xs
xsm
sm
md
lg

“พระอาจารย์” ผู้บอกให้ผมรู้ก่อนกาล!!! (ตอน 10)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”

เป็นอีกครั้งที่ “คำทำนาย” ของ “พระอาจารย์” ได้ปรากฎเป็นจริง ที่พยากรณ์ว่า “ระวัง! ถ้าคุณชาติชายป่วยครั้งที่สอง หากไปต่างประเทศ.. ท่านชาติชายอาจต้องเสียชีวิตในต่างแดน!!!”

หลังสิ้นใจด้วยโรคมะเร็งตับที่ประเทศอังกฤษ ร่างของ น้าชาติ – พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณถูกนำกลับโดยด่วนมายังประเทศไทย แผ่นดินบ้านเกิด ที่ น้าชาติรักยิ่งชีวิต 

พิธีกรรมทางศาสนาอย่างสมเกียรติต่อเนื่อง 100 วัน โดย ท่านผู้หญิงบุญเรือน กับ อาจารย์โต้ง-ไกรศักดิ์ และ สมาชิกครอบครัว ชุณหะวัณ

เกร็ดการเมืองช่วงงานบำเพ็ญกุศลศพ 100 วันของ น้าชาติ นั้นมีหลายเรื่อง ผมจะขอเล่าในบทความถัดไปนะครับ

หลายคนขอให้ผมเขียนประวัติของ เอกบุรุษวงการทหารและการเมือง-น้าชาติ ลงตีพิมพ์อีกครั้ง เพราะผู้คนในสังคมไทยสนใจ และอยากรู้ชีวิตด้านการทหาร ของอดีตนายกรัฐมนตรี น้าชาติ-พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ชายชาติทหารผู้แกร่งกล้า อารมณ์ดี ใจกว้างราวทะเลกับทุกคน กล้ารับผิดแทนคนอื่น ในส่วนที่ผมประสบมากับตนเอง จากการได้ร่วมทำงานเป็นเวลาหลายปี

น้าชาติ เป็นที่รักของผู้คนทุกระดับ หลายวงการ ทั้งในวงการทหาร วงการสื่อมวลชน โดยเฉพาะคนในแวดวงการเมือง รวมถึงบรรดานักการทูตทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วย น้าชาติ เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศถึง 3 ครั้ง และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ 1 ครั้ง

น้าชาติ เป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้เกิด “ความสัมพันธ์ไทย-จีน” ที่แนบแน่นสมกับประโยคที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเมืองและการค้าที่เติบโตอยู่ในวันนี้!

น้าชาติ ยังได้รับเสียงข้างมากในสภาฯ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในปี 2531 โดย น้าชาติ ได้บริหารชาติด้วยกลยุทธที่ทั้งแปลกใหม่ อีกทั้งเปี่ยมล้นด้วยวิสัยทัศน์

หนึ่งในนั้นคือ “นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า!!!” อันลือลั่น ในทางสากลและการทูตมักเรียกชื่อภาษาอังกฤษว่า “Battlefield to Marketplace”

เรียกว่า น้าชาติ-พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพียง 2 ปี 6 เดือน 19 วัน แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันแหลมคม น้าชาติได้พัฒนาเศรษฐกิจชาติไทยในห้วงนั้นพุ่งกระฉูด จนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศยุคของ*น้าชาติ ขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลัก ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน สูงสุดถึง 13.2% ในปี 2532!!!  

พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2465 เดิมชื่อ เด็กชาย สมบุญ ชุณหะวัณ เป็นบุตรของ จอมพล ผิน ชุณหะวัณ และ คุณหญิงวิบุลลักสม์ ชุณหะวัณ คุณตาชื่อ ลิ้มเจียง เป็นชาวจีนจากซัวเถา มารับราชการเป็นนายอากรอำเภอสัมพันธวงศ์ คุณยายชื่อ เนย คุณปู่ชื่อ ไข่ และคุณย่าชื่อ พลับ 

 พลเอก ชาติชาย เกิดที่บ้านคุณยาย ตำบลพลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร แต่ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่อายุ 2 ขวบ อยู่กับบิดาและมารดาที่บ้านพักนายทหาร กรมทหารราบที่ 4 จังหวัดราชบุรี ซึ่งขณะนั้นบิดาท่านมียศเป็นร้อยโท

สภาพของบ้านพักนายทหารเวลานั้น น้าชาติ เล่าว่า “เป็นบ้านชั้นเดียว หลังคามุงจาก มีหลายห้อง แบ่งให้พี่ๆ น้องๆ อยู่.. นอกจากนั้นยังเลี้ยงแพะอีกหลายตัว ผมได้เติบโตขึ้นมาด้วยนมแพะ ซึ่งทำให้แข็งแรงจนกระทั่งทุกวันนี้ รวมทั้งกลิ่นของแพะนั้นด้วย บิดาของผมเลี้ยงม้าไว้อีก 1 ตัว ชื่ออีโต้ลม เป็นม้าไทยสีน้ำตาลแดง..”

 พลเอก ชาติชาย มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน โดยมีพี่สาว 3 คน คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ คุณพร้อม ทัพพะรังสี ท่านผู้หญิงเจริญ อดิเรกสาร และน้องสาว คุณพรสม เชี่ยวสกุล

 พลเอก ชาติชาย เล่าถึงพี่น้องในวัยเด็กว่า “ตอนเรียนที่ราชบุรี พี่สาว 3 คนกับผมไปเรียน ส่วนน้องแจ๋วสมพร ซึ่งภายหลังแต่งงานกับคุณเฉลิม เชี่ยวสกุล ยังเล็กอยู่มาก ไม่สามารถที่จะเดินไปโรงเรียนกับพวกเราได้ แต่พี่สาวคนโต ซึ่งต่อมาเป็นคุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ได้สมรสกับ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูงมาก มักจะพาน้องๆ ไม่ให้เบื่อและเมื่อยเวลาเดินไปโรงเรียน ชวนเล่นโน่นเล่นนี่ หรือเล่านิทานมาตลอดทาง ควบคุมน้องๆ มาตลอดทาง ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง พี่สาวผมจะคุมน้องๆ ให้อยู่ในแถวทั้งไปและกลับโดยปลอดภัยทุกครั้ง”
พลเอก ชาติชาย ได้เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งอยู่บริเวณบ้านนายทหารที่ดัดแปลงเป็นโรงเรียนอนุบาลชั่วคราว ต่อจากนั้นจึงย้ายเข้าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ที่วัดสัตตนารถ ท่านยังจำได้ว่า “ครูประจำชั้นเป็นผู้หญิงชื่อ ครูแช่ม เรียนจนถึงชั้น ป.1 อายุเพียง 4-5 ขวบ ต้องเดินข้ามสะพานจุฬาลงกรณ์ฝั่งทหารไปโรงเรียน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินทั้งไปทั้งกลับ วันหนึ่งประมาณ 6 กิโลเมตรทุกวัน”

ต่อมาบิดาของท่านเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก จึงย้ายพร้อมครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ มาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ กระทรวงกลาโหม บริเวณศาลเจ้าพ่อเสือ* พลเอก ชาติชาย ได้เข้าเรียนชั้นประถม 2 ที่โรงเรียนหงส์สุรนันท์ จึงได้สนิทสนมกับ พลอากาศเอก หรินทร์ หงสกุล ลูกเจ้าของโรงเรียน และเมื่อบิดาสำเร็จการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก จึงย้ายกลับราชบุรีอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงย้ายไปประจำการที่ กองพลที่ 2 ค่ายจักรพงษ์ดงพระราม จังหวัดปราจีนบุรี และที่นี่เองที่ท่านได้เริ่มต้นมีใจรักและใฝ่ฝันที่จะเป็นทหารม้าสื่อสาร เมื่ออายุเพียง 7-8 ขวบ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเสนะนวบำรุง ซึ่งสร้างอยู่ในโรงทหารปราจีนบุรี

ต่อมาได้ย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนประจำที่สุรวงศ์ เมื่อตอนอายุได้ 8 ขวบ ตอนนี้ พลเอก ชาติชายเล่าว่า

“ผมจำได้ ตอนหิ้วกระเป๋าขึ้นไปที่ห้องนอน ครูชี้เตียงนอนและตู้เก็บเสื้อผ้าให้ดู ผมไม่สนใจ เพราะรู้ดีว่าผมจะต้องแยกกับแม่ จึงรีบลงมาเพื่อกอดแม่ก่อนจะจากกัน แต่ก็ผิดหวังเพราะแม่กลับไปแล้ว ผมนอนร้องไห้ทั้งคืน เวลาโรงเรียนปิดเทอมก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่ปราจีนบุรี และหัดขี่ม้าได้อย่างเชี่ยวชาญ ต่อจากนั้นจึงย้ายไปเข้าโรงเรียนเบญจมบพิตรอยู่ 1 ปี แล้วย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมปีที่ 8”
เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2476 ได้เกิดกบฏบวรเดชขึ้น โดยหน่วยทหารฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ และฝ่ายเหนือได้รวมกำลังกันขึ้น โดยแต่งตั้งให้พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า ยกเข้าประชิดและปิดล้อมพระนครทางด้านเหนือ และยึดดอนเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบินกองทัพบกไว้ได้ ทางฝ่ายรัฐบาลมีพันเอกหลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับการกองรบ ได้บังคับบัญชาทหารฝ่ายรัฐบาล ต่อสู้กับฝ่ายกบฏอย่างรุนแรง ฝ่ายรัฐบาลได้สูญเสียพันตรีหลวงอำนวยสงคราม ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 8 ในที่รบ

 พันเอกหลวงพิบูลสงคราม ขอร้องให้ พันตรีหลวงชำนาญยุทธศาสตร์ (ผิน ชุณหะวัณ) เข้ารับตำแหน่งผู้บังคับการกองรบแทนหลวงอำนวยฯ

 พันตรีหลวงชำนาญฯ ได้จัดกำลังรบขึ้นใหม่ และเข้าตีฝ่ายกบฏอย่างรุนแรง จนยึดบางซื่อ บางเขน หลักสี่ และดอนเมือง รวมทั้งกองบินทหารบกได้อย่างสิ้นเชิง!!