xs
xsm
sm
md
lg

ความล่มสลายของอเมริกา-อิสราเอล...ก่อน“สงครามโลกครั้งที่ 3”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


โดนัลด์ ทรัมป์
อย่างที่อภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก “พันเอกDouglas Macgregor” ท่านสรุปไว้นั่นแหละว่า ฉากสถานการณ์ความเป็นไปของโลกช่วงนี้ แทบไม่ต่างไปจากการแข่งขันระหว่าง “สงคราม” กับ “ความล่มสลาย”ว่าอะไรจะเกิดก่อน-เกิดหลังไปกว่ากันและกัน ด้วยเหตุนี้...ปิดฉากสัปดาห์นี้ แทนที่จะไปจับจ้องมองเขม้นว่าอเมริกาถล่มอิหร่านไปแล้วกี่ร้อยต่อกี่ร้อยรอบ หรืออิหร่านโต้กลับแบบดอก-ต่อ-ดอก สร้างความฉิบหายวายวอด ให้กับเครื่องบิน เรดาร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฯลฯ ของอเมริกันไปแล้วเท่าไหร่? น่าจะลองหันมาสำรวจตรวจสอบกันดูที ว่าสิ่งที่เรียกว่า “ความล่มสลาย” ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดัน คุกคาม ให้กับแต่ละฝ่ายและกับโลกทั้งโลกอีกด้วย สุดท้ายแล้ว...มันจะไปไกลถึงขั้นไหน? อย่างไร? ภายในอนาคตนับจากนี้... 

สำหรับฝ่ายอิหร่าน...คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธว่าในเรื่องแรงกดดันจากความล่มสลายนั้น น่าจะเป็นอะไรที่ออกจะคุ้นชิน คุ้นเคย จนอาจรู้สึกเฉยๆ ชิลๆไปแล้วก็ว่าได้ เพราะตลอด 47 ปีแห่งการปฏิวัติอิสลามต้องเจอกับแรงกดดันในลักษณะที่ว่านี้มาโดยตลอด หรือพูดง่ายๆว่า...ในแง่ “ความอึด-ความทนทาน” ต่อสิ่งที่จะก่อให้เกิดความล่มสลายนั้น ฝ่ายอิหร่านเขาน่าจะมีสูงเอามากๆ ไม่ว่าจะเจอกับการคว่ำบาตร แซงก์ชัน ของอเมริกาและยุโรปนับเป็นทศวรรษๆ เจอกับ “สงครามอิรัก-อิหร่าน” ที่คุณพ่ออเมริกาเป็นผู้ให้การสนับสนุนอีกนั่นแหละ ยาวนานถึง 8 ปีเต็มๆ ผู้คนล้มตายไปเป็นล้านๆ แต่ก็ยังดำรงคงอยู่ ยังสามารถรักษาเอกราชอธิปไตยของตัวเอง ได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อแต่ก็คงต้องเชื่อจนได้... 

ส่วนการเจอกับสงครามโดยตรงจากอเมริกาและพันธมิตรอิสราเอลคราวนี้ และคราวที่ผ่านๆ มา สิ่งที่น่าจะช่วยให้อิหร่านเขาสามารถ “ยืนระยะ” ได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน หรือโดยตลอดก็เป็นได้ น่าจะมีองค์ประกอบหลักๆ อยู่ประมาณ 3 อย่างด้วยกัน ประการแรกก็คือ“ภูมิรัฐศาสตร์” หรือโดยสภาพความกว้างขวางใหญ่โตของประเทศ อันประกอบไปด้วยภูเขาสูงที่ใช้เครื่องกำบังได้เป็นอย่างดี ไปจนทะเลทราย ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการบุกรุกโจมตีของใครก็ตามที่คิดเข้าไปยึดอาณาเขต ดินแดน เพื่อหวังเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือเปลี่ยนประเทศที่มีผู้คนพลเมืองเกือบ 100 ล้านคนให้ประเทศบริวาร มันจึงไม่น่าจะง่ายกันสักเท่าไหร่นักประการที่สองก็คือ “ยุทธศาสตร์” ที่ถูกปรับแต่งให้เหมาะสมสอดคล้องกับ “ภัยคุกคาม” ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่แรก นับจากการปฏิวัติอิสลาม นั่นคือคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอิสราเอล ไม่ว่าด้วยการยกระดับ พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อเอาไว้รองรับการทำ “สงครามอสมมาตร” จนกลายเป็น “ขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่ 21” ที่น่าตื่นตะลึงพรึงเพริดเป็นอย่างยิ่ง ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือ ร่วมใจ จนถือเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ของมหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา อย่างจีนและรัสเซีย แบบเหนียวแน่น หนึบหนับ เอาเลยก็ว่าได้... 

และประการที่สามก็คือ “ประวัติศาสตร์” ความเป็นประเทศ อาณาจักร ดินแดนที่มีอารยธรรมต่อเนื่องมานานนับพันๆ ปี โอกาสจะไปฉุดกระชากลากถู ไปถล่ม ให้กลับไปสู่ “ยุคหิน” แบบที่ “ทรัมป์บ้า” คุยโม้ คุยโต ไว้นั้น ยากส์ส์ส์ที่จะเป็นไปได้ ต่างไปจากบรรดาประเทศที่ถูกอดีตนักล่าอาณานิคมตะวันตกขีดเส้นแบ่งเอาไว้ในแผนที่ อย่างบรรดา “ประเทศอ่าว” หรือ “GCC” ทั้งหลาย ที่ทั้งอ่อน ทั้งเปราะ เป็นอย่างยิ่ง บางประเทศไม่เพียงแต่ต้องพึ่งการกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืดถึงระดับ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ต้องพึ่งพาแต่เฉพาะการส่งออกน้ำมันและแก๊ส ไปจนพึ่งพาอเมริกาไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างความพินาศ ฉิบหายให้กับภูมิภาคตะวันออกกลางขนาดไหน? โอกาสที่จะเจอกับความล่มสลายอันเนื่องมาจากแรงกดดันภายใน ย่อมมีสูงเอามากๆ และนั่น...ย่อมส่งผลย้อนกลับไปถึงเศรษฐกิจอเมริกา ไม่ว่าในแง่ความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ของเผด็จการดอลลาร์ หรือของระบบ “เปโตรดอลลาร์” ไปจนการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น ระยะยาว ของสหรัฐฯ ที่นับวันออกจะง่อนแง่น โงนเงน อย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที... 

ยิ่งการหันมาเปิดฉากสงครามรอบใหม่กับอิหร่านในช่วงประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ “ราคาน้ำมัน” พุ่งจู๊ดไปอยู่ที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันพฤหัสฯ ที่แล้ว (23 ก.ค.) สำหรับน้ำมัน “Brent” ทะเลเหนือ แม้ว่าวันศุกร์ที่ 24 ก.ค.จะลดลงมาเหลือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ถือว่า...เพียงแค่สัปดาห์เดียวพุ่งพรวดไปถึง 12 เปอร์เซ็นต์หรือถ้าคิดจากช่วงเริ่มต้นสงครามเมื่อเดือนกุมภาฯ ที่ผ่านมา ก็พุ่งไปแล้วถึง 40 เปอร์เซ็นต์เอาเลยถึงขั้นนั้น จนเมื่อหันมาระงับการโจมตีชั่วคราว ไม่ว่าด้วยเหตุเพราะกระสุนหมด หรือเพราะกลัวจีนและรัสเซียจะโดดเข้ามาร่วมด้วยช่วยอิหร่านกระทืบอเมริกาหรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่ ถึงได้ส่งผลให้น้ำมัน “Brent” ลดไป 8.42 ดอลลาร์ หรือลดเหลือ 88.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับน้ำมัน “West Texas Intermediate” หรือ“WTI” ที่ลดลง 6.70 ดอลลาร์ หรืออยู่ที่ 82.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วงปิดตลาด... 

หรือพูดง่ายๆ ว่า...ยิ่งคิดจะถล่ม คิดเอาชนะอิหร่านด้วย “กรรมวิธีทางทหาร” ยิ่งมีแต่จะทำให้ “เศรษฐกิจอเมริกา” และเศรษฐกิจโลก ย่อมมีแต่ต้อง “ซวย-กับ-ซวย” หรือ “เจ๊ง-กับ-เจ๊ง” อย่างมิพึงสงสัย!!! หรืออย่างที่สำนักเศรษฐกิจ “Goldman Sachs” เขาคาดหมาย คาดเดา ไว้ล่วงหน้านั่นแหละว่า ถ้าหาก “ช่องแคบ” ต่างๆ ไม่ว่า “Hormuz” หรือ “Bab al-Mandab” ยังไม่สามารถเข้าๆ ออกๆ โดยสะดวก แนวโน้มที่ราคาน้ำมัน “Brent”จะพุ่งไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ย่อมเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ และราคาน้ำมันตลอดทั้งปีค.ศ. 2027 โดยเฉลี่ย ไม่น่าจะน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป...

ส่วนสำนัก “JP Morgan” ก็ไม่ได้ต่างไปจากกันสักเท่าไหร่ คือคาดว่าถ้ายังคงสู้รบปรบมือ ดวลจรวด ดวลระเบิดกันไปเรื่อยๆ ราคาน้ำมันจะเพิ่มจากเดิมราวๆ เดือนละ 7-8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือในอีก 3 เดือนข้างหน้า โอกาสที่น้ำมัน “Brent” จะอยู่ที่ระดับราคา 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ย่อมเป็นไปได้อยู่แล้วแหง๋มๆ แม้แต่นักการตลาดและนักการเมืองที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตราบใดที่แต่ละฝ่ายยังมองหา “สันติภาพ” กันไม่เจอ และนั่นย่อมหมายถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ที่จะพุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคา พุ่งไปถึงอวกาศเอาเลยก็เป็นได้!!! 

อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้โอกาสที่จะ “ยืนระยะ” ของอเมริกา ไปถึงปลายยก ครบยก ยิ่งมีความเป็นไปได้น้อยลงไปทุกทียิ่งเมื่อตัวเลข “น้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์”ตามการเปิดเผยของ “IEA” (The International Energy Agency) ต่อบรรดาประเทศสมาชิก 32 ประเทศเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความ “เกลี้ยงบ๋อแบ๋” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง หรือลดลงไปถึง 400 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะคุณพ่ออเมริกาลดไปถึง 172 ล้านบาร์เรลเอาเลยถึงขั้นนั้น การคิดจะ “ปั่นตลาด” หรือ “ปั่นราคาน้ำมัน” เพื่อยืดเวลาแบบเอาหลังพิงเชือกต่อไปเรื่อยๆ มันจึงยิ่งยากจะเป็นไปได้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น ช่องว่างระหว่าง“การขาดแคลนน้ำมันดิบ” กับ “การแปรรูปน้ำมัน” นับวันจะยิ่งห่าง ยิ่งถ่าง ออกจากกันยิ่งเข้าไปทุกที ส่งผลให้“น้ำมันดีเซล” อันอาจถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของระบบขนส่งทั้งการอุตสาหกรรมและการเกษตร พุ่งระเบิดเถิดเทิงไม่ต่างไปจาก “น้ำมันเติมเครื่องบิน” หรือ “Jet Fuel” ที่พุ่งขึ้นไปถึง 149.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา หรือขึ้นไปถึง 17.6 เปอร์เซ็นต์... 

นั่นยังไม่รวมไปถึง...ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องน้ำมันและแก๊ส อย่างประเภท กำมะถัน แอมโมเนีย ฮีเลียม ยูเรีย ฯลฯ ที่ต่างสูญหายไปจากตลาด ตลอดไปจนสินค้าอุปโภค-บริโภค จำนวน 10-20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการค้าโลก ที่ต้องเกิดอาการติดๆ ขัดๆ ไปเพราะ“ช่องแคบ” ทั้งสองแห่งที่เป็นเสมือนคอขวด เกิดการอุดตันอันเนื่องมาจาก “สงคราม” ระหว่างอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านยังหาจุดสิ้นสุด ยุติแทบไม่เจอ แถมทำท่าว่าอาจลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือแผ่ซ่าน แผ่ขยายยิ่งไปกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อ “ตัวตลก-ตัวแทน” ชาติยุโรปอย่างยูเครน ดันหันมายิงเรือสินค้าอิหร่านแบบต่อหน้า-ต่อตา ชนิดที่อาจทำให้“แนวรบยุโรปตะวันออก” ถูกผนวกควบรวมกลายเป็นแนวรบเดียวกันกับ “แนวรบตะวันออกกลาง” เอาเลยก็เป็นได้ หรือทำให้ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น!!! 

อาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่คุณพี่จีนกับคุณน้ารัสเซีย ท่านชักจะ “เอามือซุกหีบ” เฉยๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ในการพบปะระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “Abbas Araghchi” กับรัฐมนตรีต่างประเทศ “นายWang Yi” ณ เวทีประชุมกลุ่มประเทศ “SCO” จึงถูกสรุปด้วยการที่มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกาอย่างจีน พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างอิหร่าน ในการปกป้องอธิปไตยของตัวเอง เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายSergey Lavrov” ที่ได้ประกาศถึงความร่วมมือไม่ว่าในทางใดๆ ก็แล้วแต่กับอิหร่าน อย่างไม่คิดจะผันแปรไปเป็นอื่น ดังนั้น...น่าจะพอสรุปได้ไม่ยากว่า “มวยคู่นี้...คงมิอาจครบยก” อยู่แล้วแน่ๆ!!! เพราะผู้ที่มุ่งจะก่อสงคราม กระหายสงคราม น่าจะลงไปนอนนับแปด นับสิบ หรือน่าจะเกิดอาการ “ล่มสลาย” ลงไปก่อนที่จะยกระดับสงครามให้ไปไกลถึงขั้น “สงครามโลกครั้งที่ 3” ได้แบบครบถ้วน สมบูรณ์...