ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
การให้คนไทยเป็นนอมินีโดยแลกกับการให้ค่าตอบแทนผ่านเงินเดือนที่สูงนั้น ทำให้ทุนจีนขนาดกลางและขนาดเล็กประสบความสำเร็จในการเข้าทำธุรกิจในไทย แต่เป็นความสำเร็จที่ผิดกฎหมายที่เกิดได้โดยคนไทยให้ความร่วมมือ
เหตุฉะนั้น ใครที่วิตกกังวลว่าคนจีนจะเข้ามาครอบงำหรือครอบครองธุรกิจไทยในอนาคตนั้นก็คงเห็นแล้วว่า ที่ทุนจีนสามารถทำเช่นนั้นได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยกลุ่มหนึ่งยอมให้ทำเอง เป็นคนไทยที่เห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้น แต่ก็เป็นผลประโยชน์ที่มิแน่ว่าในชั่วชีวิตนี้ตนจะหาได้หรือไม่ และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนไทยกลุ่มนี้จึงไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นจะผิดหรือถูกกฎหมาย
นอมินีต่อมาคือ นอมินีในการถือครองที่ดิน
การให้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดินนี้ คล้ายกับการถือครองบ้านพักอาศัยที่ได้กล่าวไปแล้ว กล่าวคือ คนจีนที่มีทุนหนาที่ต้องการที่ดินมาทำการเกษตรหรืออื่นใดได้ “ว่าจ้าง” คนไทยให้เป็นนอมินีถือครองที่ดินแทนตน
รูปแบบการว่าจ้างดังกล่าวที่ปฏิบัติกันในช่วงทศวรรษ 2010 ถึง 2020 ก็คือ การว่าจ้างหญิงไทยให้แต่งงานกับตนโดยผ่านการจดทะเบียนสมรส จากนั้นก็นำเงินให้หญิงไทย (ซึ่งเป็นภรรยาปลอม ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย) ไปซื้อที่ดินแปลงใหญ่ในนามของหญิงไทย เมื่อได้มาแล้วคนจีนรายนั้นก็จะใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะทำการเกษตรตามที่ตนได้เล็งไว้แต่แรกแล้ว
การว่าจ้างหญิงไทยให้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสแบบหลอก ๆ ด้วยนี้จะมีสนนราคาอยู่ที่หลักหมื่น ส่วนจะกี่หมื่นแล้วแต่จะตกลงกัน กรณีที่พบคือ ห้าหมื่นบาท ซึ่งบางกรณีจะต่ำกว่านั้น แต่ไม่ต่ำไปกว่าสามหมื่น โดยเมื่อเทียบค่าว่าจ้างกับผลตอบแทนที่คนจีนได้รับจากการใช้ประโยชน์บนที่ดินผืนนั้นแล้ว คงเทียบกันไม่ได้
ที่สำคัญ แรงงานที่มาทำการเกษตรบนที่ดินผืนนั้นคือ แรงงานจีน โดยคนจีนที่เป็นเจ้าของทุนจะคอยควบคุมดูแลอีกชั้นหนึ่ง ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิต การกินการอยู่ และการรักษาพยาบาล ตลอดจนการอำนวยความสะดวกบางอย่างในชีวิตประจำวัน ส่วนค่าแรงจะไม่ต่ำไปกว่าที่ให้กันในเมืองจีน ซึ่งโดยสรุปแล้วคนจีนได้เป็นเจ้าของที่ดินในทางพฤตินัยไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวต่อมาได้พัฒนาไปในทางที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยมิพักต้องว่าจ้างคนไทยให้แต่งงาน หรือว่าจ้างคนไทยให้ไปซื้อที่ดินในนามของคนไทยอีกต่อไป แต่แจกระทำผ่านคนไทยในรูปแบบของล้งทางการเกษตร ดังที่เป็นข่าวในกรณีสวนทุเรียนที่ล้งไทยร่วมมือกับคนจีนที่เป็นเจ้าของทุนกดราคาทุเรียน เป็นต้น
ที่น่าเศร้าก็คือว่า เมื่อถูกจับได้ว่ามีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายดังกล่าว ทั้งล้งไทยและกลุ่มทุนจีนได้พากันเยาะเย้ยและท้าทายการแก้ปัญหาของทางการ ลำพังถ้ากลุ่มทุนจีนเป็นผู้เยาะเย้ยหรือท้าทายแล้วก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะอย่างไรเสียคนเหล่านี้ก็เป็นคนต่างชาติที่กำลังเหิมเกริมในอำนาจทุนของตน ที่ไม่ต้องใส่ใจกับความผิดชอบชั่วดีอยู่แล้ว ขอเพียงให้ตนได้กำไรสูงสุดเป็นพอ
แต่กับล้งไทยที่พลอยผสมโรงไปกับกลุ่มทุนจีนด้วยนั้น เป็นเรื่องที่น่าสมเพชและอเนจอนาถใจอย่างยิ่ง แต่ก็พลอยทำให้เราเข้าใจไปด้วยว่า พฤติกรรมขายชาติในอดีตนั้นเกิดขึ้นด้วยแรงจูงใจอะไร
ถึงตรงนี้เราก็จะเห็นบทบาทของล้งแทรกขึ้นมา ในที่นี้จึงขออธิบายเรื่องล้งให้พอได้เห็นภาพ แต่เนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับทุเรียน การอธิบายจะขยายไปถึงบริบทของทุเรียนเพื่อให้สัมพันธ์กับประเด็นที่บทความนี้กำลังกล่าวถึง
คำว่า ล้ง เป็นคำจีนแต้จิ๋วที่เพี้ยนมาจากคำว่า โล้ง จีนกลางออกเสียงว่า หลาง (廊 , lang) ที่หมายถึง โรง สิ่งปลูกสร้างคล้ายเรือนสำหรับอยู่อาศัยหรือไว้เก็บสิ่งของ ปกติพื้นจะอยู่กับดิน และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เห็นได้โดยทั่วไปแทบทุกประเทศ
ในแง่รูปแบบแล้ว ล้ง จะมีสองแบบ คือแบบที่เปิดโล่งกับแบบที่มีผนังกั้นโดยรอบ ทั้งสองแบบนี้จะทำหน้าที่คล้าย ๆ กันคือ เป็นที่เก็บสิ่งของต่าง ๆ และส่วนมากมักจะเป็นสินค้าหรือสิ่งของที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค แต่ในแง่ของการใช้ในปัจจุบันแล้วมักจะเป็น ล้ง แบบแรกที่เปิดโล่งมากกว่า
ที่เป็น ล้ง แบบเปิดโล่งก็เพราะเป็นที่เก็บหรือที่รวมของผลไม้ต่าง ๆ โดยเฉพาะทุเรียนที่นิยมในหมู่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่นั้นจะมีสูงมาก คือสูงจนทำให้พ่อค้าผลไม้จีนถึงกับต้องเดินทางมาเมืองไทย แล้วตรงไปสวนทุเรียนของชาวไทยเพื่อจองทุเรียน จากนั้นก็จะวางเงินมัดจำเพื่อเป็นหลักประกันว่าตนจะได้ทุเรียนอย่างแน่นอน โดยที่ทุเรียนยังไม่สุกดี
เมื่อทุเรียนสุกพร้อมที่จะส่งออกแล้วก็จะนำออกจากสวนมากองรวมกันไว้ที่ ล้ง ที่เป็นศูนย์รวมของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ตามฤดูกาล ในกรณีทุเรียนก็เป็นไปตามฤดูกาลเช่นกันนั้นจะถูกนำมากองรวมกันที่ ล้ง จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการซื้อขายระหว่างชาวสวนกับพ่อค้า
ถ้าเป็นทุเรียนที่ถูกจองไว้ก่อนแล้ว พ่อค้าผู้จองก็จะมารับและจ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้
ถึงตอนนั้น ล้ง จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้มีเจ้าของสวนหรือพ่อค้าเพียงเจ้าสองเจ้า แต่จะมีหลายเจ้าที่ต่างมาต่อรองซื้อขายกัน
ที่กล่าวมานี้เฉพาะเจาะจงที่ทุเรียนเท่านั้น ด้วยเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงกว่าผลไม้อื่น ทั้งที่จริงแล้วยังมีผลไม้อื่นรวมอยู่ในการซื้อขายด้วย (ตามแต่ฤดูกาลของผลไม้นั้น) กล่าวคือ พอหมดหน้าทุเรียนไปแล้ว ล้ง ก็ต้อนรับผลไม้อื่นต่อไป จนกล่าวได้ว่า ถ้าหาก ล้ง มีชีวิตแล้ว ชีวิตของ ล้ง ก็แทบไม่ได้พักเลยก็ว่าได้
แต่ดังได้กล่าวไปแล้วว่า ล้ง (ผลไม้) เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือในราวทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา และแพร่หลายก็เพราะผลไม้ไทยเป็นที่นิยมของชาวจีน ทั้ง ๆ ที่คำว่า ล้ง เป็นคำที่ถูกใช้มานานนับร้อยปีแล้ว คือเป็นคำที่มาพร้อมกับการเข้ามาค้าขายของชาวจีนโพ้นทะเลในอดีต
สินค้าที่มีการค้าขายในสมัยก่อนมีหลายชนิด เช่น ข้าวสาร เป็นต้น จนเมื่อการค้าขายมีปริมาณมากขึ้น สินค้าจึงถูกนำมาเก็บไว้ใน ล้ง ที่มีผนังโดยรอบเพื่อรอการส่งออกไปขาย คำว่า ล้ง จึงถูกใช้ตามความหมายที่ว่านี้ แต่ก็ใช้กันค่อนข้างจำกัดในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ได้แพร่หลายจนเป็นที่รู้กันดังในปัจจุบัน
ซึ่งคนไทยจะใช้คำว่า โกดัง เสียมากกว่า และเป็นคำที่ใช้กันเป็นปกติแม้ในทุกวันนี้
การที่คำว่า ล้ง เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบันและมีที่มาจากผลไม้ไทย (โดยเฉพาะทุเรียน) จึงทำให้คำว่า ล้ง กลายเป็นเสมือนศัพท์ใหม่ของคนไทยไปด้วย และคนไทยก็ใช้คำคำนี้โดยที่อาจไม่รู้ว่าที่มาของคำคำนี้ก็ได้ เข้าทำนองว่า เขาเรียกกันมาอย่างนี้ก็เรียกตาม ๆ กันมา
ล้ง จึงเป็นคำพิเศษตรงที่เป็นคำที่นิยมใช้ในบริบทการค้าขายผลไม้ไทย จนน่าเชื่อว่า ถ้าหากมิใช่เป็นเพราะคนจีนนิยมผลไม้ไทยแล้ว บางทีคำว่า ล้ง อาจยังคงถูกใช้ในวงจำกัดแคบ ๆ อย่างในโกดังที่ใช้เก็บข้าวสารก็เป็นได้
ไม่อื้อฉาวจนเป็นข่าวอย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้


