ชักจะชุลมุนชุลเกยิ่งเข้าไปทุกที...ไม่ว่าสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนใน “แนวรบยุโรปตะวันออก” หรือระหว่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอิสราเอลกับอิหร่านใน “แนวรบตะวันออกกลาง” ที่ไม่เพียงแต่ทำท่าจะลุกลาม บานปลาย ขยายตัวไปถึงอิรัก ซาอุฯ เยเมน หรือแม้แต่อียิปต์ที่ยังแทบไม่รู้ชัดเจนว่าใครดอดเข้าจมเรือถึงในอ่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ จะเป็นฝีมืออิหร่านหรือของนักยุแยงตะแคงรั่วอย่างอิสราเอลกันแน่ แถมยังอาจต้องสู้ ต้องดวลจรวด ดวลระเบิดกันในระดับ “จรวดลำสุดท้าย” เอาเลยก็เป็นได้!!!
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...ด้วยการยิงกันไป-ยิงกันมา หาจุดสิ้นสุด ยุติ แทบไม่เจอ จนอาจกลายเป็นสงครามฟอร์เอฟเวอร์ และทำให้ผู้ที่ริเริ่มก่อสงคราม ด้วยการเปิดฉากเล่นงานผู้อื่น อย่างอเมริกาและอิสราเอลอาจถึงขั้นต้อง “ล่มสลาย” ลงไปก่อนหน้าเอาเลยก็ไม่แน่ อันนี้นี่เอง...มันเลยก่อให้เกิดแรงกระตุ้น แรงจูงใจในการคิดจะหันไปใช้อาวุธมหาประลัยอย่าง “อาวุธนิวเคลียร์” เข้ามาใช้ชี้วัด ตัดสิน ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ก่อนตัวเองจะเข่าอ่อน ก้นเตี้ย คายฟันยาง ลองไปนอนนับแปด นับสิบ กันคาเวที หรือก่อให้เกิด “คำถาม” กับบรรดานักสังเกตการณ์ นักวิเคราะห์ระดับโลก ที่ยังไม่อาจหา “คำตอบ”ได้ถนัดชัดเจน มากมายสักเท่าไหร่...
ด้วยเหตุนี้...เปิดฉากสัปดาห์นี้ ก็คงต้องขออนุญาตลองไปสำรวจ ตรวจสอบ ความเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ ของการงัดเอาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้มาใช้กับแนวรบต่างๆ โดยเฉพาะแนวรบตะวันออกกลาง ที่ผู้เปิดฉากโจมตีเล่นงานผู้อื่น อย่างอเมริกาและอิสราเอลนั้น ต้องถือเป็น “ชาตินิวเคลียร์” ด้วยกันทั้งคู่ โดยคุณพ่ออเมริกานั้น...คงต้องแทบไม่ต้องเสียเวลาพูดถึง เพราะจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ ที่ถูกเก็บ ถูกสะสมเอาไว้ น่าจะมีอยู่มากที่สุดในโลก หรืออาจพอๆ กับมหาอำนาจคู่แข่งอย่างคุณน้ารัสเซีย ส่วนคุณปู่อิสราเอลนั้น แม้จะอาศัย “ความคลุมเครือ” ในการปกปิดการมีอยู่ของแสนยานุภาพร้ายๆ ที่ว่านี้ แต่โดยการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และองค์กรอื่นๆ ตลอดช่วงแห่งความพยายามพัฒนาอาวุธชนิดนี้ราวๆ 30 ปีที่ผ่านมา อาจปาไปถึง90 หัวรบ ไปจน400 หัวรบเอาเลยก็ไม่แน่...
โดยถ้าว่ากันตาม “หลักนิยมการใช้อาวุธนิวเคลียร์” หรือที่เรียกๆกันว่า “Nuclear Doctrine” แล้ว ชาตินิวเคลียร์อย่างคุณพ่ออเมริกา น่าจะเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง กว่ามหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย อย่างเห็นได้โดยชัดเจน โดยเฉพาะคุณพี่จีนนั้น...แม้มีข่าวคราวว่าพยายามจะสะสมและพัฒนาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยหลักนิยมนิวเคลียร์ของจีน ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนถึงหลักการที่เรียกว่า “NFU” หรือ “No-First-Use” คือไม่ต้องการเป็นฝ่ายแรกที่คิดจะใช้อาวุธชนิดนี้ก่อน ไม่ว่าตกอยู่สถานการณ์ใดๆ ก็ตาม หรือจะใช้ก็ต่อเมื่อเพื่อตอบโต้แก้แค้น-เอาคืน ฝ่ายที่ใช้อาวุธมหาประลัยชนิดนี้เล่นงานตัวเอง ตามแบบฉบับ “Assured Retaliation”หรือเพื่อเอาไว้ “ป้องปราม” ไม่ให้ใครคิดร้ายกับตัวเอง นั่นแหละเป็นหลัก...
ส่วนคุณน้ารัสเซียนั้น...ด้วยเหตุเพราะเจอกับแรงกดดันจากบรรดาชาติยุโรป อียู-อีย้วยและ “NATO”หนักขึ้นๆ ในระยะหลัง การปรับหลักนิยมนิวเคลียร์ใหม่ของรัสเซียในปี ค.ศ.2024 จึงอาจเป็นอะไรที่ดุเดือดเลือดพล่าน อยู่มั่งเล็กน้อย คือไม่ว่าจะถูกประเทศหนึ่ง ประเทศใด ที่ใช้อาวุธในแบบ(Conventional Weapons) ยิงถล่มลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย แม้ว่าประเทศนั้นจะไม่ใช่ชาตินิวเคลียร์ แต่ถ้าได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม โดยมีชาตินิวเคลียร์อยู่เบื้องหลังด้วยแล้ว การงัดเอาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาตอบโต้ เพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองของตัวเอง ตามแบบฉบับ “ยกระดับ-เพื่อ-ลดระดับ”(Escalate-to-De escalate) ย่อมถือเป็นความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็เป็นไปในลักษณะ “ป้องปราม” อยู่อีกนั่นเอง...
แต่สำหรับคุณพ่ออเมริกานี่สิ!!!...โดยหลักนิยมนิวเคลียร์ของอเมริกานั้น ถูกเพิ่มคำว่า “No” ไว้ก่อนหน้าคำว่า “No-First-Use” หรือ “No No-first-Use” อันถือเป็นการแสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า อเมริกาพร้อมที่จะเปิดฉากชิงโจมตีใครต่อใครด้วยอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ได้เสมอๆ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอเมริกาโดยตรง หรือต่อบรรดาชาติพันธมิตรอเมริกา หรือชาติที่อยู่ภายใต้ “ร่มเงานิวเคลียร์”ของอเมริกา โดยจะยิงจากภาคพื้นดินด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป หรือ “ICBM” ด้วยขีปนาวุธที่ติดตั้งไว้ในเรือดำน้ำ หรือ “SLBM” ไปจนถึงจากเครื่องบินทิ้งระเบิดก็แล้วแต่ หรือพร้อมเสมอที่จะใช้แสนยานุภาพร้ายๆ ประเภทนี้ เป็นตัวข่มขู่คุกคามใครๆ ก็ย่อมได้...
แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าว่ากันตามมุมมองของนักคิด นักวิเคราะห์ โดยเฉพาะ “อภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก” อย่าง “พันเอกDouglas Macgregor” ที่เคยรู้จักมักจี่ ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” มาบ้างไม่มากก็น้อย นักปรัชญาการทหารและการเมืองรายนี้ ท่านเชื่อของท่านว่า...ไม่ว่าผู้นำอเมริการายนี้จะ “บ้า” ไปถึงขั้นไหน? แต่ยังไม่น่าจะไปไกลถึงขั้นคิดจะงัดอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาใช้ในสงครามอิหร่าน แม้จะเคยขู่ เคยคุกคาม ถึงขั้นว่าจะลบล้างอารยธรรมนับพันๆ ปีให้กลับไปสู่ “ยุคหิน” เอาเลยก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่เต็มไปด้วยความโหด ความเหี้ยม อย่างประเภท “ไอ้เหี้ย...ย์ย์ย์ม์ม์ม์ม-Benjamin Netanyahu” แห่งอิสราเอลนี่สิ!!! ดูเหมือนนักคิด นักวิเคราะห์รายนี้ออกจะหนักใจ กังวลใจ ไม่น้อยทีเดียว...
เพราะนอกจากจะอาศัย “ความคลุมเครือ” ปิดบังสถานะที่แท้จริงในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของตนแล้ว อิสราเอลยังไม่คิดจะร่วมสัญญิง-สัญญาใดๆ กับบรรดาชาตินิวเคลียร์ทั้งหลาย หรือไม่คิดจะมี “ข้อผูกมัด” ใดๆ ในการงัดเอาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาใช้ และนั่นเอง...ที่ทำให้เกิดข่าวคราวย้อนหลังไปเมื่อหลายต่อหลายสิบปีที่แล้ว ไม่ว่าในคราวที่อิสราเอลต้องเจอกับ “สงคราม6 วัน” (Six-Day War) ในปี ค.ศ.1967 หรือในคราวที่ต้องสู้กับพวกอาหรับใน “สงครามยมคิปปูร์” (Yom Kippur) ปี ค.ศ.1973 ข่าวคราวการเตรียมงัดเอาอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาใช้เพื่อหยุดยั้งกองทัพอียิปต์ในสมรภูมิไซนาย หรือการเตรียมพร้อมใช้อาวุธชนิดนี้24 ชั่วโมง ของอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นางGolda Meir” ล้วนแต่เคยเป็นข่าวคราวที่ถูกนำมาโจษจันกันมาโดยตลอด...
โดยถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของอดีตนักข่าวพูลิตเซอร์ ในด้านการสืบสวน-สอบสวน อย่าง “Seymour Hersh” ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเรื่อง “The Samson Option: Israel’s Nuclear Arsenal and American Foreign Policy” เมื่อปี ค.ศ.1991 หลักนิยมในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล ถูกระบุเอาไว้ด้วยคำว่า “The Samson Option”นั่นเอง หรือคำที่อธิบายถึงอดีตวีรชนชาวอิสราเอลผู้มีชื่อว่า “Samson” ที่ใช้พละกำลังอันแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนาดันเสา 2 ต้นของวิหาร “Dagon” ให้พังทลายลงมาทับบรรดาศัตรูของตัวเอง คือพวกปาเลสไตน์ชนิดเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ไปพร้อมกับความตายของตัวเองนับพันๆ คน...
นี่...อันนี้นี่แหละ ที่อาจพอใช้เป็นคำอธิบายถึงการกำอาวุธนิวเคลียร์เอาไว้ในมือ ไม่ว่าจะ 90 หัวรบหรือ 400 หัวรบก็แล้วแต่ของอิสราเอล ว่ามันจะถูกงัดมาใช้สร้างความพินาศฉิบหาย ให้กับใครต่อใครเมื่อไหร่? ตอนไหน? และแบบไหน? หรือถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก ก็อาจต้องนำเอาคำพูด คำจา ของอดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล นายพลตาเดียว “Moshe Dayan” ที่นักประวัติศาสตร์การทหารอย่าง “นายMartin van Creveld” เคยนำมาเปิดเผยโดยเฉพาะคำพูดประโยคที่ว่า... “อิสราเอลจะต้องเป็นเหมือนหมาบ้า ต้องพร้อมที่จะสร้างอันตรายและก่อกวนใครๆ ก็ตาม เพื่อไม่ให้เราต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง เราจะต้องปกป้องตัวเองเพื่อไม่ให้ต้องไปถึงจุดนั้น กองทัพของเราจะไม่เป็นแค่กองทัพอันดับ13 ของโลก แต่ต้องเป็นอันดับ 2 หรืออันดับ3 ต้องมีขีดความสามารถพอที่จะทำให้โลกพังทลายไปพร้อมๆ กับเรา โดยผมสามารถพูดให้คุณมั่นใจได้เลยว่า ขีดความสามารถเช่นนี้จะถูกแสดงให้เห็นก่อนที่ประเทศอิสราเอลจะถึงกาลล่มสลาย!!!”
หรือพูดง่ายๆ ว่า...อิสราเอลพร้อมที่จะเล่นบทเป็น “Samson” ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่กำเอาไว้ในมือ โดยไม่ใช่แต่เฉพาะนายพลตาเดียว “Moshe Dayan” เท่านั้นที่เคยว่าไว้ในลักษณะนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี “Shimon Peres” หรืออดีตรัฐมนตรีกลาโหม “Ehud Olmert” ก็เคยว่าเอาไว้ในลักษณะไม่ต่างไปจากกัน และด้วยความรู้สึกที่เห็นผู้อื่นเป็นศัตรูที่ต้องจองล้าง จองผลาญ ให้พังพินาศวอดวายชนิดไม่เหลือเศษ เหลือซาก จนบรรดาชาวปาเลสไตน์ทุกวันนี้ถูกนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายBenjamin Netanyahu” เรียกขานในนามพวก “อมาเลก”(Amalek) หรือผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าของชาวยิวสั่งไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเก่า ให้เข่นฆ่า ล้างผลาญ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก-ผู้หญิง-คนแก่ คนชรา เลยต้องถูก “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ไปเป็นแสนๆ ดังนั้น...ถ้าหากถึงจุดที่อดีตวีรบุรุษชาวยิว อย่าง “Samson” ต้องถูกพวกชาวปาเลสไตน์ล้อมจับ จนไม่เหลือทางหนี ทางรอดใดๆ ต่อไปอีกแล้ว โอกาสที่จะเกิด ฉากเหตุการณ์แบบ “Samson Option” หรือเกิดการงัดอาวุธมหาประลัยชนิดนี้ออกมาใช้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย!!!
นอกเสียจากว่า...ความขัดแย้ง แตกแยก ภายในประเทศอิสราเอล ที่ทำให้ต้องเลือกตั้งกันไปแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งกี่หน ต้องผลัดเปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี มาแล้วไม่รู้จะกี่คนต่อกี่คน เกิดการเดินขบวนประท้วงผู้นำประเทศอย่าง “นายBenjamin Netanyahu” คราวแล้ว-คราวเล่าโดยชาวยิวนับล้าน เกิดการเผ่นหนีออกนอกประเทศของบรรดาชาวยิวจำนวนไม่น้อยไปยังไซปรัส เซอร์เบีย อาร์เจนตินา รวมทั้งเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะภูเก็ต บ้านเราอีกด้วย ฯลฯ มันอาจทำให้อิสราเอล “ล่มสลาย” ไปก่อนหน้าที่จะลากเอาบรรดาชาวโลกทั้งหลายให้ต้องฉิบหายวายวอด ตามตัวเองไปด้วย หรือตามแบบฉบับ “Samson” นั่นเอง...


