เหลือเวลาอีกไม่ถึง 100 วันจากวันนี้ถึง 3 พ.ย. ก็จะเป็นวันเลือกตั้งกลางเทอมปธน.สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้ว่า ปธน.ทรัมป์จะยังรักษาเสียงข้างมากใน สองสภาฯ เอาไว้เพื่อออกกฎหมายที่เขาต้องการ หรือตรงข้าม เขาอาจต้องกลายเป็น Super Lame Duck หรือเป็ดง่อยที่ไม่เพียงจะต้องเผชิญการต่อต้านในสภาฯ ในการผ่านกฎหมายต่างๆ (ที่เขาได้ออกคำสั่งบริหารมาเป็นร้อยๆ ฉบับในช่วง 2 ปีแรกที่เขามาบริหารที่ทำเนียบขาว) แต่มีโอกาสสูงมากที่จะถูกดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งในข้อหาคอร์รัปชัน(มากที่สุดกว่าอดีตปธน.ท่านอื่นๆ ในประวัติศาสตร์) หรือลุแก่อำนาจละเมิดรัฐธรรมนูญ
แทบทุกโพลสะท้อนว่า สภาล่างจะกลายเป็นของเดโมแครต ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาของการเลือกตั้งกลางเทอม ฝ่ายที่เป็นปธน.มักไม่สามารถบริหารตามการคาดหมายหรือตามสัญญาที่ได้หาเสียงเอาไว้
สำหรับทรัมป์นั้น ปัญหาปากท้องที่ราคาสินค้าและบริการ (เช่น การขึ้นเครื่องบิน) ขึ้นเอาๆ เพราะราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นจากการทำสงครามกับอิหร่านถึง 2 ครั้ง-ครั้งแรกเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว-แต่นั่นแค่ 12 วัน ราคาน้ำมันก็เลยปรับลงมาได้หลังจากพุ่งขึ้นช่วงสงคราม 12 วัน
โดยทรัมป์ใช้วิธีขู่กรรโชกแล้วถอย (TACO) สลับกับการถล่มทางอากาศแบบหูดับตับไหม้ ไม่ว่าโรงเรียนเด็กผู้หญิง, สะพานของพลเรือน รวมทั้งโรงไฟฟ้าของประชาชน และขู่จะทำลายโรงกลั่นบำบัดน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดของเมืองต่างๆ ในอิหร่าน
การสลับกดดันแล้วผ่อนคลาย ทำให้ทรัมป์และครอบครัว (รวมทั้งมิตรสหายผู้สนับสนุน) ต่างก็รวยมหาศาลจากกลยุทธ์ TACO นี้ และกำลังรอการคิดบัญชี ถ้าเขาเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภาฯ
สภาล่างนั้น ดูท่าจะแน่นอนที่เดโมแครตจะครองเสียงข้างมาก แต่ในวุฒิสภานั้น เดโมแครตกำลังสะดุดขาตนเอง เพราะผู้สมัครที่คัดเลือกมาแข่งกับคนของทรัมป์ เกิดมีปัญหาเรื่องความรุ่มร่ามด้านเพศสัมพันธ์จนต้องออกมาประกาศถอนตัวในหลายรัฐ-ทั้งๆ ที่ผู้สมัครที่ทรัมป์คัดเลือกส่งเข้าประกวดนั้น ไม่ใช่ตัวเต็งเลย-มิหนำซ้ำ ยังทำให้เหล่า สว.คนเดิมที่กำลังจะหมดวาระลงในการเลือกตั้งกลางเทอมนี้ เกิดอาการไม่พอใจที่ทรัมป์ไม่ยอมเลือก สว.เดิมให้เป็นตัวแทนพรรค ทำให้ สว.หลายคนที่ไม่ถูกเลือกให้ลงสมัคร (อีกครั้ง) เกิดอาการออกมาขวางลำต่อนโยบายของทรัมป์ในช่วงการทำงานส่งท้ายของพวกเขา (อีก 5 เดือนถึงจะเปลี่ยนสภาฯ เพื่อรับ สว.ใหม่เข้าสาบานตนในเดือนมกราฯ ปีหน้า)
ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อนี้ นอกจากเกิดจากสงครามกับอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังไม่มีทีท่าจะเจรจาหยุดยิง (แต่คุณทรัมป์รวยจากราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 เหรียญอีกครั้ง)
แต่น้ำมันแพงมาก พร้อมนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งต่างกับเมื่อเมษายนปีที่แล้ว ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี IEEPA มหาศาลกับทุกประเทศ เดิมว่ากับประเทศที่เกินดุลการค้ามหาศาลกับสหรัฐฯ แต่ประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นโคลอมเบีย, บราซิล, สิงคโปร์ เป็นต้น ก็ยังโดนภาษี IEEPA ด้วยอัตราสูงลิ่ว
เมื่อศาลสูง (ที่แม้แต่ผู้พิพากษาที่ทรัมป์คัดเลือกจนเข้ามารับตำแหน่งก็ยังเห็นแก่ชาติ และลงคะแนนให้ทรัมป์แพ้)ได้ตัดสินให้คำสั่งปธน.ที่เก็บภาษี IEEPA กลายเป็นโมฆะ
ทรัมป์แพ้คดี แต่ยังไม่ยอมแพ้ตามนิสัยที่ถูกสร้างมาจากบิดา ไม่ให้ยอมแพ้ในทุกๆ กรณี-จะต้องเอาชนะด้วยเล่ห์เหลี่ยมหรือด้วยคาถาอาคมก็ต้องทำ-จึงเดินหน้าต่อ-ไม่ยอมคืนเงินภาษีนำเข้า IEEPA แก่บริษัทผู้นำเข้า
แต่ยังไปควานเอากฎหมายเก็บภาษีนำเข้าแบบนักเลงโตอันธพาล ไม่ว่าจะเป็น ม. 338 (ที่แคนาดาโดนไป 50% และอีกหลายประเทศเช่น บราซิล, อินเดีย) ที่โดนข้อหาแปลกๆ ว่า ปธน.ลูลา ของบราซิล-ไม่ยอมถอนคดีจำคุกคู่แข่งอดีตปธน. Bolsonaro ที่โกงเลือกตั้งหรืออินเดีย-ที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียโดยไม่ใช้ดอลลาร์
แคนาดาก็โดน ม. 338 ทำให้สินค้าจากแคนาดาพวกไม้ทำเฟอร์นิเจอร์, ซีเมนต์, น้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์พลาสติกมีราคาสูงขึ้นมากเมื่อนำเข้าสหรัฐฯ
ทรัมป์งัดเอา ม. 122 กล่าวหาว่าประเทศต่างๆ เลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐฯ ก็โดนลงโทษไป 10-12.5% อาจถึง 15% ซึ่งมาตรานี้เอามาแทน IEEPA มีผล 150 วัน (5 เดือน) และหมดอายุเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
วันที่ 23 ก.ค.ทรัมป์งัดเอา ม. 301 มาใช้ทันทีแก่ 80 ประเทศ โดยลงโทษก่อนการสอบสวนถึงการละเมิดสิทธิแรงงานของประเทศเหล่านี้
ทั้ง Tariffs โหดและละเมิดรัฐธรรมนูญของทรัมป์ รวมทั้งสงครามอิหร่านทำให้น้ำมันแพงมาก-ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้สินค้าจำเป็นในสหรัฐฯ มีราคาที่สูงกว่าเดิมมาก และทำให้ความนิยมในตัวเขาลดลงเรื่อยๆ จนถึงแค่ 30% ต้นๆ ซึ่งทำให้เขาต้องจัดปราศรัยด่วนกับประชาชนถ่ายทอดสดทางทีวี (แต่ ABC และ NBC ปฏิเสธที่จะถ่ายทอด เพราะมองว่า สาระของคำปราศรัย จะไม่ใช่ประโยชน์ตกแก่ประชาชน แต่จะตกเป็นการหาเสียงทางการเมืองมากกว่า) ซึ่งเขาก็ได้พูดจาขึงขังปูทางว่า การเลือกตั้งในสหรัฐฯ มีการโกง โดยเขาถูกโกงมีปี 2020 (ที่ไบเดนชนะ) และมีหลักฐาน (??) ว่า จีนช่วยไบเดนให้ชนะ!! เป็นการปูทางว่า การเลือกตั้งกลางเทอมนี้ ถ้าเขาแพ้ ก็มาจากการถูกโกงการเลือกตั้ง?? นั่นเอง
จากโพลการสำรวจเดือนมิถุนายน การสนับสนุนของชาวยิวในสหรัฐฯ ต่อการทำสงครามถล่มอิหร่าน ปรากฏคะแนนเห็นชอบกับนโยบายทำสงครามของทรัมป์ได้ลดลงมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
จากสถาบัน Pew คนอเมริกันทั่วไปที่มองอิสราเอลเป็นบวกเดิมอยู่ที่ 60% (ปีที่แล้ว) เหลือแค่ 53% (ปีนี้); ความไม่ไว้วางใจต่อนายกฯ เนทันยาฮู เคยอยู่ที่ 52% (ปีที่แล้ว) ปีนี้อยู่สูงถึง 59%
ชาวเดโมแครต (ที่มีผู้นับถือศาสนายิวเป็นจำนวนมาก) มองอิสราเอลเป็นลบอยู่ที่ 80% (เดิมปีที่แล้วมีแค่ 69%) ยิ่งชาวเดโมแครตอายุต่ำกว่า 50 ปี จะยิ่งมองลบต่ออิสราเอลมากกว่าคนที่อายุเกิน 50 ปี
ชาวรีพับลิกันก็เริ่มมองลบต่ออิสราเอลเพิ่มมากขึ้น ยิ่งอายุต่ำกว่า 50 ยิ่งมองลบมากกว่าคนแก่อายุเกิน 50 ปี ยิ่งอายุน้อยลง (18-49) จะมองลบต่อนโยบายของอิสราเอลคือไม่พอใจยิ่งสูง (ปีนี้) ถึง 57% ปีที่แล้วอยู่แค่ 50%
ผลโพลของ Gallup ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันกับของ Pew Research Center
หลังทรัมป์ลงนามใน MOU 14 ข้อที่พระราชวังแวร์ซายปรากฏมีการหยุดยิงไปได้แค่ 2-3 วัน สหรัฐฯ ก็เปิดฉากถล่มอิหร่านชนิดทำเอาทั่วโลกมองว่า เป็นการกลับสู่การรบก่อนหน้า MOU-โดยสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยอิหร่านได้ยิงเรือบรรทุกสินค้า (น้ำมัน) ที่เลี่ยงใช้ร่องน้ำที่ติดกับอิหร่าน แต่กลับไปใช้ร่องน้ำที่ติดกับโอมาน ซึ่งอิหร่านมองว่า สหรัฐฯ ชักนำให้เลี่ยงการดูแลช่องแคบใน 60 วัน ที่มีเขียนอยู่ในข้อ 5 ของ MOU ว่า อิหร่านจะเปิดให้เรือเดินผ่านเข้าออกช่องแคบได้โดยไม่เก็บค่าผ่านทาง แต่อยู่ในการดูแลของอิหร่านผู้เดียว
สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่านชนิดปูพรม 80-120 จุดใน 2 วัน และปธน.ทรัมป์ประกาศว่าจะเป็น Guardian Angelหรือเทวดาผู้คุ้มครองช่องแคบนี้แต่ผู้เดียว โดยขอเก็บค่าคุ้มครอง (Protection) สูงถึง 20% ของราคาสินค้า ซึ่งอิหร่านก่อน MOU ได้เก็บอยู่ 1 เหรียญต่อน้ำมัน 1 บาร์เรล เป็นราคาที่ต่ำกว่า 20% ของสหรัฐฯ หลายเท่านัก
วันนี้ (29 ก.ค.) โอมานนำเสนออิหร่านว่า จะเปิดเป็น 3 เส้นทางคือ เส้นติดอิหร่าน, เส้นติดโอมาน และเส้นตรงกลางเป็น International Waters และจะเก็บค่าดูแลช่องแคบตามระบบที่ใช้ที่ช่องแคบมะละกา (3 ประเทศที่เก็บค่าดูแล-ด้านกำกับการจราจร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการค้นหาและช่วยเหลือเรือที่มีปัญหา) โดยให้เรือแต่ละลำบริจาคตามความพอใจ
รมช.ต่างประเทศของอิหร่านเพิ่งออกมาปฏิเสธข้อเสนอของโอมาน โดยกล่าวว่า เส้นทางใหญ่สุดที่จะเข้าและออก (โอมานเสนอให้เป็นคนละเส้นคือ มีเส้นเข้าและเส้นออก) จะเป็นเส้นเดียวเท่านั้น ที่อยู่ติดอิหร่าน และอิหร่านจะควบคุมดูแลเพราะอิหร่านคำนึงถึงความปลอดภัยต่ออิหร่าน ที่จะไม่ยอมให้เกิดความเสี่ยงต่ออิหร่าน ถ้ามีหลายร่องน้ำและอิหร่านหมดสิ้นความไว้วางใจต่อความเจ้าเล่ห์และร้อยลิ้นของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน


