xs
xsm
sm
md
lg

อยุธยากับหัตถ-อุตสาหกรรม ก่อนที่ฝรั่งล่าอาณานิคมจะเข้าสยาม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ​เอนก เหล่าธรรมทัศน์



​เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


​เป็นเวลานานมากแล้วที่ประวัติเศรษฐกิจไทยถูกตีกรอบและสรุปไว้ด้วยข้อความสั้น ๆ ที่ว่า

“สยามเป็นประเทศเกษตรกรรมล้าหลัง ทำนาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ รอกระทั่งมหา​อำนาจตะวันตกเข้ามาบีบให้ทำสนธิสัญญาบาวริงในปี พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) สยามจึงตื่นรู้ พลิกมาปลูกข้าวส่งออก มีโรงสีไฟ มีโรงเลื่อยไม้สัก และเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก”

​วาทกรรมเหล่านี้เริ่มจาก เซอร์ จอห์น บาวริง ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ The Kingdom and People of Siam (ค.ศ. 1857) ว่า:

​"ภายใต้รัฐบาลที่กดขี่และเป็นเผด็จการเช่นนี้... พาณิชยกรรมทั้งหมดจึงเป็นอัมพาต และอำนาจการผลิตตามธรรมชาติของประเทศนี้ถูกทำลายจนหมดสิ้นอย่างสิ้นเชิง ชาวสยามมีความเกียจคร้านโดยสันดาน​ ... มีเพียงการค้ากับต่างประเทศเท่านั้นที่จะปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นจากความเฉื่อยชาได้"

​สอดคล้องกับทัศนะเชิงลบของ จอห์น ครอเฟิร์ด ทูตอังกฤษที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 (ค.ศ. 1822) ซึ่งตราหน้านวัตกรรมการผลิตของสยามไว้ว่า:

​"ศิลปวิทยาการของพวกเขายังอยู่ในสภาพที่หยาบและบกพร่องอย่างยิ่ง... แม้กระทั่งการผลิตน้ำตาลซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่มีค่าที่สุด ก็ยังดำเนินการด้วยเครื่องจักรที่ล้าหลังป่าเถื่อนที่สุด และขับเคลื่อนด้วยวิธีกระโดดกระเดกงุ่มง่ามของชาวจีนทั้งหมด"

วาทกรรมวิพากษ์สยามของอาณานิคมตะวันตก ได้รับการขานรับและผลิตซ้ำโดย​ "นักคิดสำนักมาร์กซิสต์ไทย" ศตวรรษ​ ต่อมา เมื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้วิเคราะห์ในหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย (พ.ศ. 2500) ว่าระบอบศักดินาสยามขัดขวางการเติบโตทางอุตสาห กรรมและมุ่งขูดรีดอย่างไร้ประสิทธิภาพ:

​"ในระบอบศักดินา, พลังการผลิตทางอุตสาหกรรมแทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวขยายตัวเลย​ ปัจจัยแห่งการผลิตที่สำคัญที่สุดคือที่ดิน​ และผู้ที่ครอบครองที่ดินก็คือชนชั้นศักดินา... ชนชั้นศักดินาขูดรีดส่วนเกินจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนาและไพร่ ในรูปของส่วย แรงงานเกณฑ์ และภาษีอากร เพื่อนำไปบำรุงบำเรอความสุรุ่ยสุร่ายในราชสำนัก โดยมิได้นำส่วนเกินเหล่านั้นกลับมาลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตหรือสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ เลย การค้าสำเภาและระบบพระคลังสินค้าของไทย ไม่ใช่อาการเติบโตของทุนนิยมท้องถิ่น หากแต่เป็นเครื่องมือผูกขาดส่วนเกินขูดรีดขั้นสูงสุด"

​มุมมองนี้ถูกเกริ่นมาก่อนแล้วโดย อุดม ศรีสุวรรณ ในหนังสือ เส้นทางสังคมไทย (พ.ศ. 2493) ที่มองสยามโบราณว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่:

​"ก่อนที่ทุนนิยมตะวันตกจะขยายตัวเข้ามา, สังคมไทยจมปลักอยู่ใต้โครงสร้างกึ่งดิบกึ่งดีของระบอบศักดินาป่าเถื่อน​มันเป็นเศรษฐ กิจแบบเลี้ยงตนเองที่โดดเดี่ยวและหยุดนิ่ง...

อุตสาหกรรม ในความหมายที่แท้จริงไม่เคยปฏิบัติตัวขึ้นมาได้ในระบอบนี้ เพราะแรง​งานถูกผูกมัดไว้กับระบบไพร่และทาสอย่างเหนียวแน่น"

​มุมมองจักรวรรดินิยมฝ่ายขวากับมาร์กซิสต์ฝ่ายซ้าย​ ได้ร่วมกันสร้าง "ภาพที่ผิด" ว่าสยามล้าหลังจนต้องรอแรงกระทบกระแทกจากภายนอก มาปลุกให้ตื่น

หลักฐานโบราณคดี เอกสารจดหมายเหตุคู่ค้า และซากโบราณสถานของอยุธยาในช่วงศตวรรษที่ 14–18 นั้น​ กลับให้ความจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

อยุธยาไม่ได้จมปลัก หยุดนิ่ง หรือส่งออกแค่สินค้าดิบตัดโค่นจากป่า แต่อยุธยาคือ “ศูนย์หัตถกรรม อุต​สาหกรรม​ โลหกรรม และการแปรรูปสินค้าเกษตนขนาดใหญ่” ที่ขับเคลื่อนเองจากวัตถุดิบ​ ผลิตผล​และปัจจัยอื่นๆ​ รวมทั้งผู้ประกอบการภายในประเทศมาก่อนนานนับร้อยปี

​1. นิคมอุตสาหกรรมเตาแม่น้ำน้อย: ว่าด้วย “Containers ทั่วโลกจากสยาม

​หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทรงพลังที่สุดในการทลายความเชื่อเรื่องสยามไร้อุตสาหกรรม คือ แหล่งเตาเผาแม่​น้ำน้อย (อำเภอบาง​ระจัน จังหวัดสิงห์บุรี) นี่คือนิคมอุตสาหกรรมเซรามิกเนื้อแกร่งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของ​เอเชียอาคเนย์ในยุคนั้น

​ระบบเตาเผาที่นี่ไม่ใช่โรงปั้นดินเผาตามบ้านเพื่อใช้ในครัวเรือน แต่เป็นเทคโนโลยี “เตามังกร” (Dragon Kiln) ขนาดมหึมา ยาวหลายสิบเมตร นับร้อย ๆ เตา มีการจัดแบ่งแรงงานเฉพาะทาง ตั้งแต่คนขุดดิน คนเตรียมดิน ช่างขึ้นรูป ช่างเคลือบ และช่างคุมไฟ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของระบบโรงงานยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

ยังมี​ผลิตภัณฑ์ระดับอัตลักษณ์อย่าง “ไหสี่หูแม่น้ำน้อย” ที่ผลิตขึ้นในระดับเพื่อการพาณิชย์นับล้าน ๆ ชิ้น เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตู้คอนเทนเนอร์ประจำมหาสมุทร” ในการบรรจุสินค้าเกษตรแปรรูปและของป่า ของเหลว น้ำมัน ดินประสิว

ปลายทางสินค้าเชิงอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้อยู่แค่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่กระจายไปทั่วหมู่เกาะอินโดนีเซีย​ หมู่เกาะฟิลิปปินส์ไต้หวัน โอกินาวา (ริวกิว) และญี่ปุ่น และที่น่าทึ่ง​ ยังพบชิ้นส่วนตกค้างไปไกลถึงสถานีการค้าหลายแห่งในอัฟริกาใต้​ และ​ เนเธอร์แลนด์

2. โลหกรรมและเหมืองแร่: เครือข่ายโลจิสติกส์ทองแดงและดีบุกข้ามทะเลข้ามสมุทร

​อยุธยาไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อปืนไฟหรือกระสุนจากตะวันตกและญี่ปุ่น แต่เป็นผู้ควบคุมแหล่งแร่หลายชนิดและมีเทคโนโลยีถลุงแร่ระดับก้าวหน้า ทั้งยังมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ซับซ้อนผ่าน 2 กลไกขนานกัน

- ​ระบบควบคุมส่วนกลางผ่าน "พระคลังสินค้า": แร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์อย่าง ทองแดงและเหล็ก จากแหล่งถลุงโบราณในเขตลพบุรีและนครสวรรค์ จะถูกเกณฑ์ส่งเข้าสู่พระคลังสินค้าที่อยุธยาโดยตรง รัฐควบคุมราคากลางและคัดเกรดอย่างเข้มงวดเพื่อความมั่นคง ช่างหล่อของราชสำนักมีความรู้โลหะผสมและคุมอุณหภูมิไฟขั้นสูง ได้ดี​ จนสามารถหล่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาและหล่อปืนใหญ่ใช้เองได้ในสงคราม รวมถึงเคยส่งออกเหล็กแท่งคุณภาพดีให้แก่เรือสำเภาหลวงของจีนและเรือใบกำปั่นของบริษัทดัตช์ตะวันออก (VOC) ที่มุ่งหน้าเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

- ​ระบบสถานีการค้าที่ "แหล่งผลิตโดยตรง": สำหรับแร่ราคาแพงอย่าง ดีบุก ซึ่งมีหนาแน่นในหัวเมืองภาคใต้ฝั่งอันดามันและทั่วคาบสมุทร อยุธยาสยาม​ เจ้านายและพ่อค้าต่างตระหนักดีว่าการขนแร่หล่อแท่งที่มีน้ำหนักมหาศาลอ้อมช่องแคบมะละกาขึ้นมาถึงราชธานีนั้นมีต้นทุนโลจิสติกส์สูงและเสี่ยงต่อโจรสลัด ราชสำนักจึงเปิดโมเดลธุรกิจล้ำยุคด้วยการผ่อนปรนให้มหาอำนาจการค้าโลกอย่างเนเทอร์แลนด์และฝรั่งเศส เข้ามาตั้ง “คลังสินค้าดีบุก” ที่แหล่งผลิตโดยตรงที่นครศรีธรรมราช​และเกาะถลาง เป็นต้น​ ​เพื่อรวบรวมสินแร่จากท้องถิ่นลงเรือออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้ทีเดียว โดยควบคุมผ่านระบบสัมปทานและการันตีส่วนต่างภาษีส่งคืนกลับพระคลังสินค้าที่อยุธยา

​3. โรงงานแปรรูปน้ำตาล: ต้นแบบอุต​สาหกรรมการเกษตร
​สิ่งที่คาใจจอห์น ครอเฟิร์ดจนอดเหยียด​ หยามว่าโรงงานน้ำ​ตาล​ของสยามเป็นเพียงเครื่องจักรป่าเถื่อนดั้งเดิม และจิตร ภูมิศักดิ์ มองข้ามว่าชนชั้นนำไม่ได้นำส่วนเกินมาลงทุนขยายกำลังการผลิต แท้จริงแล้วคือ อุตสาหกรรมแปรรูปน้ำตาลทรายจากอ้อย หรือ น้ำตาลโตนด​(“น้ำตาลจอ”) ซึ่งข้ามพ้นระบบเศรษฐ กิจเลี้ยงตนเองไปสู่ระบบโรงงานอย่างเต็มตัวแล้ว​ ผ่านการวางสายการผลิตและนวัตกรรมกลไกขับเคลื่อน:

​สายการผลิตและเทคโนโลยีโรงงาน: โรงงานน้ำตาลโบราณในปริมณฑลราชธานีและเมืองนครชัยศรี ใช้เทคโนโลยี "ลูกหีบไม้สองลูกกลิ้งฟันเฟือง" ขับเคลื่อนด้วยแรงงานสัตว์เพื่อบดคั้นน้ำอ้อยสดส่งต่อไปยังเตาเคี่ยว ซึ่งวางเรียงกระทะใบบัวต่อเนื่องกัน 5–7 ใบ เพื่อคุมอุณหภูมิไฟไล่ระดับ ตั้งแต่ต้มเดือดเพื่อช้อนฟองสกปรกออก ไปจนถึงกระทะสุดท้ายที่น้ำเชื่อมข้นคลัก ก่อนจะส่งเข้าสู่กระบวนการปั่นและฟอกขาวด้วยภาชนะดินเผาทรงกรวยทับด้วยดินโคลนขาวชื้น จนได้ "น้ำตาลทรายขาว" บริสุทธิ์

การแบ่งแรงงานเฉพาะทาง: มีการจ้างงานแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คนป้อนอ้อย​ คนคุมไฟที่นำชานอ้อยแห้งมาหมุนเวียนเป็นเชื้อเพลิง​ และที่สำคัญคือ "นายเตา" ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่คอยวัดความเหนียวข้นของน้ำตาลเพื่อกำหนดจังหวะการตกผลึกอย่างแม่นยำ

​ระบบเกษตรกรรมพันธสัญญา: เนื่องจากโรงงานมีกำลังการผลิตมหาศาล นายทุนโรงงานจึงจัดตั้งระบบจ่ายเงินล่วงหน้าหรือปล่อยกู้ให้เกษตรกรชาวสยามในพื้นที่โดยรอบปลูกอ้อยเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน ส่งออกน้ำตาลทรายและน้ำ​ตาลกรวดปีละหลายแสนถึงล้านชั่ง ป้อนตลาดจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ขาดแคลนน้ำตาล และป้อนเรือสินค้าตะวันตกเป็นล่ำเป็นสัน

4. มีสินค้านำเข้าหัตถ​-อุตสาหกรรม​เชิงสร้างสรรค์​ มีประณีตศิลป์และมีการกำหนดรสนิยมและสุนทรียะจากสยาม

​ปรากฏว่าผ้าผ่อนท่อนสไบ แม้ว่าอยุธยาจะนำเข้าผ้าสิ่งทอจำนวนมากจากอินเดีย แต่การค้าของอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อที่รับสินค้าสำเร็จรูปอย่างจำนน

​ราชสำนักและพ่อค้าอยุธยาทำหน้าที่เป็น “นักออกแบบและผู้กำหนดรสนิยม” โดยมีการส่งแบบอย่าง ลายกนก​ หรือ​ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่เรียกรวมกันว่า “ผ้าลายอย่าง” จากราชสำนักอยุธยา ข้ามมหาสมุทรอินเดียไปสั่งผลิตที่โรงงานทอผ้าในอินเดีย เพื่อให้ได้ลวดลายที่ตรงตามรสนิยมและแบบแผนวัฒนธรรมของชาวสยาม สะท้อนให้เห็นถึงห่วงโซ่อุปาทานที่มีการจัดการระดับสูงและการผสมผสานทางวัฒนธรรม​-พาณิชยกรรมที่ซับซ้อน

ถ้าฝรั่งจะดูเบาความล้าหลังของอุตสาห กรรมอ้อยและการแปรรูปน้ำตาลได้ เขาคงอดอุทานในความวิลิศมาหราและรสนิยมอันเอกอุของผ้าลายอย่างที่ไทย​ ​created หรือสรรค์สร้าง​ และอินเดียรับเป็นเพียงผู้ผลิต​ หรือ​ made

​5. อุตสาหกรรมต่อเรือ

​อีกหนึ่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มักถูกลืมคือ “การต่อเรือสินค้า” อยุธยาเป็นทำเลทองของการต่อเรือสำเภาและเรือกำปั่นขนาดใหญ่ เนื่องจากมีทรัพ ยากรไม้อย่างอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะไม้สัก ไม้เคี่ยม และไม้ตะเคียน ประกอบกับแรงงานช่างไม้ชาวจีนและชาวสยามที่มีฝีมือ

​แม้กระทั่งจักรวรรดิจีนเอง ในยุคที่ไม้ขาดแคลน ยังต้องสั่งต่อเรือสำเภาหรือซื้อเรือใบขนาดใหญ่จากอู่ต่อเรือในอยุธยา เพราะมีราคาถูกกว่าและมีความทนทานต่อคลื่นลมในทะเลจีนใต้สูงมาก อู่ต่อเรือชาย​ฝั่งเจ้า​พระยาจึงไม่น่าจะต่างจากอู่ต่อเรืออุตสาหกรรมในยุโรปยุคเดียวกันเท่าไรนัก

6. เรามีพลวัตรการยกระดับเศรษฐกิจจากภายในของเราเอง​ และมีการนำพาของชนชั้นนำ

โปรดสังเกต แม้ว่า​อุต​สาหกรรม หัตถ​กรรม พาณิชยกรรม และความเป็นเมืองของเราในยุคโบราณจะตามหลังตะวันตกในแง่วิทยาการและเทคโน​โลยี​ แต่สยามก็กำลังปรับตัว​ เปลี่ยนผ่านด้วยตนเอง ผ่านระบบการค้าขาย การลงทุนและการต่างประ​เทศที่มีกลยุทธ์ค่อนข้างชาญฉลาด

ชนชั้นนำแห่งสยามอันประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง และกรมต่าง ๆ ไม่ได้เป็นสถาบันที่หยุดนิ่งหรือขัดขวางการเปลี่ยนแปลง​เหล่านี้ ตรงกันข้าม พวกเขาคือกลุ่มทุนใหญ่ที่สุด เป็นผู้นำพา และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามทะเลข้ามสมุทรอย่างกระตือรือร้น

ชนชั้นนำยังมี​การจัดตั้งโครงสร้าง​ หรือกลไกสถาบัน เช่น กรมพระคลังสินค้า กรมท่าซ้าย และกรมท่าขวา ทำหน้าที่ดุจกระทรวงพา​ณิชย์​ กระทรวงอุตสาหกรรมในยุคนี้ เพื่อบริหารหรือจัดการสัมปทานและห่วงโซ่อุปทานนานาชาติ​ ส่วนการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาตั้งสถานีการค้าและทำเหมืองแร่ ก็หาใช่เราถูกกดขี่จนสิ้นไร้ไม้ตอก หากแต่เป็นเจตจำนงเชิงรุกของเราในการดูดซับเทคโน​โลยี และจัดเก็บภาษีอากรเพื่อการสะสมทุนของรัฐ

​ดังนั้น สนธิสัญญาบาวริงและการเข้ามาของเครื่องจักรไอน้ำในศตวรรษต่อมา จึงไม่ได้เป็นผู้ “สร้าง” หรือ​"ริเริ่ม" อุตสาหกรรมหรือโรงงานขึ้นมาจากความว่างเปล่าและล้าหลัง หากแต่เป็นเพียง “ตัวเร่งปฏิกิริยาในจังหวะสุดท้าย” ที่เปลี่ยนผ่านพลังงานการผลิตและรูปแบบการค้าจากหลักการลพาณิชย์ผูกขาดโดยรัฐ ไปสู่ระบบทุน​นิยมเสรีแบบตะวันตก บนรากฐานความพร้อม ทางโครงสร้างพื้นฐานทางพาณิชย์ และการจัดจ้างแรงที่บรรพชนสยามทุ่มเทถากถางวางระบบเอาไว้แล้วเมื่อหลายร้อยปีก่อน