xs
xsm
sm
md
lg

ติเพื่อก่อ ย่อมดีกว่ายกยอเพื่อหวังผล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สามารถ มังสัง



คำว่า ติ หรือตำหนิมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า การหยิบยกเอาความผิดพลาดบกพร่องของคนอื่นขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบหรือเชิงบวก ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ตำหนิหรือติ ถ้าเจตนาร้ายมุ่งทำลายผู้ที่ถูกตำหนิก็เรียกได้ว่าติเพื่อทำลาย แต่ถ้าเจตนาดีต่อผู้ถูกตำหนิก็เรียกว่า ติเพื่อก่อ

ส่วนว่าจะเป็นการติเพื่อก่อหรือเพื่อทำลายดูได้จากอากัปกิริยา และภาษาที่ใช้ ถ้าติเพื่อก่อจะมีอากัปกิริยาในทำนองผู้ใหญ่สอนเด็ก ชี้ให้เห็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการผิดพลาด และเสนอแนวทางในการแก้ไข

แต่ถ้าเป็นการติเพื่อตำหนิ เพื่อการทำลายจะเห็นได้จากการด้อยค่า ตอกย้ำถึงความผิดพลาดไม่ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขใดๆ

คำว่า ยกยอ หรือในบางครั้งใช้คำว่า ยกยอปอปั้นหมายถึงพูดในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงว่ามีอยู่ หรือมีอยู่แต่น้อย แต่พูดเกินความจริงเพื่อหวังจากผู้ที่ตนเองยกยอ ทำให้ผู้ที่ได้รับการยกยอพอใจ และภูมิใจในคำยอนั้น บางคนหลงตัวเองและมองข้ามคนอื่นอันเกิดจากคำยกยอนั้น สุดท้ายหายนะเพราะคำยอ

ในโลกของปุถุชนคนมีกิเลสทุกคนจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกกระทำ 8 ประการ และจัดเป็นคู่ได้ 4 คู่ตามนัยแห่งคำสอนของพุทธศาสนาดังนี้

คู่ที่ 1 ได้ลาภ-เสื่อมลาภ

คู่ที่ 2 ได้ยศ-เสื่อมยศ

คู่ที่ 3 มีความสุข-มีความทุกข์

คู่ที่ 4 ได้รับคำสรรเสริญ-ถูกนินทา

4 ประการแรกได้แก่ ได้ลาภ ได้ยศ มีสุข และได้รับการสรรเสริญเป็นอิฏฐารมณ์คือ สิ่งที่ตนได้พึงพอใจ ส่วน 4 ประการหลังได้แก่ เสื่อมลาภ เป็นต้น เป็นสิ่งที่คนไม่ต้องการหรืออนิฏฐารมณ์

ทั้งสิ่งที่คนต้องการและไม่ต้องการเป็นผลของการกระทำของตนเอง ถ้าทำดีก็จะได้ 4 ประการแรก ถ้าทำชั่วก็จะได้รับ 4 ประการหลังตามกฎแห่งกรรม อันเป็นคำสอนของพุทธศาสนา ดังพุทธพจน์ที่ว่า ยทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ แปลโดยใจความว่า หว่านพืชชนิดใดไว้ ย่อมได้ผลของพืชชนิดนั้น

ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นเมืองพุทธ และประชากรของประเทศกว่า 99% นับถือพุทธ

แต่คำสอนของพุทธในเรื่องกฎแห่งกรรม อันเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ อันเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม ไม่ได้ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งและอาจเป็นส่วนใหญ่ด้วยไม่เกรงกลัวต่อบาป จึงได้ทำอกุศลกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งโลกธรรม 4 ประการแรก แต่ครั้นกรรมให้ผลทำให้ตนได้รับ 4 ประการหลัง ก็ออกมาปฏิเสธด้วยการบิดเบือนด้วยวิธีการต่างๆ นานา ขึ้นอยู่กับโอกาสและศักยภาพที่ทำได้ โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะซึ่งมีสถานะทางสังคมสูงเช่น นักการเมือง จะแสวงหาโลกธรรม 4 ประการแรก และมีโอกาสได้รับมากกว่าคนทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็เสี่ยงที่จะได้รับ 4 ประการหลังมากกว่าคนทั่วไปเช่นกัน

ดังนั้น ถ้านักการเมืองคนใดได้ยศและเสื่อมยศ เพราะการกระทำของตนเองก็อย่าไปโทษคนอื่น เพราะนั่นคือผลแห่งกรรมที่ตนเองทำไว้ จะใช้ใครหรืออะไรมาแก้ไขให้ร้ายกลายเป็นดีย่อมทำไม่ได้