นับเป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (ศูนย์ข้อมูล) เมื่อผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก (หญิงแกร่งที่นั่งเก้าอี้นี้เป็นหญิงคนแรก-และกำลังถูกจับตาจะลงสมัคร ปธน.ในปี 2028?) Kathy Hochul-ได้ลงนามประกาศคำสั่งหยุด (Moratorium) การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ Super Scale (ขนาดความจุ 20-50 MWS) ตลอดทั้งรัฐนิวยอร์กเป็นเวลา 1 ปี
นิวยอร์กจึงนับเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ผู้ว่าการหญิงเหล็กนี้กล้าหาญออกคำสั่งนี้ ทั้งๆ ที่มีแรงกดดันจากเหล่าธุรกิจไอทีจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสมาชิกสภาบางส่วนของรัฐนิวยอร์กออกมาประณามเธออย่างมากว่า เธอกำลังขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองของรัฐ และจะทำให้รัฐนิวยอร์กวิ่งไล่ไม่ทันรัฐอื่นๆ ในการดึงดูดการลงทุนในการสร้างงาน ยิ่งรัฐนิวยอร์กเป็นรัฐชั้นแนวหน้าของสหรัฐฯ ที่มีมหานครนิวยอร์กที่เป็นเสมือนเมืองหลวงของทั้งโลกที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร, การประกัน, การเดินทาง, การท่องเที่ยว, โรงละครบรอดเวย์ เรียกว่าเป็นที่หนึ่งในแทบทุกอุตสาหกรรมบริการ
ในขณะที่อีก 49 รัฐทั่วสหรัฐฯ ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวในระดับรากแก้วคือ ชุมชนที่กำลังรวมตัวกัน เพื่อยื่นเรื่องกดดันให้ผู้ว่าการรัฐประกาศการห้ามเดินหน้าสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีกฎหมายที่รัดกุมโดยเฉพาะเรื่องอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
และมีหลายรัฐที่มีการดำเนินการถึงศาล เพื่อให้หยุดก่อสร้างเพราะได้สร้างผลเสียต่อชุมชนชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้
แน่นอนว่า ที่รัฐนิวยอร์กหลังการตัดสินใจของผู้ว่าการรัฐ ก็มีเสียงปรบมือสรรเสริญไม่เพียงจากชาวบ้านที่ได้เคลื่อนไหวมาตลอดปี แต่เหล่านักการเมืองระดับชาติที่นั่งอยู่ในสภาล่างและวุฒิสภาที่ดี.ซี. ก็ออกมาสรรเสริญกับการใช้อำนาจของท่านผู้ว่าการรัฐหญิงแกร่งท่านนี้
มีการร้องเรียนถึงสภาแห่งรัฐหรือผู้ว่าการ ไม่ว่าจะเป็นที่มิชิแกน, เซาท์แคโรไลนา, เวอร์จิเนีย, เพนซิลเวเนีย เป็นต้น ที่กำลังพิจารณาเพื่อระงับ (ชั่วคราว) การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์...รวมทั้งมีการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นศาลที่เทกซัส, นิวเจอร์ซีย์, มิชิแกน ที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากดาต้าเซ็นเตอร์ต่อชีวิตของชุมชน
สาเหตุสำคัญคือ การแย่งใช้น้ำ, ใช้ไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำประปาของชาวบ้านพุ่งสูงขึ้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ต้องเดินเครื่องตลอด 24 ชม.ด้วย และต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมากเพื่อทำหน้าที่หล่อเครื่องระบายความร้อน
ชาวบ้านยังเจอกับคลื่นความร้อนที่กระจายออกมาจากดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดเวลา และบางชุมชนทนไม่ไหวกับเสียง “หึ่ง-หึ่ง” จากการเดินเครื่องของดาต้าเซ็นเตอร์
ด้านการจ้างงานนั่นรึ ก็มีแต่เฉพาะตอนก่อสร้างอาคารและติดตั้งเครื่องนั่นแหละ ที่ใช้แรงงานการก่อสร้างหลังจากติดตั้งเครื่องเสร็จ จะมีพนักงานจำนวนน้อยมากที่ทำงานในดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะมีแต่เหล่าเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญด้านวิชาชีพเฉพาะที่คอยดูแลกำกับเครื่องไฟฟ้าแรงสูงเหล่านั้น
ไม่เพียงชาวบ้านรอบๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องขมขื่นที่ตั้งบ้านเรือนก่อนที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะมาเปิดใช้งาน แต่เหล่าธุรกิจและโรงงานผลิตในสหรัฐฯ ก็เริ่มมีปฏิกิริยาไม่พอใจเช่นกันที่ต้องแย่งน้ำประปาและไฟฟ้ากับดาต้าเซ็นเตอร์เช่นกัน
รายงานข่าวของรอยเตอร์เมื่อ 7 กรกฎาคมว่า ในหลายรัฐของเขตอุตสาหกรรมทางตอนกลางและทางตะวันออกของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการแย่งไฟฟ้า และน้ำประปากับเหล่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเปิดกิจการเป็นดอกเห็ด
ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตอิฐมานานเก่าแก่ถึง 141 ปี ชื่อ Belden Brick ที่รัฐโอไฮโอโดนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปี 2025 (เทียบกับปี 2024) ถึง 90% จาก 1,600 ดอลลาร์ต่อเดือน เพิ่มเป็น 12,000 ดอลลาร์
ทำให้บริษัทต้องปรับขึ้นราคาอิฐขึ้นไป 4%...ขณะเดียวกัน กำไรบริษัทก็ลดลง
รัฐโอไฮโอค่าไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 26% (เทียบ 2025 จาก 2024)
ที่รัฐเพนซิลเวเนียค่าไฟสูงขึ้น 31% (เทียบ 2025 จาก 2024)
ขณะที่ค่าเฉลี่ยไฟฟ้าทั้งประเทศสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 7% เท่านั้น
เหล่าอุตสาหกรรมผู้ผลิตเหล่านี้ต่างกดดันให้มีการแยกgrid ที่จะส่งกระแสไฟฟ้าไปที่โรงงานอุตสาหกรรมแยกออกจากไฟฟ้าที่จะส่งไปยังดาต้าเซ็นเตอร์
หลังจากรัฐนิวยอร์กออกคำสั่งระงับการก่อสร้างชั่วคราวครั้งนี้ น่าจะมีรัฐอื่นๆ ตามมาติดๆ
รวมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ที่หัวใสพยายามลดขนาดให้เล็กกว่า 20 MW อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และอีกหลายๆ เมืองในสหรัฐฯ ซึ่งก็ยังส่งผลต่อการดูดเอาน้ำและไฟไปจากชุมชนและธุรกิจใกล้เคียงด้วย และมิวายส่งคลื่นความร้อนกระจายไปบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน รวมทั้งยังต้องเพิ่มค่าไฟต่อชาวบ้าน (และธุรกิจใกล้เคียง) ที่ต้องติดตั้งเพิ่มเครื่องทำความเย็นเพื่อหลบจากคลื่นความร้อนที่ผ่านออกมาจากดาต้าเซ็นเตอร์...และยังมีรังสีสารอื่นๆ ที่จะทำลายสุขภาพมนุษย์พ่วงตามมาด้วยก็เป็นได้
ขณะนี้ มีการแย่งชิงเงินลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียน จนทำให้หน่วยงานดึงดูดการลงทุนของไทย ก็พยายามส่งเสริมทั้งให้แต้มต่อในด้านการลดภาษีมากมาย เพื่อให้มาจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในขณะที่ประชาชนถูกป้อนข้อมูลลวงว่า จะเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศและสร้างงานมหาศาล
เมืองใหญ่ๆ ของไทยคงต้องรีบออกกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ก่อนจะสายเกินไป และยิ่งตอนนี้มีการรีบสร้างกันมากมายเพื่อว่า ถ้ามีกฎระเบียบออกมาจะได้ไม่มีผลย้อนหลัง
เห็นว่า ในกรุงเทพฯ มีตั้ง 30 กว่าแห่งแล้วที่สร้างขึ้นมาแบบเงียบๆ แต่ก็มิวายถูกร้องเรียนจากโรงพยาบาลบางแห่งที่ตั้งอยู่ติดดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ถนนพระราม 9 เพราะเกรงเรื่องคลื่นความร้อน หรือสารรังสีบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
กรุงเทพฯ กำลังเป็นที่กระจุกตัวมากสุดของดาต้าเซ็นเตอร์ และกำลังจะเปิดตัวในไม่ช้าถึงเกือบ 1,000 ราย, ที่นนทบุรีจะมีถึงเกือบ 90 แห่ง, เชียงใหม่อีก 45 แห่ง, สมุทรปราการ 41 แห่ง, ปทุมธานีมี 37 แห่ง, ภูเก็ต 33 แห่ง, ชลบุรี 28 แห่ง, นครราชสีมา 19 แห่ง, ระยอง 13 แห่ง, ขอนแก่น 12 แห่ง โดยรวมทั้งประเทศจะมีเกือบ 1,200 แห่ง
ขณะที่สหรัฐฯ มี 5 พันกว่าแห่ง และที่จีนมีไม่ถึง 500 แห่ง
ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งที่ช่วยในด้านการทำงานของ AI และจำเป็นในหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งจะนำความก้าวหน้าในเทคโนโลยี ที่จะทำให้ทั้งธุรกิจและชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น แต่ราคาที่จะจ่ายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนและธุรกิจใกล้เคียง
ที่สำคัญคือ กฎระเบียบที่จะควบคุมอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ จะต้องรีบออกมา ไม่ใช่อาศัยกฎหมายระเบียบโดยทั่วๆ ไปของการก่อสร้าง และการดำเนินงาน ซึ่งกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้แล้วนั่นเอง


