รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
การชมโอเปร่าเป็นศิลปะที่ทรงพลังและงดงาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับมือใหม่ หรือแม้แต่คนที่ชมบ่อยหากไปเจอเรื่องที่ไม่คุ้นเคย ก็อาจกลายเป็นการทรมานที่ต้องนั่ง "มึน" อยู่ในโรงละครนานนับชั่วโมง เพื่อให้การชมโอเปร่าในครั้งต่อไปของคุณเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ นี่คือ 9 กฎเหล็กที่กลั่นกรองจากประสบการณ์จริง
1. เริ่มต้นจาก "เรื่องที่รู้จัก"
อย่าเพิ่งเริ่มด้วยเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป ให้เลือกเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องอยู่แล้ว เพราะเมื่อเราทราบทิศทางของเรื่อง สมองจะผ่อนคลายและมีสมาธิกับการรับชมศิลปะการแสดงมากกว่าการพยายามไล่เรียงเหตุการณ์
Opera ที่มีเรื่องราวแบบไทย ๆ ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น แม่นาก หรือ สุริโยทัย หรือ ทศชาติชาดก เช่น The silent prince (พระเตมีย์ใบ้) จึงเป็นเรื่องที่คนไทยจะดูได้ง่ายที่สุด เข้าใจได้ง่ายที่สุด ถ้ามี Opera เรื่องพระเวสสันดรชาดกเมื่อไหร่ ให้รีบไปชม คนไทยจะเข้าใจและดูได้สนุกมาก เพราะคนไทยแทบทุกคนรู้เรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกค่อนข้างดีอยู่แล้ว
2. ทำการบ้านกับ "Synopsis" หรือ เรื่องย่อ
หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหม่ ให้ศึกษาเรื่องย่อไปก่อนเสมอ ดูว่าเรื่องนี้มีกี่องก์ ตัวละครหลักคือใครบ้าง การรู้ทิศทางของเรื่องจะช่วยให้คุณจับใจความดนตรีและอารมณ์บนเวทีได้แม่นยำขึ้นมาก
การอ่านเรื่องย่อ หรือ Synopsis สำหรับโอเปร่า ไม่เป็นการสปอยล์และทำให้เสียอรรถรส ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้รับชมได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากการดูภาพยนตร์โดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
3. เลือกภาษาที่ "หู" คุณถนัด (และระวัง Prosody ให้ดี)
ภาษาในโอเปร่ามี 5 ภาษาหลัก คือ อังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน ให้เลือกภาษาที่คุณถนัดที่สุด เพราะคุณจะคุ้นเคยกับ "Prosody" หรือจังหวะและท่วงทำนองของภาษานั้นโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น หากคุณเคยเรียนภาษาเยอรมัน คุณจะเข้าถึง The Magic Flute ของ Mozart ได้ง่ายมาก เพราะ Mozart เป็นปรมาจารย์ด้าน Prosodic Precision เขาวางทำนองให้ลงจังหวะเดียวกับการพูดจริง เช่น คำว่า "Auf Wiedersehen" ในเรื่อง ดนตรีจะลงเสียงหนัก-เบาตรงกับธรรมชาติของภาษาเยอรมันเป๊ะๆ ทำให้สมองคุณไม่ต้อง "แปล" แต่ "รับรู้" ได้ทันที
Mozart แต่งเพลงเก่งมาก เป็นอัจฉริยะคีตกวี เขาเลือกใช้ดนตรีเสียงหนักแน่นที่ Auf และเบามาสำหรับคำ Wider และมีเสียงหนักขึ้นอีกทีที่ sehen สำหรับคนที่เคยพูดภาษาเยอรมันมาบ้างจะรู้สึกว่าดนตรีเป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับสำเนียงภาษาเยอรมันเป็นที่สุด กล่าวกันว่า Mozart นั้นแต่ง libretto หรือ เนื้อร้อง ไปพร้อมกับการแต่งเพลง ซึ่งหาคนทำได้เช่นนี้ยากยิ่งนัก
Opera ของ Mozart จึงฟังง่ายสบายหูที่สุด

4. ระวังกับดักของ "ยุคสมัย"โอเปร่ายุคบารอก (Baroque) มักมีเทคนิคการร้องแบบลากเสียงยาวจน Prosody ของภาษาหายไป ให้เริ่มจากยุค Romantic หรือ Verismo (เช่น Puccini หรือ Verdi) เพราะภาษาและดนตรีจะมีความเป็นธรรมชาติและทันสมัยกว่ามาก
5. ค้นหา "เพลงคุ้นหู" ก่อนไปชม
ลองเปิด YouTube ฟัง Aria เอกๆ ของเรื่องนั้นล่วงหน้าสักนิด เมื่อคุณเคยได้ยินทำนองเหล่านั้นมาก่อน คุณจะรู้สึกคุ้นเคยและจดจำตัวละครได้ง่ายขึ้นเมื่อเห็นการแสดงจริง
6. เลือก Genre ให้ตรงจริต
อย่าบังคับตัวเองให้ชมสิ่งที่ "คนอื่นว่าดี" ให้เลือกตามแนวหนังที่คุณชอบ ถ้าชอบโรแมนติกก็ดูเรื่องที่โรแมนติก คุณจะเข้าถึงอารมณ์ได้เร็วกว่าหลายเท่า ให้เราเลือกเรื่องที่ Genre ตรงกันกับเรา เราจะได้ไม่ต้องฝืน
7. ซับไตเติลคือ "เข็มทิศ"
กฎข้อสำคัญที่สุด หากโรงโอเปร่าไม่มีซับไตเติลให้พิจารณาหลีกเลี่ยง เพราะในยามที่ดนตรีกลบเสียงร้องหรือภาษาโบราณทำให้คุณตามไม่ทัน ซับไตเติลคือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้คุณไม่หลงทาง
หากตรวจสอบได้ว่า subtitle ตั้งจอด้านข้างเวที จะทำให้ดูง่ายกว่าที่มีตัววิ่งของ subtitle อยู่เหนือโรงละครเกือบติดเพดาน บางโรงละคร มีตัววิ่งอยู่เหนือโรงละคร ทำให้ชมได้ลำบาก ต้องก้ม ๆ เงย ๆ คอระหว่างชม Opera แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พอทนได้ แต่ดูแล้วอาจจะปวดคอได้
8. อย่าดูแค่ "หู" แต่ดู "อินเนอร์"
การชมโอเปร่าไม่ใช่การฝึกฟัง (Ear Training) แต่คือการชมศิลปะการแสดง ให้หันมาโฟกัสที่ "อินเนอร์" (Inner) ของผู้แสดง ดูแววตา ภาษากาย และอารมณ์ที่สื่อออกมาผ่านสีหน้า สิ่งเหล่านี้คือภาษาสากลที่แม้คุณจะฟังไม่ออก ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าตัวละครกำลังรู้สึกอย่างไร
นอกจากศิลปะการแสดงแล้ว Dance หรือระบำ และ บัลเล่ต์ ในโอเปร่า ก็เป็นของที่ควรชมให้สนุกและเห็นความสวยงามด้วยเช่นกัน แต่การออกแบบท่าเต้น (Choreography) นั้นก็แสดงอินเนอร์ ออกมาได้เช่นเดียวกันกับการแสดง
9. ปล่อยใจไปกับอารมณ์ (Empathy)
ขณะชม ให้ปล่อยใจให้ว่างและไหลไปตามอารมณ์ที่ดนตรีพยายามจะบอก ไม่ต้องเครียดกับการต้องแปลทุกคำให้ได้ เพราะโอเปร่าคือ "ภาษาของอารมณ์" (Emotional language) มากกว่า "ภาษาของการสื่อสารเชิงตรรกะ" เมื่อคุณเปิดใจร่วมไปกับตัวละคร คุณจะเข้าใจความเป็นมนุษย์และได้รับความบันเทิงอย่างเต็มที่
แถมท้าย ทำไม "โอเปร่าภาษาไทย" ถึงเป็นเรื่องยาก?
สาเหตุที่เรายังไม่มี "โอเปร่าภาษาไทย" ที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นเพราะ "กำแพงวรรณยุกต์" ภาษาไทยเป็นภาษา Tonal ซึ่งความหมายผูกติดกับระดับเสียง หากแต่งทำนองโดยไม่คำนึงถึงวรรณยุกต์ (แบบโอเปร่าตะวันตก) วรรณยุกต์จะเพี้ยนจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันทันที ต่างจาก "งิ้ว" หรือ "ลิเก" ที่ถูกออกแบบมาให้ทำนองเพลงต้องวิ่งตามวรรณยุกต์โดยธรรมชาติ การจะเป็นโอเปร่าไทยที่สมบูรณ์ได้ จึงไม่ใช่แค่การแปลบท แต่คือการสร้าง "ระบบดนตรีใหม่" ที่เคารพเสียงวรรณยุกต์ของเรานั่นเอง
บทส่งท้าย
การชมโอเปร่าเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านกาลเวลา ไม่ต้องกลัวหากวันนี้จะยังฟังไม่ออก เพราะหัวใจของศิลปะคือความสุนทรีย์และการค้นพบ ขอให้กฎ 9 ข้อนี้ช่วยให้คุณสนุกกับ "ลิเก-งิ้วฝรั่ง" ในครั้งต่อไปได้เหมือนได้ชมหนังเรื่องโปรดในโรงภาพยนตร์!

สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
การชมโอเปร่าเป็นศิลปะที่ทรงพลังและงดงาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับมือใหม่ หรือแม้แต่คนที่ชมบ่อยหากไปเจอเรื่องที่ไม่คุ้นเคย ก็อาจกลายเป็นการทรมานที่ต้องนั่ง "มึน" อยู่ในโรงละครนานนับชั่วโมง เพื่อให้การชมโอเปร่าในครั้งต่อไปของคุณเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ นี่คือ 9 กฎเหล็กที่กลั่นกรองจากประสบการณ์จริง
1. เริ่มต้นจาก "เรื่องที่รู้จัก"
อย่าเพิ่งเริ่มด้วยเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป ให้เลือกเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องอยู่แล้ว เพราะเมื่อเราทราบทิศทางของเรื่อง สมองจะผ่อนคลายและมีสมาธิกับการรับชมศิลปะการแสดงมากกว่าการพยายามไล่เรียงเหตุการณ์
Opera ที่มีเรื่องราวแบบไทย ๆ ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น แม่นาก หรือ สุริโยทัย หรือ ทศชาติชาดก เช่น The silent prince (พระเตมีย์ใบ้) จึงเป็นเรื่องที่คนไทยจะดูได้ง่ายที่สุด เข้าใจได้ง่ายที่สุด ถ้ามี Opera เรื่องพระเวสสันดรชาดกเมื่อไหร่ ให้รีบไปชม คนไทยจะเข้าใจและดูได้สนุกมาก เพราะคนไทยแทบทุกคนรู้เรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกค่อนข้างดีอยู่แล้ว
2. ทำการบ้านกับ "Synopsis" หรือ เรื่องย่อ
หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหม่ ให้ศึกษาเรื่องย่อไปก่อนเสมอ ดูว่าเรื่องนี้มีกี่องก์ ตัวละครหลักคือใครบ้าง การรู้ทิศทางของเรื่องจะช่วยให้คุณจับใจความดนตรีและอารมณ์บนเวทีได้แม่นยำขึ้นมาก
การอ่านเรื่องย่อ หรือ Synopsis สำหรับโอเปร่า ไม่เป็นการสปอยล์และทำให้เสียอรรถรส ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้รับชมได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากการดูภาพยนตร์โดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
3. เลือกภาษาที่ "หู" คุณถนัด (และระวัง Prosody ให้ดี)
ภาษาในโอเปร่ามี 5 ภาษาหลัก คือ อังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน ให้เลือกภาษาที่คุณถนัดที่สุด เพราะคุณจะคุ้นเคยกับ "Prosody" หรือจังหวะและท่วงทำนองของภาษานั้นโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น หากคุณเคยเรียนภาษาเยอรมัน คุณจะเข้าถึง The Magic Flute ของ Mozart ได้ง่ายมาก เพราะ Mozart เป็นปรมาจารย์ด้าน Prosodic Precision เขาวางทำนองให้ลงจังหวะเดียวกับการพูดจริง เช่น คำว่า "Auf Wiedersehen" ในเรื่อง ดนตรีจะลงเสียงหนัก-เบาตรงกับธรรมชาติของภาษาเยอรมันเป๊ะๆ ทำให้สมองคุณไม่ต้อง "แปล" แต่ "รับรู้" ได้ทันที
Mozart แต่งเพลงเก่งมาก เป็นอัจฉริยะคีตกวี เขาเลือกใช้ดนตรีเสียงหนักแน่นที่ Auf และเบามาสำหรับคำ Wider และมีเสียงหนักขึ้นอีกทีที่ sehen สำหรับคนที่เคยพูดภาษาเยอรมันมาบ้างจะรู้สึกว่าดนตรีเป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับสำเนียงภาษาเยอรมันเป็นที่สุด กล่าวกันว่า Mozart นั้นแต่ง libretto หรือ เนื้อร้อง ไปพร้อมกับการแต่งเพลง ซึ่งหาคนทำได้เช่นนี้ยากยิ่งนัก
Opera ของ Mozart จึงฟังง่ายสบายหูที่สุด
4. ระวังกับดักของ "ยุคสมัย"โอเปร่ายุคบารอก (Baroque) มักมีเทคนิคการร้องแบบลากเสียงยาวจน Prosody ของภาษาหายไป ให้เริ่มจากยุค Romantic หรือ Verismo (เช่น Puccini หรือ Verdi) เพราะภาษาและดนตรีจะมีความเป็นธรรมชาติและทันสมัยกว่ามาก
5. ค้นหา "เพลงคุ้นหู" ก่อนไปชม
ลองเปิด YouTube ฟัง Aria เอกๆ ของเรื่องนั้นล่วงหน้าสักนิด เมื่อคุณเคยได้ยินทำนองเหล่านั้นมาก่อน คุณจะรู้สึกคุ้นเคยและจดจำตัวละครได้ง่ายขึ้นเมื่อเห็นการแสดงจริง
6. เลือก Genre ให้ตรงจริต
อย่าบังคับตัวเองให้ชมสิ่งที่ "คนอื่นว่าดี" ให้เลือกตามแนวหนังที่คุณชอบ ถ้าชอบโรแมนติกก็ดูเรื่องที่โรแมนติก คุณจะเข้าถึงอารมณ์ได้เร็วกว่าหลายเท่า ให้เราเลือกเรื่องที่ Genre ตรงกันกับเรา เราจะได้ไม่ต้องฝืน
7. ซับไตเติลคือ "เข็มทิศ"
กฎข้อสำคัญที่สุด หากโรงโอเปร่าไม่มีซับไตเติลให้พิจารณาหลีกเลี่ยง เพราะในยามที่ดนตรีกลบเสียงร้องหรือภาษาโบราณทำให้คุณตามไม่ทัน ซับไตเติลคือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้คุณไม่หลงทาง
หากตรวจสอบได้ว่า subtitle ตั้งจอด้านข้างเวที จะทำให้ดูง่ายกว่าที่มีตัววิ่งของ subtitle อยู่เหนือโรงละครเกือบติดเพดาน บางโรงละคร มีตัววิ่งอยู่เหนือโรงละคร ทำให้ชมได้ลำบาก ต้องก้ม ๆ เงย ๆ คอระหว่างชม Opera แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พอทนได้ แต่ดูแล้วอาจจะปวดคอได้
8. อย่าดูแค่ "หู" แต่ดู "อินเนอร์"
การชมโอเปร่าไม่ใช่การฝึกฟัง (Ear Training) แต่คือการชมศิลปะการแสดง ให้หันมาโฟกัสที่ "อินเนอร์" (Inner) ของผู้แสดง ดูแววตา ภาษากาย และอารมณ์ที่สื่อออกมาผ่านสีหน้า สิ่งเหล่านี้คือภาษาสากลที่แม้คุณจะฟังไม่ออก ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าตัวละครกำลังรู้สึกอย่างไร
นอกจากศิลปะการแสดงแล้ว Dance หรือระบำ และ บัลเล่ต์ ในโอเปร่า ก็เป็นของที่ควรชมให้สนุกและเห็นความสวยงามด้วยเช่นกัน แต่การออกแบบท่าเต้น (Choreography) นั้นก็แสดงอินเนอร์ ออกมาได้เช่นเดียวกันกับการแสดง
9. ปล่อยใจไปกับอารมณ์ (Empathy)
ขณะชม ให้ปล่อยใจให้ว่างและไหลไปตามอารมณ์ที่ดนตรีพยายามจะบอก ไม่ต้องเครียดกับการต้องแปลทุกคำให้ได้ เพราะโอเปร่าคือ "ภาษาของอารมณ์" (Emotional language) มากกว่า "ภาษาของการสื่อสารเชิงตรรกะ" เมื่อคุณเปิดใจร่วมไปกับตัวละคร คุณจะเข้าใจความเป็นมนุษย์และได้รับความบันเทิงอย่างเต็มที่
แถมท้าย ทำไม "โอเปร่าภาษาไทย" ถึงเป็นเรื่องยาก?
สาเหตุที่เรายังไม่มี "โอเปร่าภาษาไทย" ที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นเพราะ "กำแพงวรรณยุกต์" ภาษาไทยเป็นภาษา Tonal ซึ่งความหมายผูกติดกับระดับเสียง หากแต่งทำนองโดยไม่คำนึงถึงวรรณยุกต์ (แบบโอเปร่าตะวันตก) วรรณยุกต์จะเพี้ยนจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันทันที ต่างจาก "งิ้ว" หรือ "ลิเก" ที่ถูกออกแบบมาให้ทำนองเพลงต้องวิ่งตามวรรณยุกต์โดยธรรมชาติ การจะเป็นโอเปร่าไทยที่สมบูรณ์ได้ จึงไม่ใช่แค่การแปลบท แต่คือการสร้าง "ระบบดนตรีใหม่" ที่เคารพเสียงวรรณยุกต์ของเรานั่นเอง
บทส่งท้าย
การชมโอเปร่าเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านกาลเวลา ไม่ต้องกลัวหากวันนี้จะยังฟังไม่ออก เพราะหัวใจของศิลปะคือความสุนทรีย์และการค้นพบ ขอให้กฎ 9 ข้อนี้ช่วยให้คุณสนุกกับ "ลิเก-งิ้วฝรั่ง" ในครั้งต่อไปได้เหมือนได้ชมหนังเรื่องโปรดในโรงภาพยนตร์!


