“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”
ตอนท้ายของบทความที่แล้ว ผมได้เขียนถึงความเบาใจของผม ที่ อาจารย์โต้ง ลูกชายคนเดียวของ น้าชาติ รับปากจะติดตามดูแลสุขภาพ น้าชาติ ใกล้ชิด ถ้าเกิดป่วยรอบที่สอง ตามที่ “พระอาจารย์” ทำนายล่วงหน้า ว่า น้าชาติอาจต้องไปรักษาตัวต่างประเทศ และอาจต้องเสียชีวิตในต่างแดน
ทั้งนี้ อาจารย์โต้ง เล่าว่า “ผู้ใหญ่มากท่านหนึ่ง” โทรมาย้ำเตือนกับ อาจารย์โต้ง หลายครั้งว่า อย่าได้ “ดูเบา” กับการป่วยครั้งที่สองของ น้าชาติ เป็นอันขาด!
ผมเองก็ได้บอกเล่าให้อาจารย์โต้งทราบรายละเอียดเรื่อง“การรู้ก่อนกาล” ในหลายเรื่อง ที่ “พระอาจารย์” ได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งทำให้ผม “หน้าแตก” แบบหมอไม่รับเย็บหลายครั้ง ด้วยคำพยากรณ์ “พระอาจารย์” อยู่เหนือการวิเคราะห์ “ทางการเมืองทั่วไป”
การป่วยครั้งแรก “จิ้งหรีด” ส่ง น้าชาติ ไปอยู่ภายใต้การรักษาดูแลของบรรดาหมอที่ตึกแห่งหนึ่งในโรงพยาบาลจุฬา
อาจารย์โต้ง พูดกับผมอย่างเคร่งเครียดว่า
“ชัช.. แม่ไม่พอใจมากๆ ที่หรีดพาพ่อไปอยู่โรงพยาบาลจุฬา เพราะหมอแพะญาติพี่ เป็นหมอใหญ่โรงพยาบาลศิริราช ควรจะได้ดูแลพ่อเป็นหลัก กลับไม่ได้ดูแลเลย พี่แพะเป็นหมอประจำตัวพ่อมาตลอดนะชัช..แต่เอาเถอะ.. ไหนๆ เรื่องก็เลยเถิดไปแล้ว หรีดพาพ่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาแล้วก็แล้วไป”
ภายหลังจากที่ น้าชาติ ได้ไปพบ “ผู้ทรงบารมีสูงสุด” ตามหมาย ผู้ใกล้ชิด “ผู้ทรงบารมีสูงสุด” ได้ประสานมาที่ผม ถามว่า
“การพบกันในวันนี้.. ทำไมชาติชายมีท่าทีไม่ร่าเริงดังเคย? ชาติชายเป็นอะไรหรือเปล่า?”
เมื่อได้รับทราบเรื่องว่า พล.อ. ชาติชาย ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และหมอวินิจฉัยว่าต้องผ่าตัดลำไส้บางส่วน
ผมได้เล่าเสริมว่า “สุขภาพ พล.อ. ชาติชายไม่เต็มร้อย กำลังจะไปรักษามะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬา ทว่าได้รับหมายกำหนดการให้พบกับผู้ทรงบารมีสูงสุดเวลาตรงกันพอดี”
ผู้ใกล้ชิดฯ ได้เล่าภายหลังว่า
“เมื่อผู้ทรงบารมีสูงสุดรับทราบ ได้อุทานว่า มิน่าล่ะ!.. ชาติชายมาพบครั้งนี้จึงไม่ร่าเริงดังเคย!”
นั่นเป็นคำพูดของ “ผู้ทรงบารมีสูงสุด” ที่กล่าวถึง พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ สามีของ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ สะท้อนถึงความกังวลและความห่วงใยของ “ผู้ทรงบารมีสูงสุด”
พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะไปเยี่ยมเยียน น้าชาติ ภายหลังการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ ซึ่งการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี แต่นายกฯ “บิ๊กจิ๋ว” ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับ น้าชาติ แม้แต่น้อย เพราะฤทธิ์ยาทำให้ น้าชาติ หลับอุตุ ยังไม่ฟื้นจากการผ่าตัด
เมื่อผมไปเยี่ยมอาการป่วยของ น้าชาติ ที่ตึกสูงในโรงพยาบาลจุฬา ท่านฟื้นและอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้สีหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง
“พ่อครับ.. ผู้ทรงบารมีสูงสุดทั้งสองท่าน ส่งกระเช้าดอกไม้มาเยี่ยมพ่อ และอวยพรให้พ่อหายป่วยโดยเร็วครับ”
ผมรายงานเรื่อง “ผู้ทรงบารมีสูงสุด” ให้ น้าชาติ ฟัง ขณะที่ น้าชาติ กำลังพยายามขยับตัวเพื่อเอนหลังพิงหมอนที่วางซ้อนกันที่หัวเตียง
น้าชาติ พยายามเผยอยิ้ม “สไตล์น้าชาติ” ทั้งๆ ที่เพิ่งถูกตัดลำไส้ไปส่วนหนึ่ง
“ชัช.. ลำไส้พ่อถูกหมอตัดทิ้งไปส่วนหนึ่ง พ่อจะหิวบ่อย ต้องกินบ่อยกับถ่ายบ่อยด้วย.. หมอบอกพ่อต้องกินบ่อยกับถ่ายบ่อยอย่างกับนก!”
อาจารย์โต้ง ที่ยืนมองด้วยแววตาเป็นห่วงอยู่ข้างเตียง พูดขึ้นว่า..
“พ่อยังไม่ต้องขยับนั่งก็ได้นี่ มีแต่พวกเราคนกันเองทั้งนั้น.. ตอนพี่จิ๋วมาเยี่ยม พ่อยังไม่ฟื้น เลยไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย”
ขณะที่ “จิ้งหรีด” ยืนเงียบๆ อยู่มุมห้อง ก่อนจะมี ทส. น้าชาติ คนหนึ่ง เดินมาบอกด้วยเสียงอันดังได้ยินชัดเจนทั่วห้องว่า
“เรียนท่านนายกฯ ท่านผู้หญิงบุญเรือนกำลังเดินทางมาเยี่ยมท่านชาติชายครับ”
ใครคนหนึ่งในห้องพูดขึ้นว่า..
“ตอนท่านผู้หญิงบุญเรือนมาถึง.. คุณหรีดควรหลบออกไปก่อนนะครับ”
“จิ้งหรีด” ไม่มีทีท่าจะสนองตอบเสียงนั้น เธอกลับประกาศจะยังคงอยู่ในห้องน้าชาติ ซึ่งผมและอีกหลายคนถือว่า.. จิ้งหรีดไม่สนใจให้เกียรติกับท่านผู้หญิงบุญเรือน ภรรยาของน้าชาติ แม้แต่น้อย!!!
อาจารย์โต้ง อดรนทนไม่ไหว หันมากระซิบข้างหูผมด้วยใบหน้าที่แสดงความไม่พอใจและกังวลอย่างเห็นได้ชัด..
“ทำไงดีวะชัช เดี๋ยวแม่มาเจอจิ้งหรีด แม่ต้องอาละวาดไม่ยอมหรีดแน่ๆ เรื่องต้องบานปลายเป็นข่าวใหญ่แน่เลย!”
ผมนิ่งคิดชั่วครู่ แล้วกระซิบตอบว่า
“พี่โต้งอย่ากังวลเรื่องนี้.. พี่โต้งรีบลงไปรอรับแม่ขึ้นมาที่นี่ดีกว่า.. เรื่องในห้องนี้ เดี๋ยวพวกเราจัดการกันเองครับ!”
“เอ็งจะทำยังไงเรื่องหรีดวะชัช?” พี่โต้งหันรีหันขวาง ถามอย่างหงุดหงิดไม่พอใจ ด้วยห่วงกังวลว่า “จิ้งหรีด”กับ ท่านผู้หญิงบุญเรือน จะปะทะกันในห้องน้าชาติ
“เอ่อ.. พี่โต้งรีบลงไปดักรอรับแม่ก่อน.. เรื่องในห้องปล่อยให้ผมจัดการ” ผมผลักหลังพี่โต้งเบาๆ
ไม่นาน.. อาจารย์โต้ง ก็กลับมาพร้อมกับ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ในห้อง น้าชาติ ที่บัดนี้ไม่มีตัวเป็นๆ กระทั่งเงาของ “จิ้งหรีด”
วิกฤติ “สงครามคนอยากเปลี่ยนนามสกุลเป็นชุณหะวัณ” ระหว่าง “ท่านผู้หญิงบุญเรือน” เจ้าของ นามสกุล “ชุณหะวัณ” ถูกต้องตามกฏหมาย กับ “จิ้งหรีด” ที่อยากเป็น “ชุณหะวัณ” จึงไม่เป็นข่าวให้บรรดาผู้สื่อข่าวปากหอยปากปูปากหมูปากหมา ได้เม้าธ์กระจายแต่อย่างใด..
งานนี้ต้องปรบมือรัวๆ ให้ น้าชาติ กับ “ใครคนหนึ่ง” ครับ
ต่อมาภายหลัง น้าชาติ ได้บอกเล่าให้กับใครหลายคนฟังว่า..
“รถไฟทำท่าจะมาชนกันในห้องอั๊ว.. วิธีแก้ปัญหาของอั๊วนั้นง่ายมาก คือ อั๊วก็เป็นลมสลบกะทันหันไปเลย.. ไม่พูด-ไม่คุย-ไม่ฟัง-ไม่รับรู้เรื่องอะไรใครทั้งนั้นว่ะ!”
มีคนถามผมว่า “ชัช.. บอกหน่อยได้ไหมว่าทำยังไงถึงป้องกันศึก “คนไม่เจียมตัว” ครั้งนั้นได้?”
ผมหัวเราะขำเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น แล้วตอบว่า “ต้องยกนิ้วโป้ง 2 นิ้วให้กับวิธีแก้ปัญหารถไฟชนกันของน้าชาติครับ!!!”
ส่วน “ใครคนหนึ่ง” นั้นเป็นพระรอง จากการเล่นบททำท่าทีขึงขัง ชักสีหน้าเหี้ยมเกรียม เดินไปกระซิบข้างหู “คนอยากเปลี่ยนนามสกุลเป็นชุณหะวัณ” ว่า
“ยังไม่ไปอีก!.. พี่โต้งสั่งให้พวกผมลากตัวออกจากห้อง เอาไปโยนริมถนนนอกโรงพยาบาลจุฬา ไม่ต้องเกรงใจพ่อ.. แม่ขึ้นมาต้องไม่เห็นจิ้งหรีดเด็ดขาด”
งานนี้! พระเอกแยกรถไฟชนกันคือ น้าชาติ! “ใครคนหนึ่ง” เป็นพระรองครับ!


