xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (88): ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของสวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


Frederik Axel von Fersen
คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 “พื้นที่สีเทา” : ความไม่ชัดเจนในอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการตีความที่แตกต่างกันต่อระบบการเสนอชื่อ (the appointment nomination system/ Verschlag) ในการแต่งตั้งตำแหน่งทางราชการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 และกรณีที่เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงดังกล่าวนี้คือ กรณีการแต่งตั้ง  Frederik Axel von Fersen  ให้ดำรงตำแหน่งนายพล โดย Adolf Fredrik ทรงไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้ง von Fersen ซึ่งตามมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 กำหนดไว้ว่า

“ให้การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญตั้งแต่ระดับนายพันจนไปถึงจอมพล ตลอดจนตำแหน่งอื่นที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาโดยตรงของบุคคลดังกล่าว ทั้งในทางสงฆ์และฆราวาส กระทำโดยพระมหากษัตริย์ต่อหน้าที่ประชุมสภาที่ปรึกษา ด้วยวิธีการต่อไปนี้:

เมื่อมีตำแหน่งว่างลง ให้สภาที่ปรึกษารวบรวมรายชื่อบุคคลที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งอันสำคัญนั้น พร้อมด้วยข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถและประวัติการทำงานของบุคคลเหล่านั้น เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ หลังจากที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงเสนอบุคคลหนึ่งจากรายชื่อที่ทรงประสงค์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต่อสภาที่ปรึกษาแล้ว ให้สภาที่ปรึกษาดำเนินการตรวจสอบตามเห็นสมควร(โดยให้จดลงในบันทึกการประชุม)

และให้ยึดมั่นตามพระราชประสงค์โดยไม่ต้องลงคะแนนเสียง เว้นแต่การแต่งตั้งบุคคลนั้นจะขัดต่อกฎหมายของสวีเดนหรือรูปแบบการปกครอง หรือหากมีบุคคลอื่นที่มีเกียรติและคุณธรรมที่คู่ควรกว่า ในกรณีหลังนี้ ให้สภาที่ปรึกษาลงคะแนนเสียงใหม่ และให้พระมหากษัตริย์ ตามที่ได้ทรงพิจารณาเหตุผลของสภาที่ปรึกษา ทรงเลือกบุคคลอื่นที่มีประวัติการทำงานต่อพระมหากษัตริย์ และต่อปิตุภูมิอันสมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และปฏิเสธบุคคลที่ไม่ปรากฏผลงานหรือเหตุสมควรเป็นที่ชัดเจน”
และ “ในส่วนของกองทหาร ให้เสนอชื่อบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งที่ว่างลงตามบทบัญญัติของพระเจ้าคาร์ลที่ 12 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 1716 หากการนำเสนอรายชื่อได้เป็นกระทำผิดต่อผู้ใด หรือละเลยผู้ใดไปอย่างไร้เหตุผล ให้เรียกตัวบุคคลผู้นำเสนอรายชื่อดังกล่าวมาซักถาม ให้พระมหากษัตริย์มีพระวินิจฉัยและทรงแต่งตั้งบุคคลที่ทรงเห็นว่ามีความสามารถที่สุดในบรรดารายชื่อที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย หรือให้พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาหารือถึงตำแหน่งดังกล่าวตามมาตรา 20

(มาตรา 20 วรรค 4. การแต่งตั้งตำแหน่งที่ว่างลงในกองทัพ ซึ่งจะต้องกระทำภายหลังจากการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อโดยนายพันเอกที่มีอำนาจดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 40 เช่นเดียวกันหรือให้ทรงปรึกษาหารือในที่ประชุมของสภาที่ปรึกษา เพื่อที่จะทราบถึงการตัดสินใจและความเห็นของสภาที่ปรึกษาเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ)”

จากข้างต้น ในแง่หนึ่ง ตีความได้ว่า สภาบริหารเป็นองค์กรที่แต่งตั้งตำแหน่งนายทหารที่สูงกว่ายศนายพันขึ้นไป (และตำแหน่งข้าราชการพลเรือนที่เทียบเท่า) จากบัญชีรายชื่อจำนวนสามรายชื่อดังที่กล่าวไปข้างต้น และพระมหากษัตริย์ทรงมีอิสระที่จะเลือกรายชื่อหนึ่งรายชื่อใดจากบัญชีรายชื่อดังกล่าว แต่ถ้าการเลือกของพระองค์ปรากฎให้เห็นว่าเป็นการเลือกที่มีอคติต่อรายชื่อที่เหลือ หรือขัดต่อกฎหมาย สภาบริหารสามารถดำเนินการลงคะแนนเสียงต่อไปได้ และให้ใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสิน

แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็ตีความได้ว่า ในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง สภาบริหารจะเสนอรายชื่อสามชื่อต่อพระมหากษัตริย์เพื่อให้พระองค์ทรงเลือกหนึ่งจากสามชื่อ “เว้นแต่การแต่งตั้งบุคคลนั้นจะขัดต่อกฎหมายของสวีเดนหรือรูปแบบการปกครอง หรือหากมีบุคคลอื่นที่มีเกียรติและคุณธรรมที่คู่ควรกว่า”

และในกรณีดังกล่าวนี้ “ให้สภาที่ปรึกษาลงคะแนนเสียงใหม่ และให้พระมหากษัตริย์ ตามที่ได้ทรงพิจารณาเหตุผลของสภาที่ปรึกษา ทรงเลือกบุคคลอื่นที่มีประวัติการทำงานต่อพระมหากษัตริย์ และต่อปิตุภูมิอันสมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และปฏิเสธบุคคลที่ไม่ปรากฏผลงานหรือเหตุสมควรเป็นที่ชัดเจน”
และในกรณี Frederik Axel von Fersen เขาเป็นหนึ่งในสามรายชื่อที่สภาบริหารได้กราบบังคมทูลเสนอ Adolf Frederick และหลังจากที่พระองค์ทรงพิจารณาแล้ว ทรงเห็นว่า von Fersen ไม่มีความเหมาะสม พระองค์จึงทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอรายชื่อที่สี่ที่เป็น “บุคคลอื่นที่มีเกียรติและคุณธรรมที่คู่ควรกว่า...ที่มีประวัติการทำงานต่อพระมหากษัตริย์และต่อปิตุภูมิอันสมควร”

ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การเสนอรายชื่อนอกบัญชีโดยพระมหากษัตริย์ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรัชสมัยของ Frederick I แต่เกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น แต่ Adolf Frederik ทรงอ้างเป็นพระราชสิทธิ์ที่จะเสนอรายชื่อนอกบัญชี ทางสภาบริหารจึงต้องยืนยันว่า พระองค์จะต้องทรงรับฟังความเห็นและคำปรึกษาของสภาบริหารก่อนที่พระองค์จะทรงแต่งตั้งบุคคลอื่น แต่ Adolf Frederick ก็ทรงยืนยันกลับเช่นกันว่า พระองค์ทรงมีความเป็นอิสระที่จะไม่ใส่ใจความเห็นของสมาชิกสภาที่ปรึกษาได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวนี้เกิดจากปัญหาการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ได้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งอย่างยิ่งระหว่างพระมหากษัตริย์กับสมาชิกสภาบริหาร และความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากประเด็นดังกล่าวนี้ได้พระราชสำนักที่พัฒนาบานปลายไปสู่ “ปัญหาความสับสันในแนวความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง” (confused conceptions concerning the form of government) และในที่สุด ได้กลายเป็น “ปัญหาความเห็นแย้งแตกต่างในแนวความคิดเกี่ยวกับความเข้าใจที่ถูกต้องแท้จริงของกฎหมายพื้นฐาน (รัฐธรรมนูญ/ผู้วิจัย)”  

และผู้ที่สรุปปัญหาความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับสภาบริหารออกมาเป็นประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดและการตีความรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่นักวิชาการสมัยใหม่ แต่มาจากการพิจารณาประเมินจากบุคคลในคณะกรรมาธิการลับในขณะนั้น

รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้บัญญัติไว้ว่า ในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกหนึ่งจากสามตัวเลือกที่ทางสภาบริหารเสนอมา ที่กำหนดไว้เช่นนี้ก็เพื่อต้องการให้เกิดสมดุลกันระหว่างพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กับอำนาจของสภาบริหาร มิฉะนั้นแล้ว หากอำนาจไปตกอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะกลับไปสู่การปกครองแบบอัตตาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ (royal autocracy)

Adolf Fredrik
อย่างในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือการปกครองที่อำนาจอยู่ที่สภาบริหารของพวกอภชิน (an aristocratic senatorial rule) ในช่วงศตวรรษที่สิบสี่และสิบเจ็ด และก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนรัชกาล Frederick I ทรงพยายามอยู่บ่อยครั้งที่จะแต่งตั้งบุคคลอื่นที่สภาบริหารไม่ได้เสนอชื่อมา แต่สภาบริหารก็สามารถได้เสียงข้างมากปฏิเสธรายชื่อที่พระองค์ทรงเลือก

แต่ Adolf Frederick ไม่ทรงยอมที่จะปฏิบัติตามแบบแผนในรัชสมัยของ Frederick I โดยทรงมุ่งมั่นที่จะใช้พระราชอำนาจของพระองค์เพื่อจุดประสงค์ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยตั้งแต่สมัยประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1752 เป็นต้นมา พระองค์ทรงพยายามแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่พระองค์ทรงเห็นว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าต่อรัฐบาลพรรค the Hats

พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยคะแนนเสียงข้างมากของสภาบริหารที่มีมติไม่เห็นด้วยกับพระองค์ และไม่ทรงสนพระทัยกับคำสัตย์ปฏิญาณที่พระองค์ทรงให้ไว้ในพิธีบรมราชาภิเษกที่จะกำหนดไว้ให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงกระทำตามความเห็นของสภาบริหาร และทรงยืนยันและอ้างการมีพระราชสิทธิ์ในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งบุคคลใดก็ตามที่พระอง์ทรงพอพระราชหฤทัย

และเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกรรมการสภาบริหารกับพระองค์ทวีความรุนแรงจนถึงจุดสูงสุดที่ Adolf Frederick ทรงไม่เข้าประชุมและปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยรับรองมติของสภาบริหาร จากการไม่ยอมเข้าประชุมและไม่ยอมลงพระปรมาภิไธยของ Adolf Frederick ทำให้มติของสภาบริหารค้างคาไม่สามารถออกเป็นกฎหมายที่จะนำมาปฏิบัติได้

จากสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ คณะกรรมมาธิการลับที่เสียงข้างมากเป็นพวกอภิชนและพ่อค้าคนเมืองที่อยู่ข้าง the Hats แสดงความวิตกกังวลว่าอาจจะนำไปสู่การทำให้  “รัฐธรรมนูญ ไม่มีความหมาย เสื่อมและพังทลายจนไปถึงการเปลี่ยนแปลง” ไปเลย และมันอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนสภาบริหารให้เป็นองค์กรร่างกฎหมายและนโยบายแทนที่จะเป็นสภาบริหารจริงๆ

(โปรดติดตามตอนต่อไป “ การระดมหาเสียงจากประชาชนเพื่อได้เสียงข้างมากในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1755”)