การออกมาพูดเรื่ององคมนตรีหารือเรื่องภัยแล้งกับรัฐบาลนั้น ชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีเจตนาพุ่งเป้าไปที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ต้องการให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าทรงลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวทำนองว่า “เราต้องคงการที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และไม่ควรนำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีผู้รับผิดชอบ หากเกิดความผิดพลาดอาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น
จนมาถึงการพูดถึงระบอบสีน้ำเงินก็เหมือนกัน พรรคประชาชนไม่ได้หมายถึงเพียงการกินรวบของพรรคสีน้ำเงินที่กินรวบอำนาจรัฐ ยึดครองฝ่ายบริหาร รัฐสภาที่รวมถึงสว.สีน้ำเงิน และองค์กรอิสระ ซึ่งถ้าความหมายของพรรคประชาชนจำกัดอยู่แค่นี้ไม่ใช่เป็นคำพูดที่ผิดเลย
แต่การที่ณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช.อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
เจตนาที่แท้จริงของณัฐพงษ์ก็ต้องการโยงไปที่สถาบันเบื้องสูงนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อณัฐพงษ์ยอมรับในเวลาต่อมาว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์คนหนึ่งที่อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน
ถามว่าข้อกล่าวหาของผมจึงเป็นข้อกล่าวหาที่เกินเลยไหม ผมคิดว่า ทุกคนคงจะทราบดีว่า พรรคการเมืองพรรคนี้ตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาเป็นพรรคประชาชนนั้นมีจุดยืนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลนั้น เป็นการบ่งบอกจุดยืน ทัศนคติ และเป้าหมายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพรรคการเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญเราทราบกันอยู่แล้วว่า สามสีในธงไตรรงค์ของเรานั้นสีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์
การโยงไปถึงการรัฐประหารว่าเป็นบ่อเกิดของระบอบสีน้ำเงิน นัยที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดแม้จะไม่ได้ระบุตรงๆ ว่าระบอบสีน้ำเงินในความหมายของณัฐพงษ์หมายถึงใคร แต่ก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันไปไกลเกินกว่าที่พวกเขาจะกล่าวหาพรรคสีน้ำเงินแน่นอน เพราะเดิมสีน้ำเงินเป็นเพียงสีของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น เหมือนสีส้มที่เป็นของพรรคประชาชน และสีฟ้าที่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์
การพูดของณัฐพงษ์เป็นการกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง เพราะระบอบสีน้ำเงินในทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นไม่เกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงเลย แต่คนที่ให้กำเนิดระบอบสีน้ำเงินก็คือ พรรคประชาชนเอง ไม่ใช่คณะรัฐประหารที่ไหน
ถ้าไม่มีพรรคประชาชนยกมือให้อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคสีน้ำเงินไม่มีทางมีวันนี้เลย เพราะพรรคสีน้ำเงินนั้นวางคอนเซ็ปต์ตัวเองไว้เป็นพรรคขนาดกลางเพื่อรอร่วมรัฐบาล เดิมทีสีน้ำเงินเป็นเพียงสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคที่มีจุดยืนไปทางอนุรักษนิยมเท่านั้น
ถ้าวันนั้นพรรคประชาชนฉลาดพอแทนที่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว ก็เข้าร่วมรัฐบาลแล้วจัดคนตัวเองเข้าไปเป็นรัฐมนตรีก็จะได้เก้าอี้หลายกระทรวงเพราะมีจำนวน สส.มากกว่า แล้วแสดงฝีมือให้เห็นว่า คนของพรรคประชาชนมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานได้ เพื่อแก้ข้อกล่าวหาที่ว่า คนของพรรคประชาชนส่วนใหญ่นั้นอ่อนประสบการณ์ แต่ละคนไม่มีประวัติการทำงานอะไรมาก่อน
แต่เมื่อพรรคประชาชนไม่เข้าร่วมก็ทำให้อนุทินสามารถจัดรัฐบาลได้โดยสบาย เพราะมีเก้าอี้เหลือมาก นั่นต่างหากที่พรรคประชาชนนั่นแหละคือ คนที่ปล่อยยักษ์ออกจากขวด ทำให้พรรคสีน้ำเงินผงาดขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่ เพราะการหลั่งไหลเข้ามาของบ้านใหญ่จำนวนมาก และพรรคประชาชนก็รู้อยู่แล้วว่า สว.ส่วนใหญ่นั้นเป็นสว.สีน้ำเงินที่มีคนสามารถกำกับให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้ ทำให้องค์กรอิสระซึ่งมาจากการคัดเลือกของสว.ตกอยู่ใต้อำนาจของพรรคสีน้ำเงินอย่างสิ้นเชิง เพราะใครจำได้รับตำแหน่งอำนาจตัดสินใจอยู่ที่คนคนเดียว ซึ่งเป็นเจ้าของพรรคสีน้ำเงินตัวจริง
ระบอบสีน้ำเงินจึงถูกทำคลอดโดยพรรคประชาชนเอง ไม่ใช่การไปป้ายสีว่ามีที่มาจากการรัฐประหาร และมีความพยายามส่อนัยให้ส่งผลกระทบต่อเบื้องสูงและสีน้ำเงินในความหมายของธงไตรรงค์
ที่สำคัญเราคงเข้าใจกันดีว่า ดีเอ็นเอของพรรคประชาชนนั้นสืบทอดมาจากพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ที่เกิดจากการก่อตั้งของคน 3 คน คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ทั้งสามคนมีแนวคิดปฏิกษัตริย์นิยม โดยปิยบุตร เป็นผู้นำทางความคิดที่มีบทบาทในการแสดงความเห็นท้าทายต่อการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอดตั้งแต่เป็นนักวิชาการ เรื่องนี้จึงไม่ใช่ข้อกล่าวหากันลอยๆ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านคำพูด การแสดงออกของทั้งสามคนเอง
และทั้งสามคนยังคงเป็นผู้นำทางความคิดของพรรค เป็นเจ้าของพรรค ที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของพรรค และเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจนำต่อพรรคอย่างแท้จริง
และก่อนหน้านี้ปิยบุตรออกมาวิจารณ์พรรคประชาชนก่อนถอยห่างจากพรรค เพราะมีท่าทีอ่อนลงต่อการวิพากษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามเรียกร้องให้พรรครักษาอุดมการณ์เดิมของพรรค ไม่หลงลืมจุดก่อกำเนิดของตัวเอง โดยชี้ว่าพรรคสีส้มไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคการเมืองธรรมดา แต่เกิดจากแรงปะทะต่อโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยที่สะสมมาหลายศตวรรษ ซึ่งหมายถึงพรรคประชาชนค่อยๆเลี่ยงประเด็นมาตรา 112 และท่าทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อต้องการฐานเสียงที่กว้างขึ้น
ผมเชื่อว่า พรรคประชาชนรู้ว่า พรรคควรจะมีจุดยืนอย่างไรจึงจะทำให้ได้อำนาจรัฐ และจุดยืนเช่นไรที่ไม่มีวันจะได้ครอบครองอำนาจรัฐ แต่จะประสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ถูกมองว่า เป็นกระดูกสันหลังของพรรคที่สามารถดึงมวลชนจำนวนมากให้มาสนับสนุนได้ แต่ท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นก็ทำให้ถูกต่อต้านจากประชาชนจำนวนมากเช่นกัน และถูกขัดขวางจากชนชั้นนำของสังคม สถาบันหลักต่างๆ ที่มีหน้าที่ปกป้องระบอบและอุดมการณ์ของรัฐที่เป็นอยู่เอาไว้
นอกจากนั้น ความคิดเดิมของพรรคที่เคยเชื่อว่า กาลเวลาเป็นของพรรคส้มนั้น อาจจะไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้น ความเชื่อที่ว่า เมื่อมีเจนเนอเรชันใหม่เข้าสู่การเมืองคนเหล่านี้จะเข้ามาเติมมวลชนให้พรรคส้มในขณะที่คนแก่ๆ ที่เป็นอนุรักษนิยมจะค่อยล้มหายตายจากไปนั้น ถึงเวลาอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ เพราะบริบทของสังคมมันไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จตายตัว เด็กอีกรุ่นที่เติบโตขึ้นมากับความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านก็อาจจะมีจุดยืนต่อประเทศชาติไปอีกแบบหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอียงซ้ายแบบพรรคส้มคาดหวังจากคนรุ่นใหม่ทุกคน
การออกมาแสดงความเห็นเรื่ององคมนตรีการพูดถึงระบอบสีน้ำเงิน คือบทบาทที่พรรคประชาชนต้องการสื่อกับสังคมใช่ไหมว่า แนวคิดที่เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


