คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
การที่จะอธิบายการเมืองการปกครองสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพ ประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสวีเดนหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 โดยเฉพาะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1734 ที่เริ่มมีการก่อตั้งกลุ่มการเมืองที่เรียกว่า the Hats และได้พัฒนาเป็นพรรคการเมืองในเวลาต่อมา กระทั่งนำไปสู่การเกิดพรรค the Caps ในปี ค.ศ. 1739 อันทำให้การเมืองสวีเดนกลายเป็น “การเมืองแบบฝักฝ่ายอย่างเข้มข้นรุนแรง”
และนอกจากการเมืองแบบฝักฝ่ายนี้จะเกิดจากความขัดแย้งเห็นต่างในทางนโยบายต่างประเทศและการฝักใฝ่มหาอำนาจต่างชาติที่แตกต่างกันแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้วอย่างรุนแรงคือการใช้เงินที่ได้จากการสนับสนุจากมหาอำนาจต่างชาติของแต่ละขั้วการเมืองซื้อเสียงในการลงคะแนนในเรื่องต่างๆ ในสภาฐานันดร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงคะแนนเสียงเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในสภาบริหารและคณะกรรมาธิการต่างๆ ส่งผลให้เสียงส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นคนของพรรคการเมือง
ทั้งนี้ การที่พรรค the Hats ครองอำนาจมาตั้งแต่ ค.ศ. 1739 ทำให้เสียงส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดในสภาบริหารลงคะแนนไปในทางเดียวกันตามที่พรรคต้องการ อีกทั้งสภาบริหารยังถูกกำกับและต้องรับผิดชอบดำเนินนโยบายตามมติของสภาฐานันดรที่เสียงส่วนใหญ่จะลงคะแนนจากการขายเสียงให้แก่พรรค the Hats
แน่นอนว่า ภายใต้เงื่อนไขของการครอบงำทางการเมืองที่เกิดจากการเมืองแบบฝักฝ่ายและการซื้อขายเสียงที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ ทำให้พระราชสิทธิ์ในการลงคะแนนของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความหมายแต่อย่างไร
และถ้าหากลองจินตนาการเข้าไปในพระราชหฤทัยของ Adolf Frederick ที่ต้องทรงเข้าร่วมประชุมสภาบริหารภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าวที่สมาชิกสภาบริหารเป็นคนของพรรค the Hats และลงคะแนนผ่านการรับเงินสินบนจากผู้จัดการพรรคที่รับเงินมาจากต่างชาติอีกทอดหนึ่ง การลงคะแนนเสียงทุกครั้งย่อมคาดผลได้อยู่แล้วว่าจะออกมาอย่างไร จึงไม่มีเหตุผลที่จะเข้าประชุม
การปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความไม่มีเหตุมีผล และย่อมเข้าใจได้ว่า ทำไมพระองค์จึงทรงยืนยันและอ้างการมีพระราชสิทธิ์ในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งบุคคลใดก็ตามที่พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยและทำไมพระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสต่อที่ว่า “หากเรามีสิทธิ์มีเสียงอยู่เพียงนั้น เราก็จะมีความสำคัญน้อยกว่าคนที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในประเทศนี้ เพราะคนเหล่านั้นไม่มีใครมาบังคับให้ต้องทำอะไรที่สวนทางมโนสำนึกของตัวเอง” เพราะสามัญชนสวีเดนยังมีเสรีภาพที่จะใช้สิทธิ์ของตัวเองในการลงคะแนนในที่ประชุมสภาท้องถิ่นหรือ “ting” ดังนั้น พระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ก็ทรงจำเป็นต้องพิทักษ์ปกป้องเสรีภาพของพระองค์ด้วย
แน่นอนว่า ในสายตาของพระองค์และคณะเจ้า การปกครองภายใต้รัฐบาล the Hats ต่างหากที่เป็นอัตตาธิปไตยอภิชน (aristocratic autocracy)
และถ้าว่ากันตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่ต่อต้านสมบูรณาญาสิทธิราชย์และอัตตาธิปไตย แต่อย่างที่กล่าวไปแล้ว่า รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องต่อต้านอัตตาธิปไตยโดยพระมหากษัตริย์ (royal autocracy) เท่านั้น ดังนั้น การต่อต้านการปกครองภายใต้อัตตาธิปไตยอภิชน the Hats ก็เป็นสิ่งที่สามารถอ้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน
เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ไม่ทรงใช้พระราชอำนาจสามารถออกกฎหมายหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ได้โดยลำพังพระองค์เอง เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และป้องกันมิให้เกิดอัตตาธิปไตย แต่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจร่วมกับกรรมการในสภาบริหารโดยพระองค์และกรรมการมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน และหากผลการลงคะแนนเสียงก้ำกึ่ง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ให้เป็นพระราชสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ที่จะใช้พระราชอำนาจตัดสินไปในทางใดทางหนึ่ง โดยบัญญัติให้พระองค์ทรงสามารถออกเสียงได้อีกครั้งหนึ่งเป็นเสียงตัดสินสุดท้าย
และหากการเมืองมิได้แตกแยกเป็นฝักฝ่ายเป็นพรรคการเมืองที่ต่อสู้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเพียงสองพรรค นั่นคือ กรรมการสภาบริหารมีความเป็นอิสระในการลงคะแนนเสียงโดยไม่อยู่ภายใต้การเป็นฝักฝ่ายหรือถูกครอบงำจากพรรคใดพรรคหนึ่ง เสียงสุดท้ายของพระมหา กษัตริย์ก็จะเป็นเสียงที่มีความสำคัญยิ่ง
ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720: การไม่คาดการณ์ถึงการเมืองแบบฝักฝ่ายที่ขัดแย้งรุนแรง
ผู้วิจัยเห็นว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมิได้คาดการณ์ว่า การเมืองสวีเดนจะพัฒนาผันแปรไปสู่การเกิดพรรคการเมืองและกลายเป้นการเมืองแบบฝักฝ่ายที่แตกแยกอย่างรุนแรง ซึ่งจริงๆ แล้ว การเกิดพรรคการเมืองทั้ง the Hats และ the Caps ขึ้นในยุคแห่งเสรีภาพก็เป็นถือเป็นการกำเนิดพรรคการเมืองครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนที่ไม่เคยมีเค้าลางมาก่อนด้วย อีกทั้งการเมืองภายใต้รัฐบาล Horn ก็ยังไม่ได้แบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่าย
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Horn ไม่นิยมที่จะเล่นการเมืองแบบนั้น แต่เขาจะขับเคลื่อนการเมืองในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเมือง มากกว่าจะเป็นพวกเป็นฝ่าย ที่จะต้องไม่ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายตรงข้ามเสมอ และภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวนี้ อาจจะทำให้ Frederick I ทรงสามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญได้
ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ Adolf Frederick ทรงขัดขืนและ “ตีรวน” มติของสภาบริหารและสภาฐานันดร ก็เพราะพระองค์ได้รับการสนับสนุนผลักดันจาก Louisa Ulrika สมเด็จพระราชินีผู้ทรงมีบุคลิกภาพเข้มแข็งและมีความเป็นผู้นำและทรงพระปรีชา รวมทั้งการเกิดคณะเจ้าในฐานะเป็นพรรคการเมืองที่สามในการเมืองสวีเดน
ทางเลือกของฝ่ายเจ้า
ดังนั้น ภายใต้สภาพการณ์ดังกล่าว การที่ Adolf Fredrick จะหลุดออกจากปัญหาดังกล่าว มีเพียงสองทางเท่านั้น นั่นคือ
1. ยอมรับสภาพของการเป็นอัตตาธิปไตยภายใต้สภาฐานันดร หรือ
2. ขัดขืนต่อสู้เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ยังแยกย่อยออกเป็นสองกรณี นั่นคือ
2.1 แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยปรับสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ สภาบริหารและสภาฐานันดรให้ได้สมดุลใหม่ภายใต้เงื่อนไขการเมืองแบบฝักฝ่ายของพรรคการเมือง
2.2 แก้ไขหรือยุบเลิกรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ผ่านการปฏิวัติและรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมา
ซึ่งการที่ Adolf Frederick ต้องอยู่บนทางเลือกระหว่างสองทางเลือกนี้ (dilemma) ก็ไม่ต่างจากที่พรรค the Caps ต้องเผชิญหลังจากที่พ่ายแพ้ the Hats อย่างหมดรูป นั่นคือ ทางเลือกระหว่างเป็นกบฏ หรือ ยอมรับสภาพรัฐบาลทรราชภายใต้ the Hats
จะเห็นได้ว่า จากเงื่อนไขทางเลือกสองทางดังกล่าวนี้เองที่ทำให้สมาชิกคณะเจ้าเองก็ยังไม่ลงรอยกันแน่ นอนว่า อะไรจะเป็นเป้าหมายสูงสุดในการต่อสู้ของพวกตน
ทางเลือกของฝ่าย the Hats: อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดร: การใช้ตรายางพระปรมาภิไธย
และแน่นอนว่า สภาฐานันดรภายใต้ the Hats ย่อมเล็งเห็นเงื่อนไขสองทางเลือกดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่า ตัวเลือก 2.2 ย่อมเป็นไปไม่ได้และขัดต่อผลประโยชน์ของ the Hats และอุดมการณ์ทางการเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1718 ที่ต้องการเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และอัตตาธิปไตยของพระมหากษัตริย์
ขณะ เดียวกัน ตัวเลือก 2.1 อาจจะมีความเป็นไปได้ แต่ฝ่าย the Hats เห็นว่า ถ้าให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสามองค์กรสถาบันทางการเมืองหลัก โดยเพิ่มพระราชอำนาจสถาบันพระมหา กษัตริย์ ก็อาจจะเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่อัตตาธิปไตยและสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังนั้น สภาฐานันดรภายใต้ the Hats ที่ครองอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะประนีประนอม สภาฐานันดรได้ตั้งคณะตัวแทนที่เรียกว่า “the Great Deputation” ขึ้นมาสอบสวนกรณีความขัดแย้งในการตีความการแต่งตั้งนายทหารและข้าราชการพลเรือนในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720
และสิ่งที่เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลของผู้ที่อยู่ในสถานะอันได้เปรียบเช่นนั้นพึงกระทำก็คือ การยืนยันตามบทบัญญัติในมาตรา 16 รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่กำหนดไว้ว่า
“ในกรณีที่พระมหากษัตริย์กำลังเสด็จประพาสหรือทรงพระประชวรซึ่งทำให้ไม่สามารถบริหารกิจการของรัฐได้ ให้สภาที่ปรึกษาดำเนินการปกครอง และให้สภาที่ปรึกษาลงนามในเอกสารโดยไม่รอช้า โดยให้ถือว่าเอกสารเหล่านั้นมีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับเอกสารที่องค์พระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยตนเอง ทั้งนี้ ให้สภาที่ปรึกษาใช้หลักการคะแนนเสียงข้างมากในการดำเนินกิจการที่จะเกิดขึ้น แต่ในกรณีที่ปรากฎคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ถือเอาความเห็นของสมาชิกสภาที่ปรึกษาที่อาวุโสที่สุดตัดสิน”
ด้วยเหตุนี้ สภาฐานันดรจึงได้ยุติปัญหาดังกล่าวตามคำแนะนำของ “the Great Deputation” ที่ปรากฏใน the Memoirs on the Services (1756) ที่ถือเป็นเอกสารสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพว่าในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายที่ผ่านมติของสภาบริหาร สภาบริหารมีอำนาจที่จะใช้ตรายางพระปรมาภิไธยประทับลงในกฎหมายนั้นแทนได้เลย
โปรดติดตามตอนต่อไป “ความปั่นป่วนในสภาฐานันดร: การประท้วงและการก่อกระแสของตัวแทนฐานันดรชาวนา


