำรองสำหรับกรณีที่มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ก่อน
จึงอาจกล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโบราณราชประเพณีของไทยกับแนวคิดกฎหมายสมัยใหม่ เพื่อสร้างความแน่นอนในการเปลี่ยนผ่านอำนาจสูงสุดของรัฐ และลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในการสืบราชสมบัติ
พระราชพินัยกรรมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระโรคภายในมาแต่ยังทรงพระเยาว์ พระสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ทรงรู้ว่าคงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้ไม่นานนัก ดังนั้น ในเวลาต่อมาจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพระราชพินัยกรรมขึ้นไว้ฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ภายหลังครองราชย์สมบัติได้ ๑๐ ปีเศษ และมีพระชนมายุได้ ๔๐ พรรษา ก่อนเวลาสวรรคตเพียง ๕ ปี ในขณะนั้นพระองค์เสด็จประทับ ณ พระราชวังพญาไทหรือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในปัจจุบัน โดยพระราชพินัยกรรมนั้นมีอยู่สององค์ องค์แรกว่าด้วยการจัดการพระบรมศพ องค์ที่สองว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระราชพินัยกรรมองค์ที่สองว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์นั้นมิได้มีการเผยแพร่ต้นฉบับ แต่มีใจความสำคัญว่า
หากพระราชกุมารในพระครรภ์ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นพระราชโอรส ให้พระราชโอรสในพระครรภ์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปสืบราชสันตติวงศ์ โดยมี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
หากพระราชกุมารในพระครรภ์ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นพระราชธิดา ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์
พระราชพินัยกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระอนุชาคือเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เป็นอย่างยิ่งในการรับพระราชภาระของแผ่นดินทั้งปวงในทุกกรณี
แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระราชอำนาจอันเต็มเปี่ยมในการกำหนดองค์พระรัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ แต่ก็ทรงปฏิบัติตามกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ที่ทรงประกาศพระบรมราชโองการเอาไว้อย่างมั่นคง
อาจกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ได้ทรงวางรากฐานและหลักกฎหมายว่าด้วยการกำหนดองค์รัชทายาทและการสืบราชสันตติวงศ์ อันเป็นแบบแผนเฉพาะของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเดิมยังคงใช้แบบแผนเยี่ยงครั้งกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 5 อันเป็นการปรับตัวของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามยุคสมัย เนื่องจากอิทธิพลของตะวันตกและวิกฤติการณ์วังหน้าที่เกิดขึ้น ตลอดจนภัยคุกคามของลัทธิล่าอาณานิคม จึงมีความจำเป็นที่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์และตรากฎหมายเพื่อความมั่นคงสถาพรแห่งพระราชอาณาจักร และยังคงใช้หลักการดังกล่าวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
รายการอ้างอิง
ชัชพล ไชยพร. (2561). แนวพระราชดำริทางกฎหมายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการตรากฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 36(2), 41–70. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/156445
วุฒิชัย มูลศิลป์. (2552). วิกฤติการณ์วังหน้ากับผลกระทบต่อการปฏิรูปการปกครองในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2417–2428). วารสารราชบัณฑิตยสถาน, 34(2), 280–304.


