xs
xsm
sm
md
lg

พระมหากษัตริย์ไทยกับประชาชน ไม่เหมือนที่ไหนในโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้น พระมหากษัตริย์ไทยมีความใกล้ชิดกับราษฎร คือทรงงานเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อปัดเป่าความทุกข์ของราษฎร ซึ่งแตกต่างจากสถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศ

 ผมมองว่า ในฐานะที่พระองค์มีกำลังและศักยภาพในการลงมาทำงานเพื่อประชาชน โดยมอบหมายให้องคมนตรีเข้ามารับผิดชอบงานบางด้าน เราไม่สามารถมองทุกอย่างผ่านแว่นของตะวันตกในประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ได้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่ใช่สถาบันที่ตั้งอยู่บนหิ้ง แต่เป็นสถาบันที่ลงมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยนั้น มีอัตลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก  “ทำไมต้องเหมือนกัน” การปกครองของแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียวกัน ประชาธิปไตยไม่ใช่ข้อสอบที่มีคำตอบถูกเพียงแบบเดียวคือประชาธิปไตยตะวันตก

นักรัฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยเองก็ยอมรับว่า ประชาธิปไตยในโลกความจริงมีความหลากหลายตามบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโครงสร้างสังคมของแต่ละประเทศ บางประเทศมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ บางประเทศมีระบบสหพันธรัฐ บางประเทศให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสูงมาก ขณะที่บางประเทศให้บทบาทกองทัพหรือชนชั้นนำดั้งเดิมในการถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง ดังนั้น  “ประชาธิปไตยแบบไทย” จึงไม่จำเป็นต้องลอกแบบตะวันตกทุกมิติ แต่ต้องดูว่าระบบนั้นสามารถดำรงเสถียรภาพ สร้างความยอมรับร่วมกัน และตอบสนองต่อสังคมไทยได้หรือไม่

พระมหากษัตริย์ก็คือประชาชนคนหนึ่ง สำหรับคนที่ชอบเรียกร้องเรื่อง “คนเท่ากัน” ดังนั้นในฐานะประมุขของรัฐ การที่พระมหากษัตริย์ลงมาทำงานเพื่อประชาชน ก็เหมือนการทำหน้าที่เพื่อประเทศและประชาชน ไม่ใช่ว่าหน้าที่นี้จะเป็นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

แม้แต่บริษัทห้างร้านเอกชน เมื่อธุรกิจมีกำไร ยังทำกิจกรรมเพื่อคืนประโยชน์ให้สังคม แม้ด้านหนึ่งจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร แต่ประชาชนก็ได้รับประโยชน์จริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาคารเรียน การสนับสนุนโรงพยาบาล หรือการช่วยเหลือธุรกิจชุมชนในรูปแบบ CSR เพราะฉะนั้นการทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

 การที่องคมนตรีทั้ง 9 คน ไปร่วมประชุมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น จึงไม่ใช่การ “ดึงฟ้าให้ต่ำ” อย่างที่พรรคประชาชนกล่าวหา แต่เป็นการร่วมมือกันแก้ปัญหาของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งแบบต่างคนต่างทำ หากทุกฝ่ายช่วยส่งเสริมกันให้งานสัมฤทธิ์ผล ก็มีแต่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

การมองแบบตายตัวว่า อำนาจที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ต้องมาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า  “เราต้องคงการที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และไม่ควรนำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีผู้รับผิดชอบ หากเกิดความผิดพลาดอาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น

ผมกลับไม่เห็นเลยว่าจะส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร เพราะองคมนตรีไม่ได้ลงมาสั่งการรัฐบาล แค่มารับฟังและเสนอแนะแนวทางจากประสบการณ์ที่ได้ลงพื้นที่ต่างพระเนตรพระกรรณ เพื่อให้การทำงานสอดคล้องกัน และให้ความทุกข์ยากของประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถ้าเราติดตามข่าวในพระราชสำนักจะเห็นว่า ทุกวันนี้องคมนตรียุคนี้ทำงานหนักมาก แน่นอนว่า ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ องคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็น ถวายคำปรึกษา และข้อเสนอแนะในเรื่องต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์จะหารือ แต่อีกด้านหนึ่ง องคมนตรีก็มีหน้าที่ติดตามงานถวายงานในพระราชดำริที่ได้รับมอบหมายด้วย

ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยแบบที่พรรคประชาชนกังวลเลย รัฐบาลและฝ่ายค้านที่มาจากการเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ทางการเมืองของตัวเองไป ส่วนพระมหากษัตริย์แม้จะทรงอยู่เหนือการเมือง แต่การโน้มพระองค์ลงมาหาประชาชน และใช้ศักยภาพที่มีเพื่อช่วยเหลือประชาชน ก็เป็นสิ่งที่สวยงาม เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์จะตั้งมั่นอยู่ได้ ก็ด้วยความเคารพศรัทธาจากประชาชนเช่นกัน

 ผมคิดว่า การออกมาแสดงความไม่พอใจของพรรคประชาชนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติแบบปฏิกษัตริย์นิยม และความพยายามลดทอนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะหากย้อนดูบทบาทในอดีตของพรรคประชาชนและพรรคก้าวไกล ก็เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ว่า มีเจตนามุ่งหมายจะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นชาติไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และการแสดงความเห็นในครั้งนี้ก็มีลักษณะในทิศทางเดียวกัน

ในครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญยังชี้ด้วยว่า การกระทำที่มีลักษณะเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จนทำให้สถาบันชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่อาจกลายเป็นพื้นฐานทางความคิดที่พยายามทลายเพดานของสังคมไทยให้พังลงมา

สิ่งที่พรรคประชาชนต้องคิดด้วยก็คือ รัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็น  “ยักษ์ที่พรรคประชาชนปล่อยออกมาจากขวด” นั้น มีประสิทธิภาพและความสามารถในการบริหารประเทศมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่า ถ้ามีความเชื่อมั่นกันมากพอ องคมนตรีก็คงไม่จำเป็นต้องลงมารับฟังและเสนอแนะแนวทางการทำงานเช่นนี้ แม้ว่าจะมีการยืนยันว่า การปฏิบัติเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มันก็สะท้อนถึงความห่วงใยต่อประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจรัฐนั่นเอง

หากถามประชาชนว่าอะไรคือปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศชาติในเวลานี้ ผมเชื่อว่ามีคนไม่น้อยจะชี้ไปที่นักการเมือง ไม่ใช่เพราะเขาอยากกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เพราะเขามองเห็นว่า ต้นตอที่ถ่วงความเจริญของประเทศก็คือนักการเมือง การหาประโยชน์จากอำนาจ การแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีโดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้ระบอบประชาธิปไตยมัวหมองลง แม้ว่านักการเมืองจะมีที่มาจากประชาชนก็ตาม

 สุดท้ายที่อยากจะเตือนพรรคประชาชนไว้ก็คือ อย่าพยายามแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากประชาชน และควรออกห่างจากแนวคิดรวมถึงอิทธิพลทางความคิดของปิยบุตร แสงกนกกุล ให้มาก หากยังต้องการอำนาจรัฐและความไว้วางใจจากประชาชนตัวจริงในสังคมไทย

แนวคิดที่จะให้ยกเลิกองคมนตรีของปิยบุตร ก็เป็นเรื่องตลก เพราะองคมนตรีไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับระบอบประชาธิปไตยเลย แต่ปิยบุตรพยายามนำเหตุการณ์นี้มาจุดประเด็นดังกล่าวขึ้น เพราะเรารู้กันอยู่ว่า ปิยบุตรมีทัศนคติอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และรูปแบบการปกครองของเรา ผมคิดว่าแนวคิดของปิยบุตรนั้นไปไกลกว่านั้น

ปิยบุตรเคยบรรยายกับนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ตอนหนึ่งว่า รัฐสมัยใหม่รุ่นแรกๆ ผู้ปกครองคือพระมหากษัตริย์ สืบทอดทางสายโลหิต นี่เป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์ก็มีกฎเกณฑ์การสืบทอดทางสายโลหิตต่อไป รัฐไม่ได้ล้มสลายหายไป ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องยอมให้คนตระกูลหนึ่งเท่านั้นปกครอง จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้หรือ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดการปราบดาภิเษกอยู่เรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการต่อมา ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ชอบธรรมในโลกสมัยใหม่ จึงเกิดรัฐประชาธิปไตยขึ้น สิทธิธรรมและความชอบธรรมของผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นการอธิบายใหม่ว่า อำนาจสูงสุดที่ใช้ปกครองรัฐนั้นไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนทุกคน จึงสร้างสิ่งสมมติขึ้นมาแทนคนทุกคน นั่นก็คือ *people หรือ “ประชาชน”* นี่คือการถ่ายโอนอำนาจสูงสุดจากคนคนหนึ่งไปสู่ทุกคน และใช้วิธีการเลือกตั้งผู้ปกครอง เป็นรัฐแบบประชาธิปไตย

นี่เป็นตัวอย่างว่า ปิยบุตรไม่ได้ไม่ยอมรับเพียงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น แต่ปิยบุตรไม่ยอมรับระบอบกษัตริย์นั่นเอง

ดังนั้น หากพรรคประชาชนต้องการให้ประชาชนไว้วางใจให้เข้ามาบริหารประเทศ การมีทัศนคติปฏิกษัตริย์นิยมที่ถูกปลูกฝังทางความคิดจากปิยบุตรนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้พรรคประชาชนไปสู่เป้าหมายได้ เพราะสำหรับประเทศไทยแล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไว้วางใจสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่านักการเมือง และเชื่อว่าสถาบันพ
ระมหากษัตริย์กับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกันได้

ครั้งหนึ่งปิยบุตรยังกล่าวด้วยว่า หากเราไปดูในประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงจากระบอบกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายเกิดขึ้นเพียงสองทางเท่านั้น คือกลายมาเป็นระบอบกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย (Constitutional Monarchy) หรือกลายมาเป็นสาธารณรัฐ สุดท้ายถ้ากษัตริย์ไม่ปรับตัว และหน่วยอำนาจใหม่เป็นฝ่ายชนะ ก็จะกลายเป็นสาธารณรัฐ แต่หากดูประเทศที่เปลี่ยนมาเป็น Constitutional Monarchy ได้ ก็เพราะกษัตริย์ยอมลดทอนอำนาจของพระองค์ลง มาอยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตยเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้

 ทั้งที่จริงแล้ว สำหรับประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายในระบอบ Constitutional Monarchy อยู่แล้ว และทรงอยู่เหนือการเมืองตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แต่การที่พระมหากษัตริย์ทรงมีโครงการพระราชดำริเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนนั้น ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงเข้ามาทำงานแทนฝ่ายบริหาร หากแต่เป็นการโน้มพระองค์ลงมาหาประชาชนของพระองค์ เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขอาณาประชาราษฎร์ในฐานะพระประมุขของรัฐนั่นเอง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan