xs
xsm
sm
md
lg

สงครามอิหร่านรอบใหม่กับความฉิบหายทั่วทั้งโลก!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน
ปิดท้ายสัปดาห์นี้...ยังไงๆ คงต้องแวะไปดูฉากสถานการณ์ “แนวรบตะวันออกกลาง” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่นเพราะการเปิดฉาก “สงครามรอบใหม่”ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน น่าจะอุบัติขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วอย่างเป็นทางการ ดังที่ประธานาธิบดี“Masoud Pezeshkian” แห่งอิหร่าน ท่านได้ป่าวประกาศต่อบรรดาสมาชิกสภาอิหร่านไปเมื่อวัน-สองวันมานี้ ส่วนใครจะแพ้-ใครจะชนะแทบไม่ต้องเสียเวลาพูดถึง เพราะสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าน่าจะอยู่ที่...มันจะ “เละ!!!”หรือมันจะ “ฉิบหาย-วายวอด” กันไปถึงขั้นไหน??? ไม่ว่าต่อประเทศในตะวันออกกลาง หรือต่อโลกทั้งโลกก็ตามที... 

คือในเรื่องใครแพ้-ใครชนะนั้น...ผู้ที่ยังติดใจสงสัยน่าจะลองไปหาอ่านข้อเขียน บทความ ของ “Greg Barton” ศาสตราจารย์หัวหน้าภาควิชาการเมืองอิสลามและอินโดนีเซีย แห่งมหาวิทยาลัย “Deakin University”ประเทศออสเตรเลีย ที่สำนักข่าว “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮาเพิ่งนำมาแปลและถ่ายทอด จากเรื่อง “Trump has no good escalation options left against Iran” ในชื่อภาษาไทยว่า...“ทรัมป์ไม่เหลือทางเลือกดีๆ เสียแล้ว แม้กระทั่งเมื่อคิดยกระดับสู้รบกับอิหร่านให้บานปลายขยายตัวยิ่งขึ้นไปอีก” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะเป็นทัศนะมุมมองที่ออกจะสอดคล้องกับแนวคิดของ “อภิมหานักวิเคราะห์” ระดับโลกอย่าง “พันเอกDouglas Macgregor” อดีตที่ปรึกษาและนักปฏิวัติทางทหารที่ได้วาดฉาก วาดจินตนาการต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้าทางช่อง “YouTube” แบบสามารถหลับตานึกภาพได้ไม่ยาก แต่ยังได้จัดเรียงข้อมูลและแง่มุมต่างๆ เอาไว้อย่างเป็นระเบียบ อันพอช่วยให้ “เข้าถึง”และ “เข้าใจ” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก... 

หรือสรุปแบบสั้นๆ-ง่ายๆ ก็คือ...ทางเลือกที่ดีที่สุดของ “ทรัมป์บ้า” หรือกองทัพแห่งศตวรรษที่ 20 ของอเมริกา ก็คือการ “ยอมแพ้” นั่นเอง!!! หรือเพราะมันแทบมองไม่เห็นหนทางใดๆ เอาเลย ที่จะ “เอาชนะ” ต่อขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่ 21 ของอิหร่านเขา ที่ไม่เพียงแต่อาศัยการใคร่ครวญอย่างละเอียดประณีตในทาง “ยุทธศาสตร์” ในการรับมือกับการบุกรุกโจมตีของมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกอย่างคุณพ่ออเมริกาด้วย“สงครามอสมมาตร” แต่ยังใช้ข้อได้เปรียบในทาง“ภูมิรัฐศาสตร์” ในการเผชิญหน้าทางทหารกับกองทัพอเมริกันรวมทั้งพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอล ได้อย่างถึงเลือด-ถึงเนื้อ ถึงไหน-ก็-ถึงกัน ไม่ว่าจะในทางบก-ทางทะเล-ทางอากาศ หรืออวกาศ ก็แล้วแต่... 

เรียกว่า...ต่อให้ยกพลขึ้นบกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ยึดดินแดนบางส่วนของอิหร่านเขาไว้ได้ แต่โอกาสที่จะยึดประเทศทั้งประเทศที่เต็มไปด้วยขุนเขาและทะเลทราย แถมยังมีจำนวนประชากรปาเข้าไปเกือบ 100 ล้านคนแบบเดียวกับที่เคยบุกยึดประเทศอิรักทั้งประเทศ แล้วเปลี่ยนระบอบปกครองเปลี่ยนผู้นำให้กลายเป็น “หุ่นอเมริกา” ยังไงๆ...มันคงแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่เพียงแต่โดยจำนวนทหารที่ต้องระดมกันมาแสนๆ โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นับวันจะร่อยหรอแทบไม่เหลือติดคลังไปแล้วก็ว่าได้ ยังต้องอาศัยวัน-เวลาที่ยังไม่รู้จะกี่เดือน กี่ปี หรืออาจยาวไกลในระดับ “Forever” กลายเป็นสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดเอาเลยก็ไม่แน่ ดังนั้น...โอกาสที่จะต้องเจอกับการออกอาวุธโต้ ในแบบ“Tit-for-Tat” แบบดอก-ต่อ-ดอก จนสุดท้าย...หนีไม่พ้นต้อง “แพ้-กับ-แพ้” จึงมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ... 

แม้แต่การคิดจะเปิดช่องแคบ “Hormuz” เพื่อให้การขนส่ง ขนถ่ายพลังงานทางทะเลกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม ทั้งนักวิเคราะห์อย่าง “ศาสตราจารย์Greg Barton” และ “พันเอกDouglas Macgregor”ต่างก็เห็นไปในแนวเดียวกันนั่นแหละว่า ยังไม่มี “กรรมวิธีทางทหาร” ใดๆ ที่จะสามารถเปิดช่องแคบดังกล่าวให้หวนกลับมาเป็นเช่นเดิมได้เลย ถ้าหากไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากอิหร่านเขา ดังนั้น...“ทางเลือกที่เลวร้ายน้อยที่สุด” ไม่ว่าสำหรับอเมริกาหรือโลกทั้งโลก ก็คือหนีไม่พ้นต้องหาทางเจรจา หาเงื่อนไขและข้อตกลงที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย หรือทุกๆฝ่ายเหมือนดังที่ตุรกี ตุรเคีย เขาได้รับมอบหมายให้บริหาร จัดการ ช่องแคบดาร์ดะเนลส์ (Dardanelles Strait) อะไรทำนองนั้น... 

แต่เมื่อยิ่งคิดจะใช้กรรมวิธีทางทหารในการแก้ปัญหาดังกล่าว...ไม่ใช่แค่ช่องแคบ “Hormuz” เท่านั้นที่ยังเปิดไม่ได้แต่ยังลามไปถึงช่องแคบ “Bab el-Mandeb”ที่มีความกว้างราวๆ 26-32 กิโลเมตร มีเกาะภูเขาไฟ“Perim” แทรกอยู่ระหว่างช่องทางเดินเรือ จนกลายเป็นสภาพ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ช่วยให้กองกำลังนักรบ “Houthis” แห่งเยเมน หนึ่งในบรรดาพันธมิตรผู้ต่อต้าน หรือ “The Axis of Resistance” ฝ่ายเดียวกับอิหร่านที่ได้ออกมาป่าวประกาศปิดล้อมเส้นทางดังกล่าวไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์ เกิดความได้เปรียบในการควบคุมเส้นทางเดินเรือในบริเวณนี้ได้อย่างเป็นเนื้อ-เป็นหนัง... 

หรือทำให้ไม่ใช่แค่การขนส่ง ขนถ่ายพลังงานจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของโลกผ่านช่องแคบ “Hormuz” เท่านั้น ที่เกิดอาการติดๆ ขัดๆ แต่ปริมาณน้ำมันอีกถึงประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการโลกในแต่ละวัน ที่อภิมหาเศรษฐีน้ำมันซาอุฯ ท่านพยายามกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งผ่านท่อส่งน้ำมัน “Sumed Pipeline” ไปยังทะเลแดงและคลองสุเอซ ผ่านช่องแคบ “Bab el-Mandeb” ก็พลอยมีอันติดๆ ขัดๆ ตามไปด้วยอย่างช่วยอะไรไม่ได้ อีกทั้งยังทำให้ปริมาณการค้าขายสินค้าประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ของโลกที่เคยอาศัยเส้นทางดังกล่าวเชื่อมโยงยุโรป เอเชียแอฟริกา เลยพลอยต้อง“ซวยไปด้วย” ไม่ว่าจะซวยมาก-ซวยน้อยไปตามสภาพ... 

นี่...อันนี้นี่แหละ ที่มันจะทำให้ “เละ-กับ-เละ” หรือ“ฉิบหาย-กับ-ฉิบหาย” กันไปทั่วทั้งโลก เพราะไม่ใช่แค่ขาดน้ำมันขาดแก๊สแต่เพียงเท่านั้น บรรดาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ ไม่ว่ากำมะถัน แอมโมเนีย ฮีเลียม ยูเรีย ฯลฯก็พลอยต้องขาดไปด้วย นั่นยังไม่รวมไปถึงสินค้าอุปโภค บริโภคนานาชนิด ที่ถูกเรียงร้อยเป็น “ห่วงโซ่อุปทาน”ย่อมมีอันต้องขาดสะบั้นเอาดื้อๆ โอกาสที่โลกทั้งโลกไม่เพียงหนีไม่พ้นต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ “Recession” เท่านั้น แต่อาจไปไกลถึงขั้นเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ “Depression” เอาเลยก็เป็นได้ เผลอๆ...อาจหนักเสียยิ่งกว่าครั้ง “The Great Depression” หรือช่วงอภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจปี ค.ศ. 1930 ที่เศรษฐกิจตกต่ำราวๆ20 เปอร์เซ็นต์ แต่ครั้งนี้...ว่ากันว่าอาจต่ำเตี้ยเรี่ยดินราวๆ30 เปอร์เซ็นต์เอาเลยด้วยซ้ำ!!! 

สำหรับประเทศในตะวันออกกลาง ไม่ว่าซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน คูเวต ยูเออี จอร์แดน และแม้กระทั่งโอมานที่ถูกคุณพ่ออเมริกาใช้เป็นฐานปฏิบัติการในการเล่นงานอิหร่านนั้น ไม่ว่าจะ “Recession” หรือ“Depression” ยังไงๆ...ก็น่าจะเละ-กับ-เละอยู่แล้วแน่ๆ โดยเฉพาะถ้าการโจมตีอิหร่านโดยกองทัพอเมริกันเที่ยวนี้ มุ่งเป้าไปยังสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อให้อิหร่านกลับไปสู่ “ยุคหิน” หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที เพราะด้วยการตอบโต้ในแบบ “มึงมั่ง-กู-มั่ง” ของฝ่ายอิหร่าน ย่อมส่งผลให้บรรดาประเทศเหล่านี้ที่เกิดจากการขีดเส้นแบ่งแผนที่ของฝ่ายตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ เกิดความสับสน ระส่ำระสาย เกิดแรงกดดันจากปัญหาภายใน จนอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงแบบชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังตีน หรือหลังตีนเป็นหน้ามือ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลถึงระดับ 80-90 เปอร์เซ็นต์ พึ่งพารายได้จากการส่งออกพลังงานเพียงลูกเดียวเท่านั้น... 

แต่สำหรับประเทศที่อยู่ห่างออกไปจากแนวรบ หรือจากสมรภูมิดังกล่าว ก็ใช่ว่าจะ “อยู่-รอด-ปลอดภัย” กันได้ง่ายๆ แม้แต่ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาก็เถอะ ที่เมื่อครั้งต้องเจอกับ “อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ” ปีค.ศ.1930 หลังจากนั้นเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ก็มีอันต้องเจอกับ “การเปลี่ยนแปลงการปกครอง” หรือ “การปฏิวัติ 2475” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะปกครองกันด้วย “ระบอบสีน้ำเงิน” อันมี “เสี่ยหนู-อนุทิน” เป็นตัวยืนมี “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” เป็นของแถม หรือ “ระบอบสีส้ม” อันมี “เสี่ยเท้ง” ออกนอกหน้า มี“เสี่ยธนาธร” อยู่เบื้องหลัง หรือ “ระบอบสีแดง” อันมี “ไก่เชน” เป็นพระเอก มี “อดีตนักโทษชาย” เป็นตัวร้าย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่น่าจะ “เอาไม่อยู่” ไปด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น...อะไรจะเกิดขึ้นนับแต่นี้ไป ก็คงมีแต่ “พระสยามเทวาธิราช” เท่านั้นเอง ที่พอจะให้ “คำตอบ” ได้แบบแจ่มแจ้ง ชัดเจน...