ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
สำหรับคนไทยที่สนใจติดตามเรื่องราวความเป็นไปของจีนอยู่เสมอแล้ว น่าจะมีสักครั้งที่จะได้ยินถ้อยคำที่ว่า “ไม่ว่าแมวขาวแมวดำ ข้อเพียงจับหนูได้ย่อมนับเป็นแมวดี” มาก่อน เพราะเป็นถ้อยคำที่มีชื่อเสียงที่มาจากคำกล่าวของเติ้งเสี่ยวผิง (1904-1997) อดีตผู้นำจีนที่นำจีนเข้าสู่ยุคปฏิรูปจนทำให้จีนเป็นจีนดังที่เห็นในวันนี้
ถ้อยคำข้างต้นมีความหมายว่า ไม่ว่าแนวทางใดหากนำไปสู่ความสำเร็จได้ แนวทางนั้นย่อมเป็นแนวทางที่ดี โดยเติ้งกล่าวถ้อยคำนี้ครั้งแรกเมื่อปี 1962 ในขณะสนทนาแลกเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาคเกษตร ซึ่งในเวลานั้นกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจที่มีมาก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี
ตอนที่เติ้งกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้น จีนอยู่ในช่วงที่ใช้แนวทางเศรษฐกิจสังคมนิยมอย่างเข้มข้น แต่เมื่อแนวทางนี้ประสบปัญหาจนต้องเร่งแก้ไข เติ้งจึงคิดว่า หากยึดแนวทางสังคมนิยมแล้วยังแก้ไม่ได้ก็ควรหาแนวทางอื่นมาแก้ ไม่ควรติดยึดอยู่กับแนวทางสังคมนิยม อย่างน้อยก็ในเฉพาะหน้านี้ที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
ตอนที่เติ้งยกถ้อยคำดังกล่าวขึ้นมานั้น เติ้งได้เท้าความไปเมื่อครั้งที่ตนกำลังเคลื่อนไหวปฏิวัติร่วมกับอดีตแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกคนหนึ่งคือ หลิวป๋อเฉิง (1892-1986) โดยเติ้งเล่าว่า เวลาจะวางแผนอะไร หลิวมักอ้างสุภาษิตซื่อชวน (เสฉวน) ว่า “ไม่ว่าแมวเหลืองหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ย่อมนับเป็นแมวดี” อยู่เสมอ
เรื่องที่เติ้งเล่านั้น เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังทำสงครามกับรัฐบาลพรรคกั๋วหมินต่าง (ก๊กมินตั๋ง) การวางแผนการรบจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้น ที่หลิวป๋อเฉิงยกสุภาษิตซื่อชวนขึ้นมาอ้างนั้นก็เพื่อจะบอกว่า จะรบด้วยแผนอะไรก็ได้ ขอให้ชนะก็ถือว่าแผนนั้นเป็นแผนที่ดีนั้นเอง
ถึงตรงนี้ก็ทำให้รู้ว่า สุภาษิตดังกล่าวมีถ้อยคำเดิมของแมวเป็นแมวสีเหลือง ไม่ใช่แมวสีขาวดังที่เติ้งพูด ซึ่งเติ้งก็คงพูดเอาความหมายมากกว่าจะเอาความแม่นยำจากคำเดิม แต่หากจะว่าให้ถูกต้องตามถ้อยคำเดิมจริง ๆ แล้วก็ต้องว่า “แมวเหลือง แมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวดี”
ภาษาจีนคือ ฮว๋างเมา เฮยเมา จื่อเย่าจัวจู้เหลาสู่จิ้วซื่อเห่าเมา” (黄猫、黑猫,只要捉住老鼠就是好猫)
การที่เติ้งอ้างว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นสุภาษิตที่ชาวซื่อชวนนำมาพูดอยู่เสมอนั้น ทำให้เรารู้ในเบื้องต้นว่า สุภาษิตดังกล่าวไม่ใช่สร้างโดยเติ้ง และเติ้งก็พูดอยู่เสมอว่า ถ้อยคำนี้คือสุภาษิตซื่อชวน ไม่ได้สมอ้างว่าเป็นของตน เพียงแต่เติ้งอ้างต่อจากหลิวป๋อเฉิงมาอีกโสดหนึ่งเท่านั้น
แต่ที่เข้าใจกันว่าเป็นถ้อยคำของเติ้งก็เพราะว่า เติ้งมักยกเอาถ้อยคำหรือสุภาษิตนี้มาใช้อ้างบ่อยครั้ง จนคนฟังเข้าใจว่าเป็นถ้อยคำของเติ้ง และนั่นก็คือการรับรู้ในเบื้องต้น แต่สิ่งที่ผู้คนอาจรู้กันน้อยก็คือ ในเบื้องปลายแล้วถ้อยคำดังกล่าวได้นำภัยมาให้เติ้งด้วย
กล่าวคือ ตอนที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ขึ้นนั้น เติ้งถูกพวกยามพิทักษ์แดง (Red Guards) กล่าวหาว่า กำลังนำพาประเทศจีนไปสู่แนวทางทุนนิยม
พวกยามพิทักษ์แดงให้เหตุผลว่า การที่เติ้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเลือกใช้แนวทางใดก็ได้นั้น เท่ากับว่าเติ้งไม่ยึดมั่นในแนวทางสังคมนิยม โดยปริยายเติ้งก็อาจนำเอาแนวทางทุนนิยมมาใช้ก็ได้ จากนั้นพวกยามพิทักษ์แดงก็สาธยายว่าเติ้งเป็นทุนนิยมอย่างไร แล้วให้เติ้งสารภาพว่าตนเป็นเช่นนั้นจริง
อันที่จริงแล้วเติ้งไม่ได้ผิดอะไรหนักหนา แต่เติ้งก็ยอมรับสารภาพตามแรงกดดันนั้น เมื่อสารภาพแล้วพวกยามพิทักษ์แดงก็ไม่อาจใช้ความรุนแรงอันใดมาบีบบังคับเติ้งได้อีก ทำได้ก็แต่ลงโทษเติ้งด้วยการกักบริเวณเติ้งอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ส่งเติ้งไปเป็นหัวหน้าคนงานในโรงงานแห่งหนึ่งที่อยู่ในมณฑลเจียงซี
การที่เติ้งถูกลงโทษเช่นนั้นถือเป็นโทษสถานเบามาก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำอีกหลายคนที่ถูกลงโทษในขณะนั้น ซึ่งบางคนถูกประทุษร้ายด้วยการทรมานจนตาย บางคนก็พิการ บางคนก็เสียสติ บางคนก็เปลี่ยนนิสัยไปเป็นคนละคน ฯลฯ
ที่สำคัญ การลงโทษดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น
หลังจากที่เติ้งได้รับการอภัยโทษแล้ว เติ้งก็กลับมาเวทีการเมืองอีกครั้งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 1974 นั้น การกลับมาครั้งนี้เติ้งไม่ได้กล่าวถ้อยคำ “แมวจับหนู” อีกเลย แต่แล้วในต้นปี 1976 เติ้งก็ถูกลงโทษด้วยข้อกล่าวหาเดิม ๆ อีกครั้งหนึ่ง โดยพวกยามพิทักษ์แดงไปขุดเอาเรื่องเก่า ๆ มาใช้ซ้ำอีก จนทำให้เติ้งต้องหลุดจากตำแหน่งอีกครั้ง แต่คราวนี้เติ้งไม่ได้ถูกส่งไปไหน หากถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น
หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือนต่อมา แกนนำที่ก่อการการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้นมาก็ถูกปราบลงในเดือนตุลาคม 1976 พอปี 1977 เติ้งก็หวนคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้งหนึ่ง การกลับมาคราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ตรงที่ว่า เติ้งได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างสูง ด้วยทุกคนได้รู้แล้วว่า เติ้งคือผู้นำสูงสุดของจีนที่มาแทนที่เหมาเจ๋อตง (1893-1976) ที่ถึงแก่อสัญกรรมไปไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น
ถึงแม้เติ้งจะมีตำแหน่งทางการเมืองในระดับ “รอง” ในรัฐบาลมาโดยตลอดก็ตาม
จนก่อนสิ้นปี 1978 ไม่กี่วัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ประกาศปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ โดยเป็นที่รู้กันว่า เติ้งเป็นเจ้าของความคิดดังกล่าว ตอนนี้เองที่ถ้อยคำ “แมวจับหนู” ได้หวนกลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่คราวนี้คนที่กล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเติ้งอีกต่อไป หากเป็นใครก็ได้ที่เห็นด้วยกับการปฏิรูป
เหตุดังนั้น ตอนที่จีนเริ่มเข้าสู่ยุคปฏิรูปอย่างจริงจังในปีรุ่งขึ้น 1979 นั้น ถ้อยคำหรือที่ถูกคือสุภาษิตซื่อชวนก็ถูกยกมาใช้กับยุคปฏิรูป จากนั้นมาเศรษฐกิจจีนก็เจริญเติบโตเรื่อยมาจนจีนกลายเป็นจีนอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ และเป็นจีนที่เลือก “แมว” มาจับ “หนู” โดยไม่เลือกสีของแมวอีกต่อไป
นั่นคือ จะเป็น “แมวเหลือง แมวดำ” ไม่สำคัญ “ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวดี”
จากที่เล่ามานี้จะเห็นได้ว่า สุภาษิต “แมวจับหนู” ดังกล่าวมีพัฒนาการในตัวเอง คือจากที่เป็นสุภาษิตธรรมดา ๆ ที่คนซื่อชวนหรือเสฉวนจะยกขึ้นมากล่าวเมื่อไรก็ได้นั้น ก็กลับกลายมาเป็นสุภาษิตที่ถูกนำมาชี้นำสงคราม พอเสร็จจากชี้นำสงครามก็ถูกนำมาชี้นำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ
และคนที่ยกเอาสุภาษิตนี้มาใช้ก็คือ เติ้งเสี่ยวผิง โดยยกมาใช้อ้างบ่อยครั้งจนใครต่อใครคิดว่าเป็นคำพูดของเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ และเขาเองก็บอกว่าเป็นสุภาษิตเสฉวน ตราบจนเมื่อจีนใช้สุภาษิต “แมวจับหนู” จนสำเร็จแล้ว สุภาษิตนี้ก็ได้รับการกล่าวอ้างจากบุคคลชาติอื่นเวลาที่จะพูดถึงแผนการหรือแนวทางใด ๆ ของตน
จนสุภาษิต “แมวจับหนู” (猫捉老鼠) นี้กลายเป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจไปแล้วก็ว่าได้


