xs
xsm
sm
md
lg

ใต้ฟ้านี้ไม่มีตะวันตกเป็นครูเพียงคนเดียว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


นานมาแล้ว โลกถูกทำให้เชื่อว่าความเจริญมีหน้าเดียวทิศเดียว

ปลายทางของการพัฒนานั้นมีเพียงแห่งเดียว

และผู้รู้ที่แท้จริงนั้นมีเพียงกลุ่มเดียว

โลกตะวันตก

เรื่องเล่านี้ทรงพลังนัก

มันถูกเล่าซ้ำในตำรา ถูกสอบ​ถูกสอน ในคณะในมหาวิทยาลัย ในนโยบายสาธารณะ และในจินตนาการของชนชั้นนำทั่วโลกรวมทั้งเอเชียอัฟริกาและละตินอเมริกา

แต่เรื่องเล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าครับ มันไม่ใช่สัจธรรม

ผมไม่ได้มาวันนี้เพื่อจะปฏิเสธตะวันตก

แต่ผมอยากชวนให้เรากลับมาทบทวนว่า เรากำลังเดินตามแผนที่ที่ใครบางคนวาดให้ โดยไม่เคยถามว่าแผนที่นั้นวาดจากจุดยืนของใคร และยังมีแผนที่อื่นอีกหรือไม่

กับดักแรก: เชื่อว่ามาตรฐานสากลคือของตะวันตก

สิ่งที่เราเรียกว่า "มาตรฐานสากล" หลายเรื่อง

ธรรมาภิบาล การศึกษา กฎหมาย เศรษฐกิจ

ล้วนมีรากมาจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของยุโรปและอเมริกาเหนือครับ ไม่ใช่ของมนุษยชาติทั้งหมด

สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า เราเรียนได้

แต่การยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม คือการรับว่าประวัติศาสตร์ของเรา​ ของไทย​ ของโลกตะวันออก​เรา​ ไม่เคยผลิตอะไรที่มีค่าเทียบเท่า

เราลืมง่ายเกินไป

โลกอิสลามเคยวางระบบกฎหมายที่ตั้งบนเหตุผลก่อนยุโรปจะตื่นจากยุคกลาง

จีนมีระบบสอบคัดเลือกข้าราชการก่อนตะวันตกหลายศตวรรษ

ภารตประเทศ​ ชมพูทวีป​ มีตรรกศาสตร์และปรัชญาที่ลุ่มลึกไม่แพ้กรีก

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของโบราณที่ควรเก็บในพิพิธภัณฑ์

มันคือหลักฐานว่า มนุษย์ในส่วนต่าง ๆ ของโลกคิดและสร้าง "ความทันสมัย" ในแบบของตนเองมาก่อนที่ตะวันตกจะขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง

กับดักที่สอง: การวิ่งตามเงา

เมื่อเราใช้ตะวันตกเป็นพิมพ์เขียวเพียงหนึ่งเดียว

เราก็ตกอยู่ในภาวะ "วิ่งตาม" อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เพราะตะวันตกเองก็เปลี่ยนไปเสมอ

และเรากำลังวิ่งตามภาพในอดีตของเขา

การวิ่งตามหมายความว่าเราไม่เคยเป็นผู้นำในจินตนาการของตนเอง

เราเป็นเพียงผู้ตามที่หวังว่าสักวันจะไปถึง

การพัฒนาที่แท้จริงไม่อาจเกิดจากจิตสำนึกของผู้ตามครับ

เราพัฒนาเพื่อให้คนอื่นยอมรับ มากกว่าพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตของคนในสังคมเราเอง

กับดักที่สาม: การปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว

เมื่อเห็นปัญหาเหล่านี้ บางคนก็หันไปปฏิเสธตะวันตกทั้งหมด

แล้วประกาศความเป็น "ตะวันออก" หรือ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" อย่างแข็งกร้าว

นี่คือกับดักอีกแบบครับ

เพราะการนิยามตัวเองด้วยการเป็นปฏิปักษ์ต่อตะวันตก ก็คือการยังคงให้ตะวันตกเป็นศูนย์กลางอยู่นั่นเอง

เพียงแต่เปลี่ยนจาก "เดินตาม" เป็น "วิ่งหนี"

ทางที่สาม: การยืนด้วยตัวเอง

ระหว่างเดินตามกับวิ่งหนี

มีทางที่สามอยู่ครับ

นั่นคือการยืนด้วยขาของตัวเองอย่างรู้เท่าทัน

และนี่ไม่ใช่ของใหม่ในประวัติศาสตร์ของเรา

ก่อนตะวันตกจะมา

บรรพชนเราเรียนรู้จากโลกภายนอกอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยไม่เคยเสียตัวตน

เรารับอักษรและภาษา

จากมอญ จากเขมร

แต่เราไม่ได้กลายเป็นมอญ ไม่ได้กลายเป็นเขมร

เราดัดแปลงจนเป็นอักษรไทย เป็นภาษาไทยของเราเอง

เรานับถือพุทธศาสนา

รับเข้ามาผ่านมอญ ผ่านพม่า ผ่านเขมร

จากอินเดีย สู่ลังกา สู่พม่า สู่มอญ สู่เขมร แล้วมาถึงเรา

หลายระลอก หลายสาย หลายทาง

แต่เราไม่ได้กลายเป็นอินเดีย

เราไม่ได้กลายเป็นมอญ ไม่ได้กลายเป็นพม่า ไม่ได้กลายเป็นเขมร

เราไม่ได้ทิ้งความเชื่อดั้งเดิม​ เสียหมด​

เราผสมผสาน ต่อยอด สังเคราะห์

จนเป็นพุทธแบบไทย ๆ เป็นวัด เป็นสังฆะ เป็นจารีตของเราเอง

นี่แหละครับคือวิธีของเรา

เรารับ แต่เราไม่ลอกมาทั้งดุ้น

เราเรียนจากเขา​ แต่เราไม่หลงใหลเขาจนหมดตัวลืมตัว

เราเปิดรับ แต่เราไม่ดูถูกของเก่าของเดิมของเราเอง

นี่คือภูมิปัญญาที่บรรพชนทำให้เห็นแล้ว

นี่คือแบบอย่างที่เราหลงลืมไปในช่วงที่แนวคิด "พัฒนาตามตะวันตก" ครอบงำ

สิ่งที่เราควรทำ

หนึ่ง กลับไปดูประวัติศาสตร์การรับอารยธรรมของเรา

เราเคยเลือกรับ เลือกปรับ และสังเคราะห์มาแล้วหลายระลอก โดยไม่เสียตัวตน

เราทำได้อีกครั้งกับโลกสมัยใหม่นี้ครับ

สอง ทบทวนการศึกษา​ ไม่ใช่วิ่งไล่ให้ทันโลกยุคเอไอ​ ก็พอ

ถามว่าตำราที่เราใช้ ใครเป็นคนเขียน มองโลกจากจุดยืนของใคร

มีที่ว่างให้อินเดีย จีน เขมร มอญ พม่า ชวา และโลกอื่น ๆ ได้เป็น "ผู้รู้" บ้างหรือไม่

และที่สำคัญครับ

เราต้องกลับมาเรียนรู้ตัวเราเองอย่างจริงจัง

ความคิดความเชื่อแบบไทยเป็นอย่างไร

ไม่ใช่เรียนแบบผิวเผิน ไม่ใช่เรียนแบบพิธีกรรม

แต่เรียนให้เข้าใจว่า คนไทยคิดเรื่องคน เรื่องสังคม เรื่องอำนาจ เรื่องศีลธรรมอย่างไร

อุปนิสัยใจคอแบบไทยคืออะไร

การยิ้มสู้ การเกรงใจ การรักษาหน้า ความอะลุ่มอล่วย

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือภูมิปัญญาทางสังคมที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน

เราต้องเข้าใจมันก่อนที่จะไปด่วนตัดสินมันด้วยมาตรฐานฝรั่ง

วัฒนธรรมไทย

การทำงานแบบไทย การใช้ชีวิตแบบไทย

เราทำงานเป็นทีมแบบเครือญาติ เราพึ่งพากันแบบไม่ต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร

เรามีระบบอุปถัมภ์ที่ฝรั่งบางครั้งมองว่าเป็นคอร์รัปชัน แต่มันคือกลไกทางสังคมที่ซับซ้อนและมีประวัติศาสตร์

เราไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ดีหรือเลว

แต่เราต้องเข้าใจมันก่อน

เข้าใจให้ลึกพอที่จะรู้ว่า อะไรควรเก็บ อะไรควรปรับ อะไรควรทิ้ง

ไม่ใช่เก็บทั้งหมดเพราะเป็นของไทย และไม่ใช่ทิ้งทั้งหมดเพราะไม่เหมือนฝรั่ง

นี่คือการรู้เท่าทันตนเองครับ

สาม ออกแบบนโยบายพัฒนาที่ตอบโจทย์สังคมของเราเอง

ไม่ใช่ทำเพื่อให้ดูดีในรายงานขององค์กรระหว่างประเทศ

แต่ทำเพื่อแก้ปัญหาจริงของคนในประเทศ

สี่ สนับสนุนการวิจัยที่กล้าตั้งคำถามกับกรอบคิดกระแสหลัก

ไม่ใช่แค่งานที่ "ประยุกต์" ทฤษฎีตะวันตกมาใช้กับข้อมูลท้องถิ่น

แต่งานที่กล้าสร้างทฤษฎีจากประสบการณ์ของเราเอง

ห้า เปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงอย่างจริงจังระหว่างประเพณีทางปัญญาที่แตกต่าง

โดยไม่ต้องมีใครเป็นกรรมการชี้ขาดว่าฝ่ายไหนสูงกว่ากัน

ส่งท้าย:

การพัฒนาที่เป็นตัวของตัวเองไม่ใช่การโดดเดี่ยวจากโลก

ตรงกันข้ามครับ

มันคือการเข้าสู่โลกในฐานะผู้มีบางสิ่งจะพูด ไม่ใช่ผู้ที่รอฟัง

เราเคยทำมาแล้ว

เราเรียนรู้จากอินเดีย จากมอญ จากพม่า จากเขมร จากจีน โดยไม่เสียตัวตน

รับพุทธจากหลายสาย รับภาษาและอักษรจากหลายทาง

แล้วสังเคราะห์เป็นของเราเอง

เราทำได้อีกครั้งกับโลกสมัยใหม่นี้

แต่คราวนี้เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน

รู้ว่าเราเป็นใคร คิดอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร

แล้วจึงเลือกว่าจะรับอะไร ปรับอะไร สังเคราะห์อย่างไร

เราเรียนจากโลกได้ทั้งโลกครับ

โดยไม่ต้องฝากจิตวิญญาณไว้กับใครเพียงผู้เดียว