นายประพันธุ์ คูณมี
นักกฎหมายและอดีตวุฒิสมาชิก 2562
จากกรณีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีคำวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ว่า สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติม และโดยผลตามมาตรา 15/1 แห่ง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 บัญญัติให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.ดังกล่าวให้เป็นที่สุดอีกด้วย ดังปรากฏรายละเอียดตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเปิดเผยต่อประชาชนและสื่อมวลชน เป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น
กรณีดังกล่าว ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยเหตุสองประการคือ (1.) บทบัญญัติในมาตรา 18 ตาม พรบ.องค์จัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ที่แก้ไขเพิ่ม(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 เพิ่งมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่ กสทช.ชุดที่มี นพ.สรณฯได้รับการคัดเลือก (2.) ไม่เคยมีเหตุลักษณะนี้มาก่อนว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการสรรหา กสทช. คนใดจะกล้าให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงต่อ กรรมการสรรหาหรือต่อประธานวุฒิสภา โดยเมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งที่กฎหมายห้าม ก่อนนำชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จนเป็นเหตุให้ประธานวุฒิสภาหลงเชื่อว่าได้ลาออกแล้วจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ กรณีของ นพ.สรณฯ จึงเป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยผิดปกติวิสัยของผู้ที่ประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมที่ดี น้อยคนนักที่จะบังอาจกระทำในสิ่งที่มิบังควรอย่างยิ่งเช่นนี้
พิจารณากรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ปราศจากอคติใดๆ ซึ่งผลตามกฎหมายและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ชัดเป็นที่ยุติและเป็นที่สุดแล้วว่า นพ.สรณฯ เมื่อไม่ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันมีลักษณะเป็นการต้องห้ามมิให้เป็นกรรมการ กสทช.ตามมาตรา 8(2) และไม่ได้ลาออกตามกำหนดเวลาที่ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ลาออกภายในวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยยังทำหน้าที่เป็น" พนักงานมหาวิทยาลัย” มหิดล และลูกจ้างของโรงพยาบาลรามาธิบดี ตลอดมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เพียงวันเดียว พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 18 จึงกำหนดให้ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ด้วยเหตุนี้จึงต้องถือว่าท่านไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช.เลย นับตั้งแต่วันที่ท่านฝ่าฝืนหรือกระทำการต้องห้ามตามกฎหมาย คือตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นต้นไป การดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณฯในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. จึงเป็นเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะบุรุษ ไม่ต่างอะไรกับผู้ไร้คุณสมบัติ โกงข้อสอบเข้ารับราชการนั่นเอง และการที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น กรรมการ กสทช.ของ นพ.สรณฯ จึงเป็นผลเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะของตนเองต่อประธานวุฒิสภา จนประธานวุฒิสภาหลงเชื่อและนำรายชื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พฤติการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ของ นพ.สรณฯมาแต่ต้น การที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ คำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลทันที ตาม พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 และ มาตรา 63/2 และกรณีการถือเป็นผู้สละสิทธิ ตามมาตรา 18 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเป็นคนละกรณีแตกต่างจากการพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องนำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคสอง แต่อย่างใด
การที่ นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. เมื่อได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่วินิจัยว่า นพ.สรณฯมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้าตำแหน่งกรรมการ กสทช. แล้ว แทนที่จะมีสำนึกแสดงความรับผิดชอบ เคารพกฎหมายยอมรับผิดและรับผลจากการกระทำของตน เคารพต่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ตามกฎหมายโดยหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือลาออกจากตำแหน่งเสีย เพื่อความสง่างาม รักษาองค์กร กสทช.ให้คงอยู่ทำหน้าที่รักษาประโยชน์ชาติบ้านเมือง เปิดทางให้กรรมการ กสทช.ที่เหลือประชุมเลือกประธาน กสทช.คนใหม่เสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ทำหน้าที่ต่อไป แต่ปรากฏว่านพ.สรณ หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
พฤติกรรมของ นพ.สรณฯ ที่แสดงอาการดื้อตาใสดึงดันที่จะกอดเก้าอี้ตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.ต่อไป ด้วยความดื้อรั้นที่จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ กสทช.เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยวิธีการสนับสนุนให้พวกที่คอยเชลียร์ประจบสอพลอ และพนักงาน ลูกจ้าง กสทช.ที่ได้รับผลประโยชน์จากการที่ นพ.สรณฯ ยังอยู่ในตำแหน่ง จัดมือบเชียร์ให้กำลังใจหมอเข้าห้องประชุม อันเป็นพฤติที่น่ารังเกียจไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นอกจากดื้อด้านทำเป็นหูทวนลมแล้ว ยังแสดงออกถึงการไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ไม่เพียงเท่านั้นยังบังอาจกระทำการมิบังควรอย่างยิ่ง โดยการอ้างเอาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งมาคุ้มหัวและปกป้องการกระทำผิดกฎหมายของตนเอง โดยมิได้สำนึกว่าการที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งดังกล่าวนั้น มาจากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จของ นพ.สรณฯ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเท็จทูล เฉพาะกรณีคุณสมบัติของ นพ.สรณฯ ซึ่งสมควรที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอีกข้อหาหนึ่งอีกด้วย การกล่าวอ้างเอาพระบรมราชโองการมาปกป้องความผิดของตนเองเช่นนี้ จึงเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง เป็นการดึงฟ้าต่ำ และเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางให้มีผลระคายเคืองเบื้องยุคลบาทอย่างยิ่ง สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่ปฏิบัติเช่นนี้ การที่กรรมการ กสทช.ท่านอื่นๆที่ไม่ร่วมประชุมกับบุคคลที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กร กสทช. ที่จะต้องพิจารณาเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องประโยชน์ส่วนได้เสียของรัฐและเอกชนจำนวนมูลค่าสูงยิ่ง ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อประโยชน์สาธารณะ และการประชุมอาจนำมาซึ่งความไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของ กสทช.ที่ไม่เข้าร่วมประชุมและสังฆกรรมกับบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย จึงเป็นความกล้าหาญในทางจริยธรรม ที่ยืนอยู่บนหลักกฎหมายที่ถูกต้องแล้ว
การที่ นพ.สรณฯ บังอาจถึงขนาดมาอ้างกับประชาชนและสื่อมวลชน โดยเอาคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไปเปรียบเทียบกับพระบรมราชโองว่า " ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ คำวินิจฉัยก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ" นั้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ ประธาน กสทช.ท่านนี้เป็นอย่างยิ่งว่า ไม่สมควรเป็นผู้นำองค์กรและกำลังชักนำพนักงานไปในทางที่ผิด กระทำการอันมิบังควรอย่างยิ่ง โดยไม่นำพาต่อความรู้สึกของประชาชน ที่ส่วนใหญ่ต่างเอือมระอาต่อพฤติกรรมของประธาน กสทช.และบรรดาพนักงานลูกจ้าง รวมถึงรักษาการเลขาธิการ สำนักงาน กสทช.ที่คอยชักใยอยู่ข้างหลัง เพราะโดยปกติทั้งประธานและรักษาการเลขาธิการ กสทช. ก็สร้างผลงานสุดอัปยศไว้มากมาย ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กร กสทช.ตกต่ำย่ำแย่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนตลอดระยะเวลาร่วม 4ปี ที่ผ่านมาอยู่แล้ว
การกล่าวอ้างพระบรมราชโองการของ นพ.สรณฯ นอกจากเป็นการกระทำที่มิบังควรแล้วยังเป็นการดึงฟ้าต่ำ ทำให้เป็นที่เสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการบิดเบือน ข้อเท็จจริง สร้างแบบอย่างที่ไม่ดีต่อบรรทัดฐานทางสังคมอีกด้วย เพราะปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 2 ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ในมาตรา 182 ยังได้บัญญัติไว้ว่า “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ"
พิจารณาจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว วิญญูชนทั้งหลายย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และ กสทช.ก็เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 60 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้ องค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ ซึ่งก็คือ กสทช. นั่นเอง องค์นี้จึงจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ และ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ2553 ส่วนพระบรมราชโองการ คือคำสั่งหรือประกาศของพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติไว้ การที่ นพ.สรณฯ บังอาจอ้างเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันนั้น และอ้างมาเพื่อปกป้องการกระทำความผิดของตน จึงเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง การเป็นหมอที่ไม่รู้และไม่เคารพกฎหมาย จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งในทุกองค์กร
แล้วกรณีปัญหา นพ.สรณฯ ดื้อตาใสไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือลาออกพ้นจากตำแหน่งจะดำเนินการอย่างไรในทางกฎหมาย และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เรื่องนี้จำเป็นที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ต้องมีหน้าที่และอำนาจในการแก้ไขปัญหานี้ ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้
1. นายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ลับ ที่ นร ๐๔๐๔/ล๒๐๒๙ ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙ เรียน เลขาธิการวุฒิสภา ขอให้พิจารณาดำเนินการกรณีปัญหาคุณสมบัติของประธานกรรมการ กสทช. โดยอ้างถึงความเห็นของกฤษฎีกาคณะที่หนึ่ง ว่าเป็นอำนาจของกรรมการสรรหาชุดเดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัย ฝ่ายเลขาวุฒิสภาจึงได้ดำเนินการเพื่อให้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาเพื่อวินิจฉัยกรณีดังกล่าว ตามที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ดำเนินการ
2. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ ๑/๒๕๖๙ เรื่องการพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. ถือว่าเป็นที่สุด และถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่มีผลทางกฎหมายทันที ตาม พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 42 และ มาตรา 63/2 ตราบที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองเป็นอย่างอื่น
3. นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และในฐานะที่เป็นผู้ขอให้กรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัยกรณีนี้ จึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้องบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว หรือนายกรัฐมนตรี จะหารือกฤษฎีกาในข้อกฎหมายดังกล่าวก็ได้ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎมาย และเพื่อให้คำสั่งทางปกครองมีสภาพบังคับตามกฎหมายทันที มิใช่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา
4. ความวุ่นวายและการก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารกิจการขององค์กร กสทช. จนอาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อราชการแผ่นดิน กระทบกระเทือนอย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงและผลประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะนิ่งเฉยลอยตัวไม่ทำหน้าที่และใช้อำนาจของตนตามกฎหมายเข้าแก้ไขปัญหามิได้
5. นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีทางออกที่จะเลือกปฏิบัติได้อีกทางหนึ่ง ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคห้า โดยถือว่าเป็นกรณีประธาน กสทช.พ้นจากตำแหน่ง จึงควรแจ้งให้กรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นประธานคนใหม่ต่อไป
ข้อเสนอดังกล่าวนี้ หากนายกรัฐมนตรีมีความกล้าหาญ กล้ารับผิดชอบและแสดงภาวะผู้นำ ทำหน้าที่ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ก็สามารถที่จะยุติปัญหาสำคัญที่จะก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กร กสทช.ได้ ส่วนการที่จะส่งเรื่องกลับไปยังวุฒิสภา ไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น และมีไม่มีบทกฎหมายใดรองรับให้นายกรัฐมนตรีกระทำการเช่นนั้นได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยแท้ในกรณีนี้ ท่านไม่อาจลอยตัวหรือผลักภาระไปให้ใครอื่น และการที่ปล่อยให้คนผิด คนที่เข้าสู่ตำแหน่ง กสทช. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่แตกต่างอะไรกับพวกโกงสอบเข้ารับราชการ ยังลอยหน้าอยู่ในตำแหน่งทั้งๆที่ท่านทราบดีแล้วว่า เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ย่อมทำให้นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงความรับผิดในกรณีนี้ไม่ได้
รัฐบาลกำลังเผชิญปัญหามากมายรอบด้านที่สั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน ต่อท่านนายกรัฐมนตรี การใช้ความกล้าหาญและความมีสภาวะความเป็นผู้นำของท่านเข้าไปแก้ปัญหา ให้เกิดความสงบเรียบร้อย เป็นผลดีต่อราชการแผ่นดิน เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเท่านั้น จึงจะกอบกู้ศรัทธาของรัฐบาลกลับคืนมาได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ความกล้าหาญกล้าตัดสินใจของท่านในเรื่องนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานและหลักการทางกฎหมายที่ถูกต้อง ตามที่ผู้เขียนได้เรียนมาโดยลำดับดังกล่าวข้างต้นแล้ว นอกจากนี้ กรณีทำนองนี้ยังมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.255/2565(ประชุมใหญ่) รองรับเป็นบรรทัดฐานไว้อีกด้วย จึงหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจยึดถือความถูกต้องตามกฎหมาย หยุดการกระทำที่เป็นการดึงฟ้าต่ำ ทำลาย กสทช.ให้แตกแยกเสียทีเถอะครับ ประชาชนสุดเอือมระอากับ กสทช.ยุค นพ.สรณฯเป็นประธานกรรมการเต็มทนแล้ว อย่าลากบ้านเมืองและประเทศให้ตกต่ำไปมากกว่านี้อีกเลย


