คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
คัมภีร์ของทางฝ่ายฮินดูจะเรียกเทพแห่งแผ่นดินว่า ธรติ ธรณิ ธฺริตริ ซึ่งเป็นผู้ที่คอยค้ำจุณเหล่ามนุษย์ สรรพสัตว์ และพืชพรรณทั้งหลายที่อยู่บนผิวพื้นดิน พราหมณ์จะเรียกพระนามว่า พระปริถิวี ผู้เป็นเทวีมาตั้งแต่ยุคแรกในสมัยโบราณกาล โดยสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นพร้อมกับพระพรหม จากส่วนเปลือกไข่ซีกล่าง โดยปกติจะเป็นอรูปเทพที่หมายถึงเทพที่ไม่ปรากฏตัวตน
พระธรณีจะรักความสงบชอบอยู่กับความเงียบ จึงไม่ใคร่มีเรื่องราวใดอะไรในโลก องค์พระแม่นั้นเฝ้าแต่เลี้ยงโลก เสมือนดั่งเป็นมารดาหรือแม่เลี้ยงแห่งโลก แต่หากเมื่อยามที่เกิดเหตุการณ์สลักสำคัญจึงจะปรากฏกายเป็นรูปกะคือมีตัวตน และพระแม่ธรณีจะเป็นผู้ที่รับน้ำจากผู้คนทั่วไปที่กรวดน้ำ เมื่อยามทำบุญไว้ในมวยพระเกศา ฉะนั้นแต่เดิมพระธรณีจึงไม่มีเทวาลัยสำหรับการบูชา
นารายณ์สิบปางกล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระอิศวรทำสงครามปราบตรีบุรำ ได้เอากำลังเขาพระสุเมรุมาเป็นคันศร (ธนู) แล้วเอากำลังของพระอนันตนาคราชมาเป็นสายธนู จากนั้นจึงเอากำลังของพระนารายณ์มาเป็นลูกศร แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะแผลงศร พระนารายณ์ที่เป็นลูกศรกลับบรรทมหลับจนพระอิศวรต้องน้าวศรลั่นถึง ๓ ครั้ง ลูกศรก็ไม่ได้ไปสังหารตรีบุรำ พระอิศวรจึงทรงพิโรธแล้วทิ้งคันศรลงไปยังปฐพี โดยฝากฝังพระแม่ธรณีไว้ว่า เมื่อพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระรามจึงให้ได้คันศรนี้ โดยคันศรที่พระอิศวรฝากพระแม่ธรณีไว้มีชื่อว่า สัตถามหาธนู แต่ส่วนในเรื่องรามเกียรติ์ว่าโปรดให้ไปไว้ที่กรุงมิถิลา แต่ในรามายณะคันธนูนี้เรียกว่า รัตนธนู
วรรณคดีและความเชื่อของไทยพระแม่ธรณีนั้นเป็นหญิง แต่คัมภีร์เฉลิมไตรภพจะกล่าวต่างออกไปว่า เทพหัศวิไสย และนางสุนธรา ซึ่งเป็นบิดามารดาของพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระราหูมาแล้วชาติหนึ่งนั้น ได้ตั้งจิตเพื่อจะจุติไปภพใหม่เป็นดินและน้ำ ภายหลังจากที่ไฟบรรลัยกัลป์ได้ไหม้โลกแล้ว ในคัมภีร์พระเวทยังมีการกล่าวถึงว่าพระธรณี ยังได้รับการร้องขอให้พิทักษ์คุ้มครองเหล่าวิญญาณของคนตาย และต่อมาในภายหลังยังได้รับการนับถือว่าเป็นเทพแห่งไร่นาอีกด้วย
เรื่องราวของพระแม่ธรณีจะมีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ตอนที่พระพุทธองค์หรือ พระสิทธัตถะมหาบุรุษ ใกล้ที่จะตรัสรู้ พระยาวัสวดีมาราธิราชหรือพญามารได้มากล่าวอ้างถึงรัตนโพธิบัลลังก์ที่มหาบุรุษทรงประทับอยู่ว่าเป็นของตน พระสิทธัตถะจึงกล่าวว่าที่ประทับของพระองค์นี้ พระองค์ได้สั่งสมบำเพ็ญบุญมานับอสงไขยโกฏิกัลป์จนประมาณมิได้ ฝ่ายพญามารมิยินยอมถึงกับร้องเรียกหาพยาน ซึ่งในครั้งนั้นไม่มีเทพเทวดาองค์ใดที่จะกล้ามาเป็นพยานให้กับมหาบุรุษ เพราะเนื่องจากเกรงกลัวในอำนาจของพญามารที่ครอบงำอยู่
จากนั้นพระสิทธัตถะมหาบุรุษจึงได้ตรัสเรียกหาแม่พระธรณี ให้มาเป็นองค์พยานในการตรัสรู้นี้ พระแม่ธรณีจึงได้ปรากฏกายขึ้น พร้อมกับบีบมวยเกศา (ผม) ทำให้น้ำทักษิโณทกที่มหาบุรุษโพธิสัตว์ได้เคยหลั่งไว้ให้เป็นทานมานับเอนกอนันตชาติ ไหลหลั่งออกมาจากมวยผมอย่างรุนแรง ดั่งเป็นทะเลหลวงแล้วพลัดพาพญามารกับเหล่าไพร่พลมารไปไกลจนสุดขอบจักรวาล พระสิทธัตถะมหาบุรุษโพธิสัตว์จึงได้สำเร็จบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอรุณรุ่งของวันนั้นเอง
นอกจากในพระพุทธประวัติแล้ว พระแม่ธรณียังปรากฏในวรรณคดีไทยอีกหลายเรื่องเช่น หนังสือเทศน์มหาชาติปฐมสมโพธิกถา ลิลิตตะเลงพ่าย สำหรับศิลปะของไทยจะพบพระแม่ธรณีที่ปรากฏรูปกายเป็นหญิงสาวทรวดทรงอวบอิ่ม มีสัดส่วนงดงามใบหน้ารูปไข่ มักจะพบในอิริยาบถนั่งคุกเข่า และยกเข่าขวาสูงกว่าเข่าซ้าย และยังพบพระแม่ธรณีที่อยู่ในอิริยาบถท่ายืนด้วย แต่ในทุกท่วงท่าองค์พระแม่นั้น จะมีมวยผมยาวสลวยมือข้างหนึ่งยกข้ามศีรษะไปจับที่โคนผม มืออีกข้างหนึ่งจับมวยผมแสดงท่าทางบีบมวยผมให้น้ำไหลออกมา พระแม่ธรณีบีบมวยผมถือเป็นเทพีแห่งพื้นดิน มีบทบาทสำคัญในการปกปักรักษาผืนแผ่นดิน และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ตามความเชื่อของทั้งชาวไทย รวมถึงอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามตำนานยังเชื่อว่าพระแม่ธรณีเป็นผู้ให้กำเนิด และเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกหรือบนแผ่นดินด้วย
พระแม่ธรณีได้รับการนับถือบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล จากความคาดหวังถึงการเป็นเจ้าของที่ดิน รวมถึงขอให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยมีความสงบสุขร่มเย็น สำหรับศิลปกรรมแม่ธรณีจะมีปรากฏทั้งงานประติมากรรมและจิตรกรรม เช่น ประติมากรรมองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผมที่ประดิษฐานอยู่ท้องสนามหลวง ส่วนจิตรกรรมฝาผนังรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมที่ด้านหน้าพระประธานในพระอุโบสถวัดชมภูเวก กล่าวกันว่าเป็นภาพเขียนที่งดงามที่สุดในโลก และจากเรื่องราวของสิทธัตถะมหาบุรุษในครั้งนั้น ได้นำมาสู่การรังสรรค์งานประติมากรรมแห่งศรัทธาองค์พระพุทธเจ้าชนะมารของ Artmulet ขึ้น ทั้งนี้เพื่อฝากไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป
Facebook Inbox: Artmulet
OfficialLine ID: @artmulet
เว็บไซต์ : www.artmulet.com


