เปิดฉากสัปดาห์นี้...ด้วยอารมณ์-ความรู้สึกที่ไม่ถึงกับ “กระดี้กระด๊า” มากมายสักเท่าไหร่ สำหรับข้อตกลงหยุดยิง ข้อตกลงสันติภาพ ระหว่างมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกากับมหาอำนาจตะวันออกกลางอย่างคุณปู่อิหร่าน ที่ได้ลงนามเซ็นสัญญากันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันพุธที่17 มิ.ย.ที่ผ่านมา หรือก่อนหน้าพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งดัน “ล่ม” ซะดื้อๆ!!! อันเนื่องมาจากทั้งสองฝ่ายน่าจะรู้สึกยึกๆ ยักๆ กึ๊กๆ กั๊กๆ ไปด้วยกันทั้งคู่ ไม่ได้ออกอาการปลอดโปร่งโล่งสบาย เหมือนอย่างบรรดาชาวโลกทั้งหลาย ที่อย่างน้อยก็พอถอนหายใจได้สักเฮือก-สองเฮือก โดยเฉพาะเมื่อเห็น “ราคาน้ำมัน” ลดวูบๆ วาบๆ ลงมา4 เปอร์เซ็นต์เกือบๆ 5 เปอร์เซ็นต์แบบโดยฉับพลัน-ทันที...
แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าลองไปฟังพวก “กูรู-กูรู้” อย่างเช่นอภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก “พันเอกDouglas Macgragor” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง-การทหาร ระดับเคยเป็นถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหม เคยให้คำชี้แนะ ชี้นำ ต่อบรรดาผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมือง ต่อบรรดานักธุรกิจ-เศรษฐกิจ และล่าสุดเพิ่งจะเขียนหนังสือเรื่อง “Margin of Victory” อันอาจถือเป็น “ตำราปฏิวัติทางทหารแห่งศตวรรษที่21” เอาเลยก็ว่าได้ ดูๆ แล้ว...นอกจากจะไม่ได้รู้สึกกระดี้กระด้าใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย
ยังออกจะแสดงความวิตก หนักอก-หนักใจ ต่อฉากสถานการณ์ในแนวรบตะวันออกกลางในอนาคตเบื้องหน้า อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ถึงขั้นว่า “สงครามรอบใหม่” อาจอุบัติขึ้นมาในภูมิภาคแห่งนี้ ในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล นับจากนี้เอาเลยก็ไม่แน่!!!
ไม่ต่างไปจากนักคิด-นักวิชาการอเมริกัน ระดับด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังยุครัฐบาลเรแกน อย่าง “นายPaul Craig Roberts” ที่ได้พยายาม “รั้งสติ” ผู้คนทั้งหลายไว้ในข้อเขียน บทความ ว่าด้วยเรื่อง “We Are along Way from a Peace Deal” หรืออย่าเพิ่งกระดี้กระด้า อย่าเพิ่งดีอก-ดีใจกับการเซ็นสัญญา เซ็นข้อตกลงระหว่างอเมริกากับอิหร่าน เพราะ “สันติภาพยังอยู่อีกไกล”อะไรประมาณนั้น และโดยเหตุ โดยผล ที่นักคิด-นักวิชาการรายนี้ ท่านแจกแจงจารนัยไว้ตามลำดับ ก็ออกจะมี “น้ำหนัก” ที่คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะการตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ถึงบทบาท อำนาจผู้นำอเมริกา อย่าง “ทรัมป์บ้า” ว่ามากพอที่จะ “บังคับ” รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีอิสราเอล อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” ไม่ให้ “ล่วงละเมิดข้อตกลง” หรือ “พันธสัญญา” ระหว่างอเมริกา-อิหร่านได้มาก-น้อยเพียงไหน??? เพราะไม่ใช่แค่การสั่งให้อิสราเอลเลิกบอมม์ม์ม์ เลิกโจมตี เลิกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเลบานอนภาคใต้ แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องหาทางป้องกัน หาทางเกลี้ยกล่อม ไม่ให้บรรดาผู้มีอำนาจ บทบาท ในอิสราเอล เลิกเพ้อ เลิกฝัน เลิกทะเยอทะยาน ถึงการบรรลุเป้าหมายอุดมการณ์ทางศาสนา ที่รู้จักกันในนาม “The Greater Israel” อีกด้วย ไม่งั้น...การคิดที่จะขยายอาณาเขต พรมแดน ของประเทศอิสราเอล ย่อมต้องนำไปสู่การ “ล่วงละเมิด” ข้อตกลงกับอิหร่าน ยิ่งกว่าการรวมเอาเลบานอนภาคใต้ กาซา และเวสต์แบงก์ เพราะอาจทะลุไปถึงตุรกี ไปถึงอียิปต์ ฯลฯ โน่นเลย...
นี่...อันนี้นี่แหละที่ทำให้เนื้อหาสาระของข้อตกลงต่างๆ ที่ถูกกำหนดภายในระยะเวลา 60 วัน มันอาจเกิดอุปสรรค เกิดอาการ “ล่มสลาย” เอาง่ายๆ!!! ด้วยเหตุเพราะสถานะของผู้นำอเมริกา อย่าง “ทรัมป์บ้า” นั้น ออกจะหนักไปทางบ้า...แบบสุนัขบ้า โดยมีผู้นำอิสราเอล อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” เป็นผู้ลาก ผู้จูงสุนัขตัวนี้มาโดยตลอดแม้ประธานาธิบดีอเมริกันจะพยายามคุยโวโอ้อวด ถึงอำนาจตัวเองในฐานะผู้นำโลก ประมุขโลก ว่า “ไร้ขีดจำกัด” แบบชนิด “สมรักษ์ คำสิงห์”ยังต้องเรียกพี่ เรียกเฮีย แต่เมื่อไหร่ที่ต้องเจอกับ “แฟ้มลับเอปสตีน” เจอการยื่นคำขาดของผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่างบรรดานักธุรกิจอเมริกันเชื้อสายยิวทั้งหลาย เจอกับ “ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิว” ที่มีอำนาจครอบคลุมทั้งสภาสูง สภาล่าง ของรัฐสภาอเมริกัน ถึงขั้นคิดจะออกกฎหมาย “ควบรวมกิจการ” ระหว่างกองทัพอเมริกันและกองทัพอิสราเอลเอาเลยถึงขั้นนั้น ฯลฯ โอกาสที่ผู้นำอเมริกาจะหันมาเห่า หันมากัด ฟัดใคร? ขย้ำใคร?ตาม “ใบสั่ง” ของอิสราเอล น่าจะมีความเป็นไปได้สูงกว่ากันอยู่เยอะ...
โดยสิ่งเหล่านี้...ทางฝ่ายอิหร่านเขาก็น่าจะมองเห็นไปในทิศทางที่ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างกันไปมากมายนัก อย่างที่ผู้นำสูงสุดด้านจิตวิญญาณของอิหร่าน “Ayatollah Mojtaba Khamenei” ท่านได้ให้ข้อสรุปไว้ในช่วงวันครบรอบ 37 ปีแห่งการจากไปของ “Imam Khoeini” นั่นแหละว่า ตราบใดที่ “ความเพ้อฝันทางภูมิรัฐศาสตร์” ของอิสราเอลที่เรียกๆ กันว่า “The Greater Israel” ยังไม่ได้สูญหายไป ประเทศซึ่งยึดมั่นในเอกราชและอำนาจอธิปไตยอย่างอิหร่านย่อมถือเป็น “อุปสรรค”ที่ระบอบปกครอง “Zionist” ย่อมไม่คิดที่จะละเว้นอยู่แล้วแน่ๆ!!! ดังนั้น...แม้ว่าผู้นำสูงสุดรายนี้ ท่านจะเห็น “แตกต่าง” ไปจากผู้มีอำนาจบทบาทในอิหร่าน ในเรื่องข้อตกลงหยุดยิง ข้อตกลงสันติภาพกับอเมริกาอยู่บ้างก็ตาม ดังคำแถลงที่ปรากฏให้ช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(18 มิ.ย.) แต่ด้วยคำมั่นสัญญา เป็นมั่นเป็นเหมาะ ของบรรดาผู้นำอิหร่าน ไม่ว่าตั้งแต่ประธานาธิบดี “Masoud Pezeshkian” ไปจนถึงประธานรัฐสภา “Mohammad Bagher Ghalibaf” ว่าจะไม่ยอมปล่อยให้อเมริกา “เบี้ยวข้อตกลง” หรือไม่มีวันที่จะยอมรับ “ความต้องการที่ล้นเกิน”(Excessive Demand) ของอเมริกาโดยเด็ดขาด ท่านเลยตัดสินใจอนุมัติการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว อย่าไม่คิดจะฝืนอะไรมาก...
แต่ก็นั่นแหละ...การลงนามข้อตกลงกับอเมริกาของอิหร่านเที่ยวนี้ อาจต้องมองกันประมาณ 2 ชั้น 3 ชั้นเป็นอย่างน้อย อย่างที่ “Paul Craig Roberts”เขาตั้งข้อสังเกตไว้นั่นแหละว่า ไม่ต่างไปจากการ “โยนภาระความผิดชอบ” ไปให้กับอเมริกา ให้ต้องไปบีบไข่ คลึงไข่อิสราเอล ให้หน้าเขียว-หน้าเหลืองให้จงได้ ดังที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน “นายEsmail Baghaei” เขาได้เน้น ได้ย้ำ เอาไว้นั่นแหละว่า... “เราไม่ได้แยกอเมริกาออกจากระบอบปกครอง Zionist เป็นความรับผิดชอบของอเมริกาที่จะต้องหาทางบังคับอิสราเอลให้เคารพต่อข้อตกลงกับอิหร่าน โดยไม่มีการผ่อนผันแต่อย่างใด” และก็แน่ล่ะว่า...ถ้าอเมริกากล้าที่จะบีบไข่ คลึงไข่อิสราเอล ตลอดช่วงระยะเวลา 60 วัน ไม่ใช่แค่จะส่งผลให้บรรดาลูกหลานชาวยิวทั้งหลาย “ไข่บวม” เท่านั้น แต่อาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง แตกแยกระหว่าง “America First” กับ “Israel First” ว่าใครจะมาก่อน-มาหลัง อันเป็นสิ่งที่นักคิด-นักวิชาการอเมริกันอย่าง “นาย Paul Craig Roberts” เขาสรุปว่า อันนั้นนั่นแหละ...ที่ถือเป็น “ชัยชนะของอิหร่าน” ได้แบบจริงๆ-จังๆ...
อย่างไรก็ตาม...โอกาสที่ผู้นำอเมริกา อย่าง “ทรัมป์บ้า” จะรับประทานดีหมี หัวใจเสือ รวบรวมความกล้าเพื่อหาทางบีบไข่ คลึงไข่อิสราเอล ให้ต้องยอมศิโรราบ ยอมทำตามข้อตกลงกับอิหร่าน โดยไม่คิดจะล่วงละเมิดใดๆ อีกต่อไป ดูๆ แล้ว...มันคง “ไม่น่าจะง่าย” กันสักเท่าไหร่นัก เพราะถ้าดูจาก “โพล”สำรวจความคิด ความเห็น ของบรรดาลูกหลานชาวยิว ที่โทรทัศน์ช่อง12 ของอิสราเอล เขานำมาเปิดเผยเมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(18 มิ.ย.) ชาวยิวในอิสราเอลกว่า71 เปอร์เซ็นต์ต่างไม่เชื่อว่าผู้นำอเมริกาพร้อมปกป้องผลประโยชน์อิสราเอล ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน 52 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวนำความเสียหายมาสู่อิสราเอล 43 เปอร์เซ็นต์เห็นว่านี่คือ “ความพ่ายแพ้” ของอิสราเอล ไปจนถึงความรู้สึกที่เคยปลาบปลื้ม ชื่นชม ยินดี ต่อผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ซึ่งเคยมากถึง 62 เปอร์เซ็นต์ ลดทะรูดทะราดเหลือแค่ 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง...
นี่...อันนี้นี่แหละ ที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเชื้อสายยิวของ “ทรัมป์บ้า” จะกล้าบีบไข่ คลึงไข่อิสราเอลแบบเต็มไม้เต็มมือ น่าจะลำบากเอามากๆ โดยเฉพาะท่ามกลาง “กระแสเลือกตั้ง” ในอิสราเอลที่กำลังจะมาถึงในเดือนตุลาคมปีนี้ เพราะถ้าหากบรรดานักการเมืองอิสราเอลไม่คิดที่จะโหนกระแส “Israel First” โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาหรือเข้ามาเป็นรัฐบาล ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย แต่ในทางตรงกันข้าม...ถ้าหากบรรดานักการเมืองอเมริกันไม่คิดจะ “American First” โอกาสที่สภาสูง สภาล่างของอเมริกาจะเต็มไปด้วยพวกเดโมแครต ที่พร้อมจะเข้าชื่อถอดถอนประธานาธิบดีอเมริกันออกจากตำแหน่งให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...
ด้วยเหตุนี้...ข้อตกลงระหว่างอเมริกากับอิหร่าน ในเรื่องการหยุดยิง การแสวงหาสันติภาพ มันเลยคงต้องมองกันประมาณ3 ชั้น8 ชั้นเป็นอย่างน้อย หรืออย่างที่นักคิด-นักวิชาการอเมริกัน “นายPaul Craig Roberts”เขาว่าไว้นั่นแหละว่า “We Are along Way from a Peace Deal”จนอาจถึงขั้นที่ “สงครามรอบใหม่” หวนกลับมาในอีกไม่นาน-ไม่ช้า อย่างที่อภิมหานักวิเคราะห์ “Douglas Macgregor” ตั้งข้อสังเกตก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้ โดยถ้าการต้องหวนกลับไป “เปิดประตูนรก” อุบัติขึ้นมาอีกครั้งใน “แนวรบตะวันออกกลาง” โอกาสที่จะไปไกลในระดับ...ไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มียิ่งกว่าครั้งที่ผ่านมา ก็ยิ่งน่าจะสูงขึ้นยิ่งขึ้นไปเท่านั้น...
โดยเฉพาะเมื่อ “มหาอำนาจคู่แข่ง” ของอเมริกา ที่ได้รับคำยกย่องจาก “ทรัมป์บ้า” ว่าดำรงตนเป็น “สุภาพบุรุษ” ไม่ได้คิดเข้ามายุ่มย่าม ฝ่าด่านปิดล้อมกองทัพอเมริกาต่ออิหร่านเอาเลยแม้แต่น้อย เช่นคุณพี่จีน เริ่มแสดงอาการอดรนทนไม่ได้ ถึงขั้นโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “นายLin Jian” ต้องออกมาเตือนอิสราเอล ให้เลิก “บ่อนทำลาย” ข้อตกลงอเมริกา-อิหร่านแบบตรงไป-ตรงมา หรือโอกาสที่มหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย จะไม่ยอมเอามือซุกหีบอยู่เฉยๆ พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างมหาอำนาจรายใหม่และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อย่างอิหร่าน เพื่อรับมือกับ “รัฐบาลอเมริกาเชื้อสายยิว” ที่พยายามดำรงรักษา โลกขั้วอำนาจเดียวอย่างให้ยืนยงคงอยู่ต่อไปให้จงได้ เนื่องจากถ้าปล่อยให้อิหร่านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก็เท่ากับกลายเป็นความพ่ายแพ้ของโลกหลายขั้วอำนาจไปด้วย นั่นเอง...


