ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้...คงต้องขออนุญาตสารภาพตรงๆ ว่า ยังมิอาจรู้หมู่-รู้จ่า รู้ว่าใครคือสารวัตรกันแน่!!! สำหรับข้อตกลงหยุดยิง ข้อตกลงสันติภาพ ระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณปู่อิหร่าน ที่ “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกาบอกว่าใกล้แล้ว-ใกล้แล้ว เตรียมจะลงนามเซ็นสัญญาระหว่างสองฝ่ายในประเทศยุโรป ไม่เกินสัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้า หรือถึงขั้นต้องยกเลิกกำหนดการที่จะถล่มอิหร่านให้ราพณาสูร ดังที่เคยโพสต์นั่น โพสต์นี่ เอาไว้ก่อนหน้านี้...
คือถ้าว่ากันตามที่สำนักข่าวทางการอิหร่าน อย่างสำนักข่าว “Mehr News” เขานำเอาสิ่งที่รั่วไหลออกมาเปิดเผยให้เห็นกันจะจะ ในรายงานข่าวว่าด้วยเรื่อง “What do we know about details of anticipates Iran-US MOU” หรือเรารู้รายละเอียดอะไรบ้างในข้อตกลงบันทึกความทรงจำระหว่างอิหร่าน-อเมริกา อันนี้...ต้องเรียกว่าเท่ากับ “ทรัมป์บ้า” เท่ากับอเมริกาถูกอิหร่านยกฝ่าตีนลูบหน้า แถมส่งหมัดน็อกให้ร่วงลงไปนอนนับแปดอยู่กับพื้นอย่างมิอาจปฏิเสธใดๆ ได้เลย หรือเท่ากับยอมรับ “ข้อตกลง14 ข้อ” ที่ฝ่ายอิหร่านเขาเคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้...
ไม่ว่า-การยุติสงครามทันทีและถาวรในทุกๆ แนวรบรวมทั้งในเลบานอนอีกด้วย/อเมริกายอมตกลงที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในอิหร่าน หรือไม่คิดหันไปใช้สงครามลูกผสมอย่างที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านท่านได้ออกมาเตือนๆ ไว้ล่วงหน้าพร้อมที่จะเคารพอธิปไตยของอิหร่านอย่างตรงไป-ตรงมา/ยกเลิกการปิดล้อม (Naval Blockade) ต่ออิหร่านโดยสมบูรณ์ภายใน30 วัน/สัญญาที่จะถอนทหารออกจากพื้นที่รอบๆอิหร่าน/เปิดช่องแคบ Hormuz ภายใน30 วันโดยอิหร่านยังคงเป็นผู้บริหารจัดการ/ยกเลิกการคว่ำบาตรต่อการค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่าน รวมทั้งยอมให้อิหร่านเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินได้โดยสมบูรณ์/อเมริกาและพันธมิตรจำเป็นจะต้องนำเสนอแผนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป/ยอมปล่อยเงินทุนอิหร่านที่ถูกกักไว้จำนวน 24,000 ล้านดอลลาร์ โดยอย่างน้อยต้องปล่อยออกมาครึ่งหนึ่งก่อนที่การเจรจาขั้นสุดท้ายในอีก 60 วันจะเริ่มต้นขึ้น/ต้องยกเลิกการคว่ำบาตรในทุกๆ กรณีและพร้อมที่จะให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้ามารับรองข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวที่ว่านี้ ฯลฯ...
คือเท่ากับ “การยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการ” นั่นแล!!! ซึ่งออกจะยากส์ส์ส์เอามากๆ ที่จะเป็นไปได้ง่ายๆ สำหรับ “ทรัมป์บ้า” ที่ชอบออกมาย้ำแล้ว-ย้ำอีก ว่าใกล้แล้ว-ใกล้แล้ว หรืออิหร่านแพ้แล้ว-ยอมแล้ว สลับไปกับการข่มขู่คุกคามวันละ3 เวลาหลังอาหาร ว่าจะถล่มอิหร่านให้ราพณาสูร ให้กลับไปสู่ยุคหิน ให้อารยธรรมที่ยืนยงคงทนมานานนับพันปีหายวับไปกับตาแบบวนไป-วนมา หรือเปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา จนใครต่อใครมึนซ์ซ์ซ์งงง์ง์ง์กันไปทั่วทั้งโลก ชนิดพิธีกรรายการข่าวโทรทัศน์อเมริกาถึงกับนับจำนวนการเปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา โกหกไป-โกหกมา ได้จำนวนไม่น้อยกว่า38 ครั้งไปแล้วก็ว่าได้ และแม้ว่าการเปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา โกหกไป-โกหกมาในลักษณะเช่นนี้จะถือเป็น “ศิลปะการเจรจาต่อรอง” หรือ “The Art of the Deal” ตามแบบฉบับที่ “ทรัมป์บ้า” ได้เขียนไว้ในหนังสือคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน มึนงง ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรแน่ แต่สำหรับอดีตนักการทูตผู้อาวุโสชาวอเมริกัน คนแก่ที่สมองยังใส ยังเฉียบขาด เฉียบคม และน่ารักเอามากๆ อย่างท่านทูต “Chas Freeman” ท่านกลับไม่ได้คิดว่าเป็น “ศิลปะ” ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถือเป็นการแสดงออกของ “ปรมาจารย์แห่งการรีดไถ” ซะมากกว่า!!!
อย่างไรก็ตาม...ไม่ว่าอิหร่านหรือ “ทรัมป์บ้า” จะเป็นฝ่ายยอมแพ้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือโอกาสที่ผู้ซึ่งเป็นผู้ลาก ผู้จูง สุนัขบ้าอย่างนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายBenjamin Netanyahu” จะยอมรับข้อตกลงหยุดยิง ข้อตกลงสันติภาพของอเมริกากับอิหร่านนั้น ยิ่งยากซ์ซ์ซ์ที่จะเป็นไปได้ยิ่งขึ้นไปใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อยังกำ “อำนาจต่อรอง” ไว้ในมือ หรือยังถือ “ไพ่” เหนือกว่าผู้นำอเมริกาอยู่หลายใบ หลายหน้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใน “แฟ้มลับเอปสตีน” อำนาจและอิทธิพลทางการเงินในหมู่ผู้สนับสนุน “ทรัมป์บ้า” ขีดความสามารถอันเชี่ยวกรากของพวกล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวทั้งหลาย จนถึงขั้นที่หวังจะใช้ “มติรัฐสภาสหรัฐฯ”ผ่านกฎหมาย “NDAA-2027” เพื่อเทกโอเวอร์กองทัพอเมริกาทั้งกองทัพเอาเลยถึงขั้นนั้น การปล่อยให้สุนัขบ้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะกัดใคร-ไม่กัดใคร ขย้ำใคร-ไม่ขย้ำใคร จึงแทบเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ มีแต่จะต้องคอยลาก คอยจูง ให้โดดไปขม้ำศัตรูของอิสราเอล ตามแบบฉบับ “Israel First” ไม่ใช่ “America First” จึงน่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้โดยเด็ดขาด...
แต่ก็อย่างว่า...สุนัขบ้าอย่างอเมริกาทุกวันนี้ ก็ชักจะออกอาการฟันโยก ฟันคลอนยิ่งเข้าไปทุกที แทบไม่ได้ถือเป็น “เครื่องจักรสังหาร” อย่างที่ “กองทัพแห่งศตวรรษที่20” ของอเมริกาเคยเป็นมานับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อย่างใดไม่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับ “ขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่21” ของอิหร่านเข้าไปแบบดอกแล้ว-ดอกเล่า ชนิดเล่นเอาก้นเตี้ย คายฟันยาง เดินกลับมาหามุมแทบไม่เจอ ดังนั้น...จึงไม่ได้ถือเป็นเรื่องแปลกที่บรรดาพันธมิตรของอเมริกาในแต่ละภูมิภาค แต่ละซีกโลก ชักเริ่มออกอาการ “แม้พัดลมยังส่ายหน้าเลย” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ดังที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและการเมืองประเทศจอร์แดน “ศาสตราจารย์Amin Al-Mashaqba” เขาได้เปิดเผยกับสำนักข่าว “Sputnik” ของรัสเซียเมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่าบรรดาประเทศในโลกมุสลิมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอียิปต์-จอร์แดน-ซาอุดีอาระเบีย-กาตาร์-และตุรกีกำลังเดินหน้าในการหลอมรวม “พันธมิตรเพื่อความมั่นคง” ของแต่ละประเทศ แทนที่จะหันไปพึ่งพิง พึ่งพาคุณพ่ออเมริกา อย่างเท่าที่เคยเป็นมาเมื่อครั้งอดีต...
แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า...ไม่ใช่แต่เพียงเพราะอานุภาพ แสนยานุภาพของกองทัพอเมริกา ออกอาการเสื่อมโทรมอย่างเห็นได้โดยชัดเจน ไม่สามารถปกป้องพันธมิตร ไม่สามารถดำรงรักษาความมั่นคงให้ประเทศต่างๆ ได้อย่างที่แล้วๆ มา โดยมี “สงครามอิหร่าน” นั่นแหละเป็นข้อพิสูจน์ แต่สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...ด้วยเหตุเพราะแนวคิด แนวนโยบายของประเทศพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อเมริกาอย่างอิสราเอล ที่นับวันจะแสดงให้เห็นถึงความพยายาม “ขยายอาณาเขตตามเป้าหมายอุดมการณ์ทางศาสนา” อย่างไม่คิดจะลดราวาศอกใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อยหรือความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายแห่งความเป็น “The Greater Israel” นั่นเอง ที่กำลัง “ก่อให้เกิดอันตรายกับประเทศอิสลามทั้งมวล” อันถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่อดีตรัฐมนตรีจอร์แดนรายนี้ ท่านเห็นว่าถือเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดความพยายามรวมตัวเป็น “พันธมิตรความมั่นคง” ของบรรดาประเทศต่างๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว...
พูดง่ายๆ ว่า...ไม่เพียงสุนัขบ้า อย่าง “ทรัมป์บ้า”จะถูกลาก ถูกจูงโดยอิสราเอล ให้หันไปขม้ำ ไปขย้ำอิหร่าน ครั้งแล้ว ครั้งเล่า เท่านั้น แต่โอกาสที่กองทัพอเมริกาซึ่งถูกหลอมรวมกับกองทัพอิสราเอลตามแบบฉบับที่เรียกว่า “Military Integration Model” หรือการบูรณาการทางทหารอย่างถาวรโดยกฎหมาย “NDAA-2027” นั้น ย่อมสามารถก่อให้เกิด “อันตราย” กับกองทัพตุรกี ไปจนถึงกองทัพอียิปต์ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ โดยเฉพาะเมื่อความพยายามยึดครองประเทศซีเรีย หรือการแปรสภาพดินแดนไซนายพื้นที่ชายแดนอียิปต์ ให้กลายเป็นพื้นที่ความมั่นคงของอิสราเอลแบบเดียวกับฉนวนกาซา เวสต์แบงก์และเลบานอนภาคใต้ กำลังก่อรูป ก่อร่าง ให้เห็นชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที...
เพราะอย่างที่อดีตทูตอเมริกันและนักวิเคราะห์ระดับโลก อย่างท่านทูต “Chas Freeman”ท่านได้ให้ข้อสรุปเอาไว้นั่นแหละว่า ประเทศอิสราเอลนั้น...ไม่เคยมี “นโยบายทางการทูต” เพื่อความมั่นคงแต่อย่างใด มีแต่ “นโยบายทางทหาร” ล้วนๆ หรือดังที่อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายNaftali Bennett” เคยออกมาป่าวประกาศถึงอารมณ์ความรู้สึกลึกๆ ของบรรดาลูกหลานชาวยิวทั้งหลายเอาไว้ถึงขั้นว่า ในเมื่อ “ความรัก” ไม่สามารถทำให้โลกทั้งโลกยอมรับชาวอิสราเอลได้อย่างเป็นจริง-เป็นจังมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ ก็มีแต่ต้องหันไปอาศัย “ความกลัว” เท่านั้นที่จะทำให้โลกทั้งโลกต้องยอมรับ หรือยอมศิโรราบให้กับประเทศอิสราเอลให้จงได้!!!
“ความมั่นคงของประเทศอิสราเอล” จึงมิอาจปราศจาก “สุนัขบ้า” ที่ต้องคอยลาก คอยจูง ให้หันไปกัดใคร ขย้ำใครได้โดยเด็ดขาด และนั่นเอง...ที่ทำให้โอกาสที่จะเกิดสันติภาพ เกิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นการถาวร ระหว่างอเมริกากับอิหร่านในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล มันเลยยากซ์ซ์ซ์ที่จะเป็นไปได้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น การเปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา โกหกไป-โกหกมา ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” จึงถูกนำมาเปรียบเทียบ อุปมา-อุปไมย โดยนักวิเคราะห์ระดับโลกอีกราย นั่นคือ “พันเอกDouglas Macgregor” ว่าแทบไม่ต่างอะไรไปจากผู้มีสติวิปลาสอย่าง “จักรพรรดิเนโร” แห่งจักรวรรดิโรมัน ที่กำลังนั่งดีดพิณอยู่บนกำแพงขณะไฟไหม้กรุงโรม อะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอเมริกากับอิหร่าน จะออกมาในแนวไหน? หน้าไหน? สิ่งที่อภิมหานักวิเคราะห์รายนี้ได้ “ฟันธง”ลงไปแบบมิดผืน มิดด้าม ก็คือ... “นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของจักรวรรดิอเมริกัน” นั่นเอง!!!


