คดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะนี้แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การสอบสวนทางวินัยของกระทรวงมหาดไทย และการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและมีคำสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งชั่วคราวรวม 5 ราย ประกอบด้วย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายปิยะ คังกัน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารงานบุคคลท้องถิ่นและเลขานุการ กสถ.นางสาวบุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และข้าราชการ สถ.อีก 2 รายที่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ
ในส่วนของ ป.ป.ช.ได้ขยายการไต่สวนไปถึง 55 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรของกรมสถ.กรรมการ กสถ.ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลอดจนบุคคลภายนอกที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต โดยมีผู้ที่ถูกเปิดเผยชื่อแล้ว เช่น นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดี สถ.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล นายปิยะ คังกัน นายอัธยา นวลอุทัย นายเรืองเดช ศิริกิจ และนางสาวบุรณี แพรโรจน์ ทั้งนี้ การถูกตั้งกรรมการสอบหรือถูกไต่สวนยังไม่ใช่การชี้ว่ามีความผิด แต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย
แต่ทำไมไม่มีรายชื่อนักการเมืองหากไล่เรียงลงไปคนสองคนที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยที่กำกับดูแลกรม สถ.มาเกือบตลอด
หากเรียงลำดับเหตุการณ์ของโครงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่เริ่มจัดทำโครงการจนถึงประกาศผลสอบ จะเห็นว่าโครงการนี้พาดผ่านอธิบดีกรม สถ.หลายคน แต่ฝ่ายการเมืองที่กำกับดูแลส่วนใหญ่ยังเป็นชุดเดิมในช่วงเริ่มต้น ก่อนจะเปลี่ยนในช่วงสั้นๆ และกลับมาอีกครั้งในช่วงจัดสอบและประกาศผล
ช่วงแรกคือการจัดทำโครงการ การกำหนด TOR และการจัดซื้อจัดจ้าง แม้การเตรียมงานจะเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2567 แต่กระบวนการสำคัญทั้งการกำหนดรายละเอียดโครงการ การประกวดราคา และการคัดเลือกมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้เป็นผู้ดำเนินการสอบ เกิดขึ้นในช่วงที่ นายนฤชา ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม สถ.ขณะที่ฝ่ายการเมือง นายอนุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมายกำกับดูแลกรมสถ.โดยตรง
ต่อมาเข้าสู่ช่วงรับสมัครสอบระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2568 ซึ่งยังอยู่ในยุคของนายนฤชา เช่นเดียวกัน การออกประกาศรับสมัคร การกำหนดสนามสอบ และการเตรียมการสอบทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารของอธิบดีคนนี้ ขณะที่ฝ่ายการเมืองยังคงเป็นนายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยที่กำกับดูแลกรม สถ.
หลังจากนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วงกลางปี 2568 ทำให้ ภูมิธรรม เวชยชัย เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายราชการมีการเปลี่ยนอธิบดีจาก นายนฤชา เป็น ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของฝ่ายบริหาร ยังไม่ใช่ช่วงจัดสอบหรือประกาศผลสอบ
เมื่อถึงการจัดสอบในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 รวมทั้งการตรวจกระดาษคำตอบ การประมวลผลคะแนน และการส่งข้อมูลผลสอบจากผู้รับจ้างกลับมายังกรม สถ.อธิบดีที่ดำรงตำแหน่งคือ นายธีรุตม์ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เปลี่ยนกลับมาเป็นรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายทรงศักดิ์ รับผิดชอบกำกับดูแลกรม สถ.อีกครั้ง
ช่วงสุดท้ายคือการประกาศผลสอบ การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ปัจจุบันกำลังถูกตรวจสอบว่ามีความผิดปกติของคะแนน ก็ยังอยู่ในยุคของนายธีรุตม์ เป็นอธิบดีกรม สถ.ส่วนฝ่ายการเมืองยังคงเป็นนายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยที่กำกับดูแลกรม
เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะจนถึงขณะนี้ ผมประเมินว่า จุดที่ควรถูกตรวจสอบเข้มข้นที่สุดไม่ใช่ห้องสอบหรือขั้นตอนตรวจกระดาษคำตอบ แต่คือช่วงรับมอบไฟล์คะแนนจากผู้รับจ้าง การจัดทำไฟล์คะแนนฉบับสุดท้าย และการประกาศผลสอบ ซึ่งอยู่ในสายงานของกรม สถ.และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานหรือบุคคลใดมีความผิด แต่เป็นช่วงของกระบวนการที่จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงมากที่สุด
เหตุผลสำคัญคือ มศว ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตั้งแต่ออกข้อสอบ จัดสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ ประมวลผลคะแนน และจัดทำข้อมูลผลสอบ ก่อนส่งมอบให้กรมสถ.ส่วนกรมและคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นผู้รับมอบข้อมูล รับรองผล และประกาศผลอย่างเป็นทางการ ดังนั้น หากพบว่าคะแนนที่ประกาศแตกต่างจากข้อมูลต้นทาง ย่อมต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าความแตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนใด
สิ่งที่ทำให้น้ำหนักความสนใจตกอยู่ที่รอยต่อระหว่างผู้รับจ้างกับกรม คือการตรวจสอบย้อนหลังที่พบผู้สอบผ่านจำนวน 5,814 ราย ซึ่งมีข้อมูลคะแนนผิดปกติและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบกับข้อมูลที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งสภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยว่า มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลดิจิทัลและการเก็บรักษาไฟล์ผลสอบ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ยังต้องรอผลพิสูจน์จากหน่วยงานสอบสวนและพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือการส่งมอบข้อมูลผลสอบผ่านแฟลชไดรฟ์จำนวนมาก การเก็บรักษาหลักฐานดิจิทัล และวิธีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งมีรายงานว่าบางส่วนยังมีข้อสงสัยเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยของไฟล์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่ใช่ข้อยุติว่ามีการแก้ไขข้อมูลหรือมีผู้ใดกระทำความผิด
ในส่วนของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเอง ก็ยังต้องได้รับการตรวจสอบควบคู่กันไปในฐานะผู้จัดสอบ ผู้ประมวลผลคะแนน และผู้ส่งมอบข้อมูลต้นทาง เพราะหากสามารถพิสูจน์ได้ว่าไฟล์ต้นฉบับของมหาวิทยาลัยตรงกับกระดาษคำตอบทุกประการ ขณะที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงหลังจากส่งมอบแล้ว น้ำหนักของการตรวจสอบก็จะเคลื่อนมาที่ขั้นตอนการรับมอบ การจัดทำไฟล์คะแนนฉบับสุดท้าย และการประกาศผล แต่หากพบความผิดปกติตั้งแต่ต้นทาง ก็ย่อมต้องตรวจสอบกระบวนการของผู้รับจ้างเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน การพบสำเนากระดาษคำตอบจำนวนหลายพันราย และข้อกล่าวหาเรื่องเครือข่ายนายหน้าจัดหาผู้สอบ เป็นอีกมิติหนึ่งของคดีที่ต้องแยกออกจากประเด็นการเปลี่ยนแปลงคะแนน เพราะการมีรายชื่อผู้ที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำให้ผลสอบเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่มีผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลคะแนนหรือระบบประกาศผลของทางราชการ
ท้ายที่สุด คดีนี้ไม่ได้มีคำถามเพียงว่า “ใครโกงข้อสอบ” แต่มีคำถามสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “คะแนนที่ประกาศเป็นผลสอบอย่างเป็นทางการ เปลี่ยนจากข้อมูลต้นฉบับได้อย่างไร” หากพิสูจน์ได้ว่าภาพกระดาษคำตอบกับคะแนนที่ประกาศไม่ตรงกัน ก็ย่อมหมายความว่าจะต้องมีช่วงใดช่วงหนึ่งของกระบวนการที่ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลง และคำตอบของคดีอาจไม่ได้อยู่ในห้องสอบ แต่อยู่ในเส้นทางการรับส่งไฟล์ การจัดทำข้อมูล การรับรองผล และการประกาศผลของระบบทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมควรรอคำอธิบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตั้งอยู่บนพยานหลักฐานมากกว่าข้อสันนิษฐาน
เมื่อไล่เรียงเหตุการณ์การทุจริตที่คำนวณเป็นวงเงินมหาศาลถึง 4,500 ล้านบาท มันง่ายไปไหมที่กระทำอย่างอุกอาจโดยข้าราชการไม่กี่คนที่ถูกสอบสวน โดยไม่มีข้อสงสัยไปยังนักการเมืองเลย
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


