xs
xsm
sm
md
lg

บาปต่อองค์กร บาปต่อบ้านเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์



เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต


---

ผู้นำทุกคนต้องการเข็มทิศ

แต่เข็มทิศของผู้นำนั้นไม่เหมือนเข็มทิศของนักเดินทางทั่วไป นักเดินทางมีปลายทางที่รู้แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน แต่ผู้นำต้องเดินไปในความมืดมนแห่งอนาคต ที่ไม่มีใครบอกได้แน่ว่าอะไรคือเส้นทางที่ถูกต้อง

ผู้นำจึงต้องการเข็มทิศสองอัน

อันแรกคือ "ธรรมะ" ที่ชี้ว่าเราควรมุ่งหน้าไปทางไหน อันที่สองคือ "บาป" ที่เตือนว่าเราไม่ควรเหยียบย่างไปทางใด

สองสิ่งนี้ประกอบกันเป็นสิ่งที่ผมขอเรียกว่า "พันธสัญญาทางศีลธรรม"

พันธสัญญาทางศีลธรรมไม่ใช่เอกสารที่เราเซ็นแล้วเก็บเข้าแฟ้ม แต่มันคือสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเอง กับองค์กร และกับบ้านเมือง ว่าเราจะใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศนำทาง และจะใช้ความตระหนักรู้เรื่องบาปเป็นรั้วกั้นไม่ให้เราก้าวพลาด

---

มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ในชีวิตของคนที่เป็นผู้นำหรือผู้บริหาร ไม่ว่าในองค์กรเล็กใหญ่หรือในระดับบ้านเมือง ที่เราจะต้องหยุดชะงักกับคำถามบางอย่าง คำถามที่ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจเราเอง

คำถามนั้นอาจมาในยามดึก หลังจากวันที่เราได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง หรือไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย

"นี่เรากำลังทำบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองอยู่หรือเปล่า?"

นั่นไม่ใช่เสียงของความหวาดระแวง แต่มันคือเสียงของเข็มทิศอันที่สองที่กำลังทำงาน

---

เป็นธรรมดาที่เมื่อพูดถึง "บาป" เรามักนึกถึงการกระทำผิดส่วนบุคคล คิดร้าย พูดปด ลักขโมย นั่นคือบาปที่จับต้องได้ วัดได้ด้วยเจตนาของเราแต่ละคน

แต่สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ ความเป็นผู้นำได้เปิดมิติใหม่ของคำว่า "บาป" ให้กว้างใหญ่กว่าชีวิตส่วนตัวมากนัก

เราอาจเริ่มตระหนักว่า โลกขององค์กรและสังคม มี "บาป" ชนิดที่ซ้อนอยู่ในโครงสร้าง ในระบบที่เราดำรงอยู่และมีส่วนร่วมรักษามันไว้ บาปที่ไม่ต้องมีใครลงมือทำชั่วด้วยสองมือตนเอง แต่ดำรงอยู่ผ่านกฎเกณฑ์ ธรรมเนียม วัฒนธรรมองค์กร ที่ทำให้คนบางกลุ่มถูกกดทับ ทำให้ความไม่เป็นธรรมถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ

และเมื่อเราคิดลึกลงไป เราอาจค้นพบความจริงที่อึดอัดใจอีกชั้นหนึ่งว่า องค์กรเองก็ทำบาปได้ ในฐานะนิติบุคคล ผ่านการตัดสินใจร่วมกันของผู้บริหาร ผ่านวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความโลภ หรือผ่านการเมินเฉยต่อผลกระทบที่องค์กรทำให้เกิดขึ้น

ธรรมะบอกเราว่าองค์กรที่ดีควรมุ่งไปทางไหน

ส่วนบาปบอกเราว่า ตรงไหนคือเส้นที่องค์กรและบ้านเมืองไม่ควรก้าวข้าม

---

และแล้วคำถามก็ย้อนกลับมาที่ตัวเรา

เราได้รับความไว้วางใจ เราได้รับการแต่งตั้งให้มาอยู่ ณ จุดนี้ เราได้รับมอบอำนาจที่มาพร้อมกับความคาดหวังว่าเราจะเป็นผู้ปกป้องสิ่งที่ดีและถูกต้อง

แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่อุดมคติวาดไว้ เราต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน บางครั้งมันคือ "อามิส" ที่มาในรูปแบบแนบเนียนเกินกว่าจะเรียกว่าสินบน บางครั้งมันคือการคุกคามที่เราไม่ได้กลัวแค่เพื่อตัวเอง แต่กลัวไปถึงคนรอบข้าง ครอบครัว ลูกน้องที่เรารับผิดชอบ

ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจพบว่าตัวเองต้องหลีกเลี่ยงที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในบางจังหวะ ต้องชะลอการต่อสู้กับสิ่งที่ผิดในบางสนาม ต้องประนีประนอมกับแรงคุกคามเพื่อรักษาชีวิตและตำแหน่งให้เดินต่อไปได้

แล้ว... สิ่งเหล่านี้คือบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองหรือไม่?

---

หลายคนมองว่าความกลัวบาปเป็นสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าทำอะไร เป็นโซ่ตรวนทางความคิดที่ถ่วงรั้งการตัดสินใจ

แต่ผมคิดต่างออกไป

ความกลัวบาปไม่ใช่โซ่ตรวน หากเราเข้าใจมันอย่างถูกต้อง มันคือเข็มทิศ

เข็มทิศไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรือหยุดนิ่ง เข็มทิศมีไว้เพื่อบอกทิศทางให้เรือที่กำลังแล่นอยู่ ไม่ให้หลงทาง

ความกลัวบาปในความหมายที่ผมกำลังพูดถึง จึงไม่ใช่ความกลัวแบบหวาดระแวงจนทำอะไรไม่ได้ แต่มันคือความตระหนักรู้ที่คอยกระซิบเตือนเราว่า กำลังมีแนวปะการังอยู่ข้างหน้า กำลังมีหินโสโครกอยู่ใต้ผิวน้ำ

พันธสัญญาทางศีลธรรมของผู้นำจึงประกอบด้วยสองเสาหลักเสมอ

เสาแรกคือธรรมะ ที่บอกเราว่าอะไรคือสิ่งถูกต้องที่ควรทำ

เสาที่สองคือบาป ที่บอกเราว่าอะไรคือเส้นที่เราไม่ควรข้าม

สองเสานี้ต้องอยู่ด้วยกัน ขาดเสาใดเสาหนึ่งไม่ได้

ผู้นำที่มีแต่ธรรมะโดยไม่ตระหนักรู้เรื่องบาป อาจกลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ความดีงามอันเลื่อนลอย โดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังก้าวพลาดตรงไหน

ผู้นำที่มีแต่ความกลัวบาปโดยไม่มีธรรมะนำทาง ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลย กลัวผิดจนไม่กล้าทำถูก

---

ผมขอเชิญชวนให้ท่านลองถามตัวเอง ด้วยน้ำเสียงที่ไม่กล่าวโทษ แต่นุ่มนวลและซื่อตรง:

"ในการนิ่งเฉยหรือหลีกเลี่ยงของฉัน มีสัดส่วนของความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด และมีสัดส่วนของความสะดวกสบายส่วนตัวผสมอยู่เท่าไร?"

"ฉันได้พยายามทุกวิถีทาง เท่าที่ปัญญาและสถานการณ์จะเอื้ออำนวยแล้วหรือยัง? หรือฉันยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง?"

"หากสิ่งที่ฉันเผชิญมันหนักหนาเกินไปจริง ๆ การที่ฉันยังดำรงตำแหน่งนี้อยู่ โดยไม่ทำอะไรเลยเพื่อปกป้องความถูกต้อง... มันคือการอดทนรอจังหวะ หรือคือการสมยอมที่ห่อหุ้มด้วยเหตุผล?"

"ฉันเป็นผู้นำเพื่ออะไร? เพื่อตำแหน่ง เพื่อความมั่นคง เพื่อเกียรติยศ หรือเพื่อเป็นผู้พิทักษ์บางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวฉัน?"

---

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราตอบว่า "บาป" หรือ "ไม่บาป" ราวกับเป็นคำพิพากษาทางกฎหมาย

แต่มันคือเครื่องมือตรวจสอบพันธสัญญาทางศีลธรรมของเราเอง ว่าเรายังยึดมั่นในสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเองหรือไม่ เข็มทิศของเรายังทำงานอยู่ดีหรือเปล่า

ในทางพุทธศาสนา "เจตนา" คือหัวใจของการกระทำ การที่เรายังรู้สึกอึดอัด การที่เรายังตั้งคำถาม การที่เรายังไม่สบายใจกับการหลีกเลี่ยงของตนเอง... นั่นคือสัญญาณว่าเข็มทิศยังไม่พัง ธรรมะยังนำทางอยู่ และความตระหนักรู้เรื่องบาปยังคงเป็นข้อพึงระวังที่คอยเตือนเรา

ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกนี้ ตราบนั้นเรายังไม่ "ตาย" ในฐานะมนุษย์ที่มีจิตสำนึก และนั่นอาจหมายความว่า เรายังมีหวังที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง ในวันที่จังหวะและโอกาสมาถึง

หรือในทางกลับกัน หากเราตอบคำถามเหล่านี้อย่างซื่อตรงกับตัวเองแล้วพบว่า เราไม่ได้มีความจำเป็นอันใด เราเพียงแค่รักสบาย รักตำแหน่ง กลัวเสียผลประโยชน์... เราก็จะได้รู้ด้วยตัวเอง ว่าพันธสัญญาทางศีลธรรมของเรานั้นขาดสะบั้นลงแล้ว และสิ่งที่เรากำลังแบกไว้บนบ่านั้นมันคืออะไร

---

สุดท้ายแล้ว อาจไม่มีใครตอบได้ว่าเราทำบาปต่อองค์กรและบ้านเมืองหรือไม่ นอกจากตัวเราเอง ในความเงียบงันของจิตสำนึกของเราเอง

แต่ผู้นำที่มีพันธสัญญาทางศีลธรรม ย่อมไม่ปล่อยให้ความเงียบงันนั้นผ่านเลยไปโดยไม่ถามตัวเอง

ผู้นำเช่นนั้นมีธรรมะเป็นเข็มทิศ

และมีบาปเป็นข้อพึงระวัง

สองสิ่งนี้เคียงคู่กันไปตลอดเส้นทางแห่งอำนาจ

นั่นคือภาระอันหนักหน่วง

และนั่นคือศักดิ์ศรีอันสูงส่ง

ของการเป็นผู้นำที่แท้จริง