xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

โรงเรียนแพทย์เบ่งบานทั่วประเทศ “ม.ราชภัฏฯ” เปิดคณะแพทยศาสตร์ สางปมหมอขาดแคลนจริงหรือ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการศึกษาและสาธารณสุขอย่างน่าจับตา หลังจาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (มรภ.เพชรบุรี)” มีมติจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ นับเป็น มรภ. แห่งแรก ของประเทศ ที่เปิดหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่อท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคตะวันตก 

นอกจากนี้ “มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (มรภ.บุรีรัมย์)” ได้มีแผนดำเนินการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ โดยมีแผนพัฒนาวิทยาเขตแห่งที่ 2 ณ บริเวณเขากระโดง ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นศูนย์การศึกษาด้านการแพทย์แบบครบวงจรรองรับคณะทางด้านการแพทย์ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์

ความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ” ในการจัดตั้ง “คณะแพทยศาสตร์” กำลังถูกจับจ้องอย่างในสังคม โดยเฉพาะแนวคิดผลิตแพทย์เพื่อท้องถิ่น แก้ปัญหาแพทย์ขาดแคลน เพราะหากพิจารณาข้อมูลเชิงลึกของรัฐโดยกระทรวงสาธารณสุข จะพบว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนแพทย์ เพียงแต่เกิดการกระจายแพทย์อย่างไม่สมดุล ทำให้เกิดปัญหาด้านกำลังคนไม่เพียงพอโดยเฉพาะตามโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย

อย่างไรก็ดี มติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ครั้งที่ 6/2569 ได้พิจารณาและมีมติอนุมัติแต่งตั้ง “คณะกรรมการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ เป็นประธานกรรมการ เพื่อศึกษา วางแผน และขับเคลื่อนการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ รองรับความต้องการของประเทศ และช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต

ท่ามกลางคำถามต่างๆ นานา ทั้งในเรื่องคุณภาพการศึกษาและความพร้อมของสถาบัน ตั้งแต่ข้อกังวลเรื่องการขาดแคลนอาจารย์แพทย์ ซึ่งต้องใช้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลอดจนมีโรงพยาบาลศูนย์รองรับการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ เกิดคำถามว่าคณะแพทย์เปิดใหม่อาจยังขาดความพร้อมหรือไม่ หรือเรื่องมาตรฐานการคัดเลือกและคุณภาพนักศึกษาแพทย์ เกิดมีเสียงสะท้อนในสังคมว่าคะแนนสอบเข้าคัดเลือกของ มรภ. นำไปสู่ความกังวลว่ามาตรฐานของแพทย์จบใหม่โดยเฉพาะเมื่อมีการเทียบกับสถาบันที่มีชื่อเสียง

รวมทั้ง มองว่าการเพิ่มอัตราบุคลากรทางการแพทย์เป็นการแก้ปัญหาผิดจุด เพราะไทยแพทย์ไม่ได้ขาดแคลน แต่เกิดปัญหาเรื่องการกระจายตัว ซึ่งเป็นโจทย์ของระบบสาธารณสุขในการดูแลรักให้แพทย์ให้อยู่ในระบบของรัฐ

อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมาหลายสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนเปิดคณะแพทยศาสตร์มากขึ้น ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในระบบ แต่ประการสำคัญการผลิตกำลังคนมากขึ้น ไม่ได้หมายความแพทย์เหล่านี้จะอยู่ในระบบระยะยาว

ยกตัวอย่างคณะแพทยศาสตร์เปิดใหม่นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป อาทิ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติ ปี 2569 ตั้งเป้าเป็นโรงเรียนแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียและยกระดับสาธารณสุขไทย

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล เปิดหลักสูตรใหม่ ปี 2569 ผ่านการรับรองจากแพทยสภาแล้ว ซึ่งตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่มป้อนภาคอีสานตอนบน

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง เปิดหลักสูตรใหม่ ปี 2569 มุ่งผลิตแพทย์เพื่อชุมชน เสริมระบบสุขภาพปฐมภูมิ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดตั้งเพื่อผลิตแพทย์และลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเปิดรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปี 2571

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) วิทยาเขตระยอง อยู่ระหว่างการจัดตั้งโดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตแพทย์ท้องถิ่น รองรับการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเตรียมเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปี 2571 เช่นเดียวกัน

 ผศ. นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย  ที่ปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และในฐานะผู้แทนเครือข่ายโรงพยาบาลในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) แสดงความคิดเห็นโดยระบุว่าการเปิดคณะแพทยศาสตร์ทั้งในมหาวิทยาลัยราชภัฏตลอดจนสถาบันการศึกษาแหล่งอื่นๆ เพื่อมุ่งผลิตแพทย์แก้ปัญหาขาดแคลนการบุคลากรนั้น อาจไม่ตรงกับโจทย์ปัญหาในระบบสาธารณสุขที่ไทยกำลังเผชิญ ตามข้อเท็จจริงจำนวนแพทย์เพียงพอแต่ปัญหาใหญ่คือแพทย์ไหลออกจากระบบ

นอกจากนี้ คนในวงการแพทย์เริ่มมองเห็นว่าในระยะหลังๆ การผลิตแพทย์เข้าสู่ระบบในเรื่องคุณภาพมาตรฐานของแพทย์ด้อยลงกว่าเดิม โดยเฉพาะในด้านความรู้และด้านการดูแลผู้ป่วย เพราะเกิดจากเทรนด์การดูแลรักษาพยาบาลในปัจจุบัน แพทย์จะอาศัยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงผลเอกซเรย์จากระบบคอมพิวเตอร์ เป็นตัวกำหนดแผนการรักษา แทนวิถีเดิมอย่างการใช้ความรู้ด้วยการซักประวัติ และตรวจวินิจฉัยร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด และวิเคราะห์ปัญหาเพื่อวางแผน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันแพทย์พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น จนไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการประกอบโรคศิลป์เหมือนในอดีต ทำให้ขาดทักษะและขาดประสบการณ์ความเป็นหมอไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสะท้อนกลับไปยังคุณภาพการเรียนการสอน นอกจากนี้ ยังกระทบเรื่องงบประมาณในระบบสุขภาพที่ส่งผลให้ต้นทุนค่าบริการสุขภาพประชาชนในประเทศสูงขึ้น

ท่ามกลางข้อกังวลต่างๆ ที่กล่ามาข้างต้น ปัญหาขาดแคลนแพทย์ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย และประเด็นเรื่องแพทย์ขาดแคลนนำสู่การเปิดโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อรองรับบริการสุขภาพของไทยกำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ

 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์ปัญหาแพทย์ขาดแคลนไม่ได้เกิดจากจำนวนผลิตไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกระจายตัวไม่สมดุลและภาระงาน แม้ประเทศไทยจะสามารถผลิตแพทย์ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการผลิตแพทย์หนึ่งคนต้องใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 6 ปี และหากศึกษาต่อในสาขาเฉพาะทางจะต้องใช้เวลาเพิ่มเติมอีก 3-6 ปี ทำให้การเพิ่มกำลังคนทางการแพทย์ไม่สามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น

นพ.สมฤกษ์ อธิบายว่าปัญหาการขาดแคลนแพทย์ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดหรือโรงพยาบาลที่แพทย์จบใหม่ ไม่ต้องการเข้าปฏิบัติงาน รวมถึงพื้นที่ที่มีภาระงานสูงและสภาพการทำงานที่เป็นอุปสรรค ส่งผลให้เกิดการลาออกหรือย้ายไปทำงานในหน่วยงานอื่น

 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของนักศึกษาแพทย์ที่คาดว่าจะจบปีนี้มีประมาณ 2,800 คน ซึ่งจำนวนนี้ประมาณ 200 - 300 คน ที่ยังเรียนไม่จบ เพราะจะติดเรื่องบททดสอบหรือการปฏิบัติ ข้อเขียน แต่ที่จบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 คน ซึ่งแต่ละปีจะได้รับการจัดสรรมายัง สธ. ประมาณ 1,600 คน เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ 

โดยในจำนวน 1,600 คน มีแพทย์อีกประมาณ 800 - 900 คน ส่วนหนึ่งอยู่โรงเรียนแพทย์ เนื่องจากเป็นแพทย์ใช้ทุนที่ต้องเรียน 4 ปี จบออกมาก็เป็นแพทย์เฉพาะทางประมาณ 680 คนที่อยู่ตามโรงเรียนแพทย์ ส่วนที่เหลือราว 300 คนคือแพทย์เรียนเวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์ที่อยู่ตามศูนย์แพทย์ของสธ.ลักษณะทำงาน 4 ปีจากนั้นก็เป็นแพทย์เฉพาะทาง ดังนั้น จะมีแพทย์เติมเข้าระบบ สธ. ไปยังรพ.กว่า 800 แห่งทั่วประเทศเพียง 1,600 คน

ขณะที่ เพจประชาคมแพทย์ เปิดประเด็นโรงเรียนแพทย์ภาคอีสานอาจเผชิญวิกฤตจนเสี่ยงเกิดการลาออกของแพทย์และพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งหากสถานการณ์เกิดขึ้นจริงผลกระทบจะขยายไปสู่การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ คุณภาพบริการรักษาพยาบาล และความมั่นคงของระบบสาธารณสุขในระยะ 5 - 10 ปีข้างหน้า

ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านกำลังคนทางการแพทย์ ทั้งจำนวนแพทย์ต่อประชากรและจำนวนพยาบาลต่อประชากรที่ยังต่ำกว่าพื้นที่เมืองใหญ่หลายแห่ง ที่ผ่านมา โรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยต้องพึ่งพาแพทย์ใช้ทุนและพยาบาลรุ่นใหม่เข้ามาเติมกำลังอย่างต่อเนื่อง

หากโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในภูมิภาคเกิดปัญหาการลาออกเป็นวงกว้างจริง ผลกระทบอาจลามไปถึงเครือข่ายโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน และระบบส่งต่อผู้ป่วยทั้งภูมิภาค เพราะบุคลากรจำนวนมากที่จบจากโรงเรียนแพทย์ในอีสานคือกำลังสำคัญที่ถูกส่งออกไปทำงานในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“หากภาพจำของโรงพยาบาลรัฐกลายเป็นสถานที่ทำงานที่มีภาระงานสูง รายได้ไม่สอดคล้องกับภาระรับผิดชอบ และมีความไม่แน่นอนด้านการบริหาร ย่อมส่งผลต่อการวางแผนอาชีพของนักศึกษาแพทย์และพยาบาลรุ่นต่อไป ในระยะยาว อาจเกิดแนวโน้มที่บุคลากรเลือกทำงานในระบบรัฐเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนย้ายไปภาคเอกชน คลินิกเฉพาะทาง หรือธุรกิจสุขภาพรูปแบบอื่นมากขึ้น นั่นหมายความว่าปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่การผลิตบุคลากรเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการรักษาคนให้อยู่ในระบบ” เพจประชาคมแพทย์ ระบุ

**นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา** รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะโฆษก สธ. เปิดเผยว่า โดยเฉพาะโรงพยาบาล (รพ.) ชุมชน ในพื้นที่ห่างไกลบางพื้นที่ มีแรงกดดันด้านกำลังคนเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาระงานสูงขึ้น มีปัญหาลาออก การศึกษาต่อ และการเปลี่ยนผ่านของแพทย์จบใหม่ในแต่ละปี แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะที่ไม่มีแพทย์ดูแลประชาชน โดยกระทรวงสาธารณสุขสามารถบริหารการบริการได้ต่อเนื่อง

ปัจจุบันไทยมีแพทย์อยู่ 71,000 คน และที่อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นแพทย์ปฏิบัติงานจริงมากกว่า 25,000 คน ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าขาดแคลนแพทย์ทั้งประเทศ แต่คือความไม่สมดุลในการกระจายกำลังคน ระหว่างพื้นที่เขตเมือง รวมถึงความแตกต่างในพื้นที่ห่างไกล ระหว่าง รพ.ขนาดใหญ่ และ รพ.ชุมชน


 ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2569 สธ. ปรับวิธีการจัดสรรแพทย์ใช้ทุนใหม่ โดยใช้ข้อมูลภาระงานจริง จำนวนเตียงจริง เรื่องอัตราการครองเตียงที่เกิดขึ้นจริง และระดับความขาดแคลนของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงได้รับการสนับสนุนก่อน นี่เป็นแนวทางการบริหารกำลังคนแบบ Data-Driven และเพื่อความเป็นธรรมมากขึ้น สั่งการให้เขตสุขภาพและจังหวัดบริหารจัดการร่วมกันภายใต้นโยบาย One Region One Province One Hospital (1 เขตสุขภาพ 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล) โดยใช้ระบบหมุนเวียนแพทย์ภายในเครือข่าย เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการดูแลประชาชน

นอกจากนี้ ในระยะยาวจะดำเนินการปฏิรูประบบกำลังคนด้านสุขภาพ ทั้งเรื่องภาระงาน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ การใช้เทคโนโลยีลดภาระงาน รวมไปจนถึงการรักษาบุคลากรไว้ในระบบ ที่สำคัญยังมีนโยบายผลักดัน(ร่าง) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ.. หรือ พ.ร.บ.ก.สธ. เพื่อแยกการบริหารจัดการออกจากสำนักงาน ก.พ.

สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นทาง สธ. มีความพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา เตรียมปรับระบบการกระจายแพทย์ใช้ทุน โดยกำหนดสัดส่วนแพทย์เพื่อชาวชนบท (CPIRD) และแพทย์จากกลุ่ม กสพท. ในอัตรา 50:50 จากเดิมที่แพทย์ CPIRD ส่วนใหญ่จะกลับไปปฏิบัติงานในจังหวัดบ้านเกิด ทำให้บางพื้นที่มีแพทย์เพียงพอหรือเกินความต้องการ ขณะที่บางจังหวัดยังประสบปัญหาขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง และภายใต้แนวทางใหม่ แพทย์ CPIRD จะสามารถย้ายไปปฏิบัติงานในจังหวัดอื่นที่มีความต้องการกำลังคนมากกว่า เพื่อให้การกระจายบุคลากรมีความสมดุล และตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่มากขึ้น

รวมทั้ง ดำเนินการแก้ไขปัญหาในกลุ่มแพทย์อินเทิร์นหรือแพทย์ใช้ทุนปีที่ 1-3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการลาออกสูง โดยอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางร่วมกับแพทยสภา เพื่อกำหนดมาตรฐานการทำงานใหม่ กำหนดชั่วโมงเวรไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จัดให้มีระบบพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา และปรับปรุงระบบส่งต่อผู้ป่วยเพื่อลดภาระงานของแพทย์จบใหม่

ตลอดจนแนวคิดเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์โรงพยาบาลชุมชนอีก 20,000 - 30,000 บาทต่อเดือน พร้อมเปิดโอกาสให้เข้ารับการฝึกอบรมทักษะเฉพาะทางระยะสั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ

 “ หากสามารถลดภาระงาน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน และสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมได้ จะช่วยให้แพทย์จบใหม่ตัดสินใจอยู่ในระบบบริการสุขภาพของภาครัฐนานขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคต” นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุ