xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ทุนจีนจากคอมปราดอร์ถึงนอมินี (8)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โครงการอสังหาริมทรัพย์ ของ ริช แลนด์ ที่มีกรรมการเป็นคนจีน
ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล

 นานานอมินีของทุนจีนในไทย  (ต่อ)


เมื่อกฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างชาติถือครองบ้านพักตามความหมายที่กล่าวมา แต่อนุญาตให้ถือครองห้องชุดได้ คนจีนจึงพากันไปถือครองห้องชุด จนมีข่าวว่าคนจีนยกพวกมาซื้อห้องชุดแบบยกชั้นกันเลยทีเดียว การซื้อแบบนี้แสดงให้เห็นว่า หากคนจีนที่ซื้อไม่เป็นญาติสนิทมิตรสหายกันก็คงเป็นมหาเศรษฐี

ถ้าเป็นแบบแรกเมื่อซื้อแล้วจะได้มาอาศัยอยู่ร่วมชั้นเดียวกัน มีอะไรก็สามารถติดต่อไปมาหาสู่กันหรือช่วยเหลือกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะไม่ว่าใครก็ทำเช่นนั้น

แต่พอเวลาผ่านไปก็กลับมีข่าวว่า แม้จะเป็นความจริงที่คนจีนที่ซื้อห้องชุดแล้วมาอยู่ด้วยกัน แต่ก็มีคนจีนอีกจำพวกหนึ่งที่ซื้อแล้วเปิดให้คนจีน (หรือคนอื่น) เช่า แล้วตัวเองก็เก็บค่าเช่าไป และสาเหตุที่เป็นข่าวออกมาก็เพราะคนเช่ามีพฤติกรรมที่เหลวไหลไม่พึงปรารถนา จนสร้างความหวาดกลัวให้ผู้อาศัยรายอื่น

ถัดจากห้องชุดก็มาที่บ้านพักอาศัยแบบบ้านเดี่ยวและแบบทาวน์เฮาส์ ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างชาติถือครอง แล้วเราก็เห็นคนต่างชาติและคนจีนต่างถือครองเป็นว่าเล่นและเปิดเผย ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะมีคนไทยเป็นนอมินีให้กับคนจีน

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นง่ายมาก คือคนจีนรู้จักคนไทยแล้วก็ขอให้คนไทยช่วยซื้อบ้านพักในชื่อของคนไทย แต่เงินที่ซื้อเป็นของคนจีน เมื่อซื้อเรียบร้อยแล้วบ้านหลังนั้นก็จะมีคนไทยเป็นเจ้าของ โดยคนที่อาศัยอยู่จริงคือคนจีนที่เป็นเจ้าของเงิน

ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของข่าวที่แสดงความวิตกกังวลว่า ถ้าขืนคนไทยยอมเป็นนอมินีให้คนจีนหรือคนต่างชาติต่อไปเรื่อย ๆ คนจีนและคนต่างชาติก็จะยึดครองประเทศไทย

 แต่ถ้าคิดให้ลึกแล้วก็มีคำถามด้วยว่า ถ้าคนจีนที่เป็นเจ้าของเงินที่ซื้อบ้าน และเป็นคนที่อยู่อาศัยตัวจริงเกิดตายไปแล้วจะทำยังไงกับบ้านหลังนั้น เช่น ให้ญาติสนิทมิตรสหายของตนอาศัยอยู่ต่อไป ขายทิ้ง หรือยกให้คนไทยที่เป็นนอมินี (ซึ่งต้องรักกันมาก) ฯลฯ ถ้าทำอย่างไรอย่างหนึ่งจากที่ว่ามาก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้เตรียมอะไรก่อนตายแล้ว บ้านหลังนั้นก็จะตกเป็นของคนไทยที่เป็นนอมินีทันที ซึ่งก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ของผู้ซื้อคนจีน 

แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เห็นได้ว่า การที่ให้คนไทยเป็นนอมินีนั้น ในด้านหนึ่งคนไทยคนนั้นจะต้องมีความซื่อสัตย์ (แต่ไม่สุจริต) ด้วย
เพราะคนไทยคนนั้นจะเบี้ยวคนจีนเมื่อไรก็ได้ ด้วยคนไทย (นอมินี) มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นในทางกฎหมาย ซึ่งถ้าเกิดเบี้ยวขึ้นมาก็สามารถยึดเอาบ้านหลังนั้นมาเป็นของตนได้ ไปสู้ศาลไหนก็น่าที่จะชนะได้ไม่ยาก ดังนั้น การที่คนจีนให้คนไทยเป็นนอมินีในด้านหนึ่งก็แสดงว่า คนไทยคนนั้นต้องเป็นที่ไว้วางใจได้ด้วย
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดความไว้วางใจกันนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น คนไทยกับคนจีนมีความสนิทสนมกันมาช้านาน คนจีนอาจเคยช่วยเหลือเกื้อกูลคนไทยมาก่อน แล้วทำให้คนไทยยอมเป็นนอมินีให้ คนไทยกับคนจีนมีธุรกิจที่ต้องทำร่วมกัน หรือคนไทยกับคนจีนมีผลประโยชน์ร่วมกัน (ที่อาจจะถูกหรือผิดกฎหมาย) เป็นต้น

ความไว้วางใจเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย แต่เมื่อเกิดแล้วก็จะจีรังยั่งยืน จนมีเรื่องที่เล่ากันถึงขนาดที่ว่า มีคนไทยคนหนึ่งเป็นนอมินีให้คนจีนถือครองบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง ต่อมาคนจีนคนนี้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ญาติสนิทมิตรสหายของตนที่เมืองจีนฟัง

ปรากฏว่า คนจีนที่ได้ฟังต่างพากันมาหาคนไทยคนนั้นแล้วขอร้องให้ช่วยเป็นนอมินีให้ตนด้วย

 คนจีนเหล่านั้นไม่ได้รู้จักมักจี่กับคนไทยคนนั้น ไม่เคยแม้แต่เห็นหน้าค่าตา ได้แต่ฟังจากคนจีนคนแรก แต่ก็โทรศัพท์มาหาคนไทยคนนั้นโดยขอให้เป็นนอมินีให้ตนบ้าง โดยไม่คำนึงว่าตนกำลังเอาเงินหลายล้านมาซื้อบ้านพักในชื่อของคนอื่นที่ตนไม่รู้จัก ขอเพียงให้ตนได้อยู่ในบ้านหลังนั้นในฐานะเจ้าของในทางพฤตินัยก็พอ ที่จะคิดว่าคนไทยจะเบี้ยวดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในหัวของคนจีนเหล่านี้เลยก็ว่าได้ 

ประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความไว้วางใจที่ว่าสามารถถ่ายทอดกันได้ไม่รู้จบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก จนทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้คนจีนเหล่านั้นมั่นใจเหมือนต้องมนตราก็ไม่ปาน

ดีที่คนไทยคนนั้นปฏิเสธที่จะเป็นนอมินีให้โดยให้เหตุผลว่า ถ้าหากต้องทำจริงคนไทยคนนั้นต้องไปเดินเรื่องซื้อขายบ้านด้วยตนเอง แถมไม่ใช่หลังเดียวด้วย หากนับเป็นสิบหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียเวลาทำมาหากินอย่างมาก ที่สำคัญ หากทำจริงก็จะทำให้คนไทยคนนั้นมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านพักนับสิบหลังที่ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และจะเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติเอาได้

อย่างไรก็ตาม กรณีการเป็นนอมินีบ้านพักอาศัยก็เกิดขึ้นจริงระหว่างคนจีนกับคนไทย ดังที่เป็นข่าวจนรู้กันดีในปัจจุบัน ส่วนประเด็นคำถามที่ตั้งเอาไว้ระหว่างบรรทัดจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า

 นอมินีในประเด็นถัดมาก็คือ นอมินีในทางธุรกิจ  

ในทางนี้หมายความว่า มีธุรกิจบางประเภทที่กฎหมายห้ามมิให้คนต่างชาติเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว หรือเป็นเจ้าของหุ้นร้อยละ 100 แต่อนุญาตให้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 แต่คนต่างชาติหรือคนจีนนำเงินของตนมาให้คนไทยเป็นนอมินีช่วยถือหุ้นในส่วนที่เหลือหรือทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

การที่กฎหมายมีข้อห้ามดังกล่าวก็เพื่อคุ้มครองอาชีพให้กับคนไทยได้ทำหรือได้เป็นเจ้าของ หาไม่แล้วคนต่างชาติก็จะเป็นเจ้าของธุรกิจเหล่านี้ได้โดยง่ายและทั้งหมดด้วยมีทุนที่หนากว่า ธุรกิจเหล่านี้โดยมากมักเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ใช้ทุนไม่มาก

 แต่ปัญหามาเกิดตรงที่ว่า คนไทยไม่มีทุนหรือมีแต่ไม่พอ แล้วทำให้คนต่างชาติหรือคนจีนที่มีทุนหนาสบช่องด้วยการให้คนไทยเป็นนอมินี กล่าวกันว่า เฉพาะคนจีนแล้วจะให้คนไทยถือหุ้นแทนตนทั้งในส่วนร้อยละ 49 และร้อยละ 51 ซึ่งก็หมายความว่า คนจีนลงหุ้นร้อยละ 100 ในทางพฤตินัย แต่ในทางนิตินัยคนไทยจะถือหุ้นร้อยละ 51 ในฐานะนอมินี 

ส่วนที่ว่า  “สบช่อง” ก็คือว่า การเป็นนอมินีดังกล่าวจะมีการตกลงกันในเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งโดยมากจะออกมาในรูปที่คนจีนจะให้คนไทยที่เป็นนอมินีมาเป็นพนักงานในธุรกิจนั้น เช่น เป็นผู้จัดการโดยให้เงินเดือนสูงหลายหมื่นบาท และในหลายกรณีจะสูงกว่าห้าหมื่นบาท เป็นต้น

การจ้างในลักษณะนี้มีข้อดีสำหรับคนจีนคือ คนไทยพูดไทยได้อยู่แล้ว หากมีลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคนไทย คนจีนก็ไม่ต้องเหนื่อยเพราะมีผู้จัดการเป็นคนไทย แต่ถ้าเป็นคนจีนตนก็ออกหน้ารับเอง จะเห็นได้ว่า การสบช่องดังกล่าวนี้เหมือนเป็นการพบกันคนละครึ่งทางระหว่างคนไทยกับคนจีน

แต่ถ้าคิดให้ลึกแล้วคนที่ได้ประโยชน์มากกว่าและยาวนานกว่าคือ คนจีนซึ่งเป็นเจ้าของทุน

 แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ธุรกิจที่ควรเป็นของคนไทยได้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติ คนไทยที่เป็นนอมินีได้ผลประโยชน์ก็แต่ในรูปของเงินเดือน ที่แม้จะสูงแต่ก็นับว่าเล็กน้อยมาก จนเทียบไม่ได้เลยกับผลประโยชน์ที่คนจีนได้รับ  

ซึ่งจะว่าได้ไปเป็นกอบเป็นกำก็คงไม่ผิดนัก