เห็นว่าศุกร์นี้แล้ว (19 มิ.ย.)...ตัวแทนของฝ่ายอิหร่านกับฝ่ายอเมริกา เขาจะเดินทางไปลงนามในข้อตกลงหยุดยิงหรืออาจเรียกว่า “สันติภาพชั่วคราว” ระหว่างกันและกันก็คงพอได้ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่ใส่กันไป-ใส่กันมา ด้วยระเบิด ด้วยบ้องข้าวหลามยักษ์ และอะไรต่อมิอะไรที่ก่อให้เกิดความฉิบหายวายวอดของแต่ละฝ่าย อันส่งผลให้บรรดา “ชาวโลก” ทั้งหลาย “พลอยต้องซวยไปด้วย”เพราะการปะทะ ขัดแย้งเหล่านี้พอได้ถอนหายใจสักเฮือกใหญ่ๆ หรือพอได้ปลอดโปร่งโล่งสบาย แม้จะชั่วครั้ง ชั่วคราว ชั่วครู่ ชั่วยาม ก็ยังดี...
เรียกว่า...เพียงแค่รู้ข่าว รู้กำหนดการ ว่าเกิดความเห็นพ้องต้องกัน ของทั้งสองฝ่ายในเรื่อง “ข้อตกลง” ดังกล่าวค่อนข้างแน่ ราคาน้ำมัน “Brent” ทะเลเหนือ ก็ร่วงปรู๊ดลงมา 4 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 83.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน “WTI” ของอเมริกา หล่นลงมาถึง 4.7 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 80.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ชนิดพอได้ “เฮือกก์ก์ก์” กันไปทั่วทั้งโลก ไม่งั้น...ถ้าหากลากยาวว์ว์ว์เกินไปกว่านี้ ก็อย่างที่ “CEO” สถาบัน “American Petroleum”“นายMike Sommers” เขาได้ออกมาสรุป มาคาดการณ์ ไว้ก่อนล่วงหน้านั่นแหละว่า ถ้าหากยังอื้อๆ อ้าๆ ไปจนถึงช่วงต้นเดือนกรกฎาฯ หรือไม่เกินเดือนสิงหาฯ โอกาสที่“ราคาน้ำมัน” จะพุ่งทะลุฟ้า ทะลุอวกาศ ปาเข้าไปไม่น้อยกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่ “คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์” ไม่ว่าของอเมริกา หรือของประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลก น่าจะ “แห้งแหงแก๋” จนภาวะขาดแคลนพลังงานจะกลายเป็นตัวเล่นงาน “ระบบเศรษฐกิจโลก” ทั่วทั้งระบบ ชนิดอาจหนักหนา-สาหัสยิ่งกว่ายุค “The Great Depression” ช่วงปี ค.ศ. 1920-1930 ไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า...
และแม้แต่ “เศรษฐกิจอเมริกา” ก็คงไม่มีโอกาสเหลือรอดใดๆ ได้เลย ถ้าหากเศรษฐกิจโลกเป็นไปในลักษณะดังกล่าวเพราะแค่ระหว่างที่ยังอื้อๆ อ้าๆ ยังตกลงกันไม่ได้ ถ้าว่ากันตามตัวเลขสถิติที่หน่วยงานอเมริกัน “The Bureau of Labor Statistics” หรือ “BLS” เขานำมาเปิดเผยเมื่อวันพุธ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมาถึง “ความเจ๊ง”...หรือความพังพินาศฉิบหายของบรรดาอเมริกันชน อันเนื่องมาจากราคาพลังงานไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ในร้านโชห่วย ร้านขายปลีกต่างๆ มันพุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคาจนแต่ละราย แต่ละครัวเรือน น่าจะอ้วกแตก-อ้วกแตนไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งพวงน้ำมันราคาเพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แก๊ส 40.5 เปอร์เซ็นต์ กาแฟสำเร็จรูป หรือแต่ละถ้วยเพิ่มขึ้น 17.5 เปอร์เซ็นต์ มะเขือเทศ 32 เปอร์เซ็นต์ ผักกาดหอม 25 เปอร์เซ็นต์ เนื้อ 16 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่อาหารที่สุนัขรับประทานร้อนๆ อย่าง “Hot Dogs”เห็นว่าขึ้นไปถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ ฯลฯ เอาเลยถึงขั้นนั้น...
นี่...อันนี้นี่แหละ ที่น่าจะทำให้ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” เริ่ม “หายบ้า” หรือพอได้ทุเลา เบาบาง“ความบ้า” ลงไปเล็กๆ น้อยๆ ยอมตัดสินใจลงนามใน“ข้อตกลง” กับฝ่ายอิหร่านในหลายต่อหลายเรื่อง หลายต่อหลายกรณี ยอมเลิกการ “ปิดล้อม” ท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน เลิกคิดจะทิ้งระเบิดให้อารยธรรมนับพันๆ ปีกลับไปสู่ยุคหิน เลิกคิดแซงก์ชัน คว่ำบาตรการค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เลิกคิดจะ “แช่แข็ง” เงิน-ทองของอิหร่านมูลค่านับหมื่นๆ ล้าน (25,000 ล้านดอลลาร์) แถมยังอาจร่วมกับบรรดาพันธมิตรประเทศอ่าว (GCC) ที่ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการในการโจมตีผู้อื่นระดมเงินประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปบูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งที่เสียหายเพราะสงครามคราวนี้ให้กับฝ่ายอิหร่านเขาอีกด้วยต่างหาก ฯลฯ...
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...ได้แสดงออกถึงความมี “สติ” หรือเริ่ม “หายบ้า” อันแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการ” นั่นแล!!! แม้ว่าจะยังคงต้องคุยโวโอ้อวด หรือต้องทำสงครามจิตวิทยากับอเมริกันชน หรือกับมวลชนของตัวเอง ว่าสามารถขจัดกวาดล้างกองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพโน่น กองทัพนี่ของอิหร่านเกลี้ยงไปเป็นแผงๆ เด็ดหัวผู้นำ และอะไรต่อมิอะไรต่างๆ แต่ก็อย่างว่า...โดยคำพูด คำจา ของ “ทรัมป์บ้า” คงแทบไม่มีใครคิดจะถือสา แบบ “อย่าถือคนบ้า-อย่าว่าคนเมา” อะไรทำนองนั้น เพราะออกจะเป็นอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากถ้อยแถลงที่กองบัญชาการกลางอิหร่าน (Khatam al-Anbiya) เขาได้สรุปเอาไว้ชัดเจนว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับอเมริกา คือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า “อเมริกาและอิสราเอลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”อยู่แล้วแน่ๆ...
แต่ก็นั่นแหละ...ถึงแม้ “ทรัมป์บ้า” อาจเริ่ม “หายบ้า” แต่สำหรับผู้ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ลาก ผู้จูงสุนัขบ้า อย่างอิสราเอลพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ของอเมริกานี่สิ!!! จะพร้อมที่จะเลิกบ้า เลิกเหี้ย...มม์ม์ม์ไปด้วยหรือไม่? อย่างไร? ยังเป็นสิ่งที่ใครต่อใครยังคงต้องเก็บมาคิด มาวิเคราะห์ กันประมาณ 8 ชั้น 9 ชั้น เป็นอย่างน้อย เพราะถ้าดูจาก “ปฏิกิริยา” ของบรรดาลูกหลานกษัตริย์ดาวิดและโซโลมอน หรือบรรดาชาวยิวโดยทั่วไป ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็แล้วแต่ ออกจะหนักไปทางหงุดหงิด งุ่นง่าน ผิดหวัง โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ฯลฯ ซะเป็นหลัก อย่างเช่นนักการเมืองฝ่ายค้านอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายYair Lapid” ถือเป็นจังหวะฉวยโอกาสด่าผู้นำปัจจุบันของตัวเอง อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” อย่างชนิดแหลกยับเยินไม่มีชิ้นดี ดังคำพูด คำโพสต์ที่ว่า “ระบอบปกครองอิหร่านยังคงอยู่ โครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ยังบริบูรณ์ อิหร่านยังคงดำรงขีดความสามารถที่จะฟื้นโครงการนิวเคลียร์ได้อีก...นี่คือความล้มเหลวโดยเบ็ดเสร็จของ Netanyahu และโดยกระบวนการดังกล่าวเขาได้เปลี่ยนอิสราเอลให้กลายเป็นเพียงแค่ลูกจ้างที่พร้อมจะยอมรับคำสั่งใดๆ แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศตัวเองก็ตาม...”
นี่...ต้องเรียกว่า ด่าเช็ด ด่าตะเม็ด ด่าเอาไว้รองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่นาน-ไม่ช้า ไม่ต่างไปจากฝ่ายค้านอีกราย อย่าง “นายYair Golan” แห่งพรรค“The Democrat Party” ที่ออกมารุมด่าผู้นำของตัวเองแบบหนักหนาสาหัส ไม่ต่างไปจากกันสักกี่มาก-น้อย แต่ก็คงไม่ใช่แต่เฉพาะพวกฝ่ายค้าน แม้แต่ “ฝ่ายรัฐบาล” เอง การออกมาประกาศกร้าวของรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล “นายIsrael Katz” ด้วยถ้อยคำที่ว่า “เราจะไม่ยอมประนีประนอมใดๆ กับสิ่งที่ถือเป็นผลประโยชน์แห่งความมั่นคงสูงสุด หรือสิ่งที่ช่วยปกป้องพลเมืองของเรา เราจะไม่ยอมถอนตัวจากเขต(ยึดครอง)ความมั่นคงในเลบานอนภาคใต้ และถ้าอิหร่านโจมตีอิสราเอลในเรื่องนี้ เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ด้วยความหนักหน่วง รุนแรง ไม่น้อยไปกว่ากัน” หรือพูดง่ายๆ ว่า...พร้อมที่จะ “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” ที่ฝ่ายอิหร่านเขารวมเอาเลบานอนไว้ด้วย เอาไว้ก่อนล่วงหน้า นั่นเอง!!!...
ไม่ต่างไปจากบรรดาพวกขวาสุดโต่ง สุดเหนี่ยวทั้งหลาย ในรัฐบาล “Netanyahu” ไม่ว่า “ไอ้ถ่อย” อย่างรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ “นายItamar Ben-Gvir”หรือรัฐมนตรีคลัง “นายBezalel Smotrich” ฯลฯ ที่ออกมาแสดงความโกรธเกรี้ยว ผิดหวัง และไม่คิดจะยอมทำตาม “คำสั่ง” ของ “ทรัมป์บ้า” เอาง่ายๆ การ “ปิดช่องแคบ Hormuz” อันเป็นตัวสร้างแรงกดดันให้อเมริกาต้องยอมบรรลุข้อตกลงกับฝ่ายอิหร่านอย่างมิอาจผันแปรไปเป็นอื่น จึงยังเป็นสิ่งที่เอาแน่-เอานอนอะไรไม่ได้ ตราบใด...ที่ความพยายามขยายอาณาเขตประเทศอิสราเอลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอุดมการณ์ทางศาสนา ไม่ว่าจะโดยการยึดครองดินแดนผู้อื่น การ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ใครต่อใครก็ตามที ที่รู้จักกันในนาม “The Greater Israel” ยังคงได้รับการยึดมั่น ถือมั่น ในหมู่ผู้มีอำนาจ บทบาท หรือในบรรดานักการเมืองอิสราเอลไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพวก “Zionist” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งพวง...
ปัญหาก็จึงขึ้นอยู่กับว่า สุดท้ายแล้ว...อะไรจะมี “น้ำหนัก” มากกว่ากัน ระหว่าง “Israel First” กับ “America First” คือถ้าหากอำนาจ อิทธิพลของบรรดานักการเงิน นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายยิว ความสามารถอันน่าตื่นตะลึงของพวก “ล็อบบี้ยิสต์” ชาวยิว ไปจนถึง “ข้อมูล”อันน่าเกลียด น่าทุเรศ ใน “แฟ้มลับเอปสตีน” ฯลฯ ยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ยังคงต้อง“น้ำลายฟูมปาก” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ สิ่งที่เรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพ” ซึ่งกำลังจะมีการลงนามที่กรุงเจนีวาระหว่างอิหร่านกับอเมริกา ก็อาจไม่ต่างอะไรไปจาก “เศษกระดาษ” เหมือนกับข้อตกลง “JCPOA” ที่ถูก“ทรัมป์บ้า” เองนั่นแหละ ฉีกเอามาเช็ดก้นซะเฉยเลย...
แต่ถ้าหากผู้นำอเมริกาเกิดความตระหนัก สำนึกถึงความฉิบหายวายวอดของทั้งประเทศอเมริกาและโลกทั้งโลก จนไม่อาจปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความปรารถนาและความต้องการของอิสราเอล แม้จะถือเป็น “พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์” เพียงใดก็ตาม อันนี้นี่แหละ...ที่จะทำให้ประเทศอิสราเอลที่ปราศจากการอุ้มชู ฟูมฟัก โดยมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างอเมริกามาโดยตลอด อาจถูก “ลบออกจากแผนที่” เอาง่ายๆ!!!


