เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ภาคีราชบัณฑิต
มีคำกล่าวหนึ่งที่ได้ยินจนคุ้นหูว่า "ผู้นำต้องมีธรรมะ" ถ้อยคำนี้ฟังดูงดงามในเชิงอุดมคติ แต่หากลองตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจัง เราอาจพบว่าความหมายของประโยคนี้ลึกซึ้งและใช้งานได้จริงมากกว่าที่คิด
คำถามแรกที่ควรถามคือ ทำไมผู้นำต้องมีธรรมะ? คำตอบอาจไม่ใช่แค่ "เพื่อให้เป็นคนดี" หรือ "เพื่อเป็นแบบอย่าง" แม้สิ่งเหล่านั้นจะสำคัญ แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือ เพื่อให้รอดจากอำนาจที่ตัวเองถืออยู่
อำนาจมีธรรมชาติอย่างหนึ่งที่อันตรายยิ่ง มันไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหารจัดการ แต่มันคือแรงดึงดูดที่คอยกัดกร่อนจิตใจของผู้ถือมันอย่างเงียบๆ อำนาจกระซิบบอกเราว่าเราเหนือกว่าคนอื่น เราไม่ต้องเล่นตามกติกาเดียวกับคนอื่น ความคิดของเราถูกต้องเสมอ และเราสมควรได้รับสิทธิพิเศษ แรงดึงดูดนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนเลว แต่มันเกิดกับมนุษย์ทุกคนที่พบว่าตัวเองมีอำนาจอยู่ในมือ
ธรรมะจึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับของผู้นำ แต่มันคือ "เครื่องถ่วงดุลภายใน" ที่ป้องกันไม่ให้จิตใจของผู้มีอำนาจล้มคว่ำลง เพราะศัตรูที่อันตรายที่สุดของผู้นำไม่ใช่คู่แข่งทางการเมืองหรือศัตรูทางธุรกิจ หากแต่คืออำนาจในมือของตัวเองที่ไม่มีอะไรมากำกับ
แล้วธรรมะของผู้นำที่ว่านี้คืออะไร? เราสามารถค้นหาคำตอบได้จากทั้งภูมิปัญญาทางศาสนาและศาสตร์การนำสมัยใหม่ ซึ่งน่าประหลาดใจที่ต่างก็ค้นพบความจริงบางอย่างร่วมกัน
---
จากพุทธ: ทศพิธราชธรรม
ในทางพุทธศาสนา มีคำสอนสำหรับผู้นำที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" หรือธรรมะ 10 ประการของพระราชา สิ่งที่น่าสนใจคือมันไม่ใช่คำสอนเพื่อการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ แต่มันคือหลักบริหารที่ใช้ได้จริงในโลก
เริ่มจาก "ทาน" การให้และการเสียสละทรัพยากรเพื่อส่วนรวม ผู้นำที่ไม่รู้จักให้ แต่เอาแต่งกงำทรัพยากรขององค์กรหรือของสาธารณะไว้กับตัว ย่อมหมดสิทธิ์ที่จะเรียกว่าผู้นำตั้งแต่ต้น
"ศีล" คือการรักษากติกาของตัวเอง ไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองห้ามผู้อื่นทำ ผู้นำที่ไม่มีศีลคือผู้นำที่ออกกฎไว้ให้คนอื่นทำตาม แต่ตัวเองกลับละเมิดได้ตามอำเภอใจ
"ปริจาคะ" การเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อหน้าที่ ไม่ใช่ผู้นำประเภทที่เอาแต่เสวยสุขแล้วโยนความรับผิดชอบให้ลูกน้อง
"อาชชวะ" ความซื่อตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง "มัททวะ" ความอ่อนโยน ไม่ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น
"ตบะ" ความเพียรในการแผดเผากิเลสของตนเอง ไม่ใช่แผดเผาคนอื่น หมายถึงการมีวินัยภายในที่เข้มแข็ง
"อักโกธะ" การไม่โกรธจนขาดสติ ตัดสินใจด้วยเหตุผลไม่ใช่ด้วยอารมณ์ "อวิหิงสา" การไม่เบียดเบียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
"ขันติ" ความอดทน ทั้งต่อคำวิจารณ์ ต่อความยากลำบาก และต่อผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดังใจ
และ "อวิโรธนะ" การไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อประโยชน์ส่วนรวม คือการฟังเสียงที่แตกต่างและคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกฝ่าย
ทั้งสิบประการนี้ หากพิจารณาดูให้ดี จะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของนักบวช แต่คือข้อกำหนดพื้นฐานของคนที่รับผิดชอบชีวิตของผู้อื่น
---
จากพราหมณ์: ธรรมะต้องมาก่อนอรรถะ
ในมหากาพย์มหาภารตะของฝ่ายพราหมณ์-ฮินดู ภีษมะนอนอยู่บนเตียงศรที่ปักเต็มร่าง แต่ยังคงสอนยุธิษฐิระเรื่องราชธรรม กษัตริย์ที่ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้ก็ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่การครองอำนาจ แต่คือการทำให้ผู้อยู่ใต้การปกครองปลอดภัยและมีความสุข
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือคำถามสำคัญที่ถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในมหาภารตะ "เจ้าจะเลือกธรรมะหรือเลือกอาณาจักร?" ยุธิษฐิระถูกทดสอบด้วยคำถามนี้ตลอดทั้งเรื่อง และคำตอบที่คัมภีร์นี้ให้คือ มีเพียงผู้ที่เลือกธรรมะเท่านั้นที่คู่ควรกับอาณาจักรในท้ายที่สุด ธรรมะต้องมาก่อน "อรรถะ" คือผลประโยชน์ทางการเมือง
ขณะเดียวกัน ในอรรถศาสตร์ของจาณักยะ แม้จะเป็นตำราพิชัยสงครามและการเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมจริงจนบางครั้งดูโหดเหี้ยม แต่แก่นที่จาณักยะย้ำอยู่เสมอคือ "ราชาเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ประชาชนรับใช้ราชา" ความสุขของผู้นำต้องมาจากความสุขของประชาชน ไม่ใช่ตรงกันข้าม
---
จากเต๋า: ผู้นำที่ทำให้คนไม่รู้ว่ามีผู้นำ
ในเต๋าเต็กเก็งของเล่าจื๊อ มีบทหนึ่งที่พูดถึงผู้นำสี่ระดับอย่างน่าสนใจยิ่ง
ผู้นำที่เลวที่สุดคือผู้ที่ประชาชนเกลียดชังและสาปแช่ง ดีขึ้นมาคือผู้นำที่ประชาชนหวาดกลัว ดีขึ้นไปอีกคือผู้นำที่ประชาชนรักและยกย่อง
แต่ผู้นำที่ดีที่สุด เล่าจื๊อกลับบอกว่า คือผู้นำที่ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนอยู่ เมื่อทุกอย่างสำเร็จลุล่วง ประชาชนจะพูดว่า "เราทำสำเร็จด้วยตัวเราเอง"
นี่คือปรัชญาผู้นำที่ขัดกับสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง ผู้นำในอุดมคติของเต๋าไม่ต้องการเครดิต ไม่ต้องการการยอมรับ และไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเก่งแค่ไหน หน้าที่ของผู้นำคือการสร้างระบบและเงื่อนไขให้ผู้ตามได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วหายตัวไปจากสมการ
อีกบทหนึ่งเปรียบการปกครองประเทศใหญ่ว่าเหมือนกับการทอดปลาเล็ก ถ้าคนทำครัวจุ้นจ้านเกินไป กลับไปกลับมาบ่อยเกินไป เนื้อปลาก็จะเละหมด ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้นำที่จุกจิกจู้จี้กับผู้ตามจนไม่มีพื้นที่ให้หายใจ ก็จะทำลายทั้งองค์กรและทำลายตัวเอง
---
จากตะวันตก: ผู้นำผู้รับใช้และความฉลาดทางอารมณ์
ทฤษฎีผู้นำสมัยใหม่ก็นำไปสู่ข้อค้นพบที่คล้ายคลึงกับภูมิปัญญาตะวันออกอย่างน่าทึ่ง
Robert Greenleaf เสนอแนวคิด "Servant Leadership" หรือผู้นำผู้รับใช้ ใจความสำคัญคือ ผู้นำที่แท้จริงคือผู้ที่อยากรับใช้ก่อน อยากช่วยเหลือผู้อื่นก่อน การเป็นผู้นำเป็นเพียงผลพลอยได้จากการรับใช้ ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง Greenleaf ถึงกับกล่าวว่า ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดของผู้นำคือการถามว่า "ผู้ตามของเขาเติบโตขึ้นหรือไม่ พวกเขามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีอิสระมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้รับใช้ผู้อื่นต่อไปหรือไม่"
Daniel Goleman พบว่า Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้นำมากกว่า IQ องค์ประกอบของมันคือการรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ซึ่งแทบจะตรงกับแนวคิดเรื่อง "สติ" ในพุทธศาสนา การควบคุมตัวเองได้ ซึ่งตรงกับ "ตบะ" และ "อักโกธะ" การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งตรงกับ "เมตตา" และ "กรุณา" และทักษะทางสังคมในการประสานคน ซึ่งคือการนำหลักธรรมทั้งหมดมาปฏิบัติจริงในความสัมพันธ์
Jim Collins ในหนังสือ Good to Great พบว่า CEO ที่สามารถพาบริษัทจากระดับดีไปสู่ระดับสุดยอดได้อย่างยั่งยืน ล้วนมีคุณสมบัติที่เขาเรียกว่า "Level 5 Leadership" คือการผสมผสานระหว่างความถ่อมตัวอย่างน่าประหลาดใจ เข้ากับเจตจำนงมุ่งมั่นในความสำเร็จขององค์กรอย่างไม่ยอมถอย คนเหล่านี้ไม่ใช่คนดังที่ต้องการเป็นพาดหัวข่าว แต่คือคนที่พร้อมจะส่องกระจกและรับผิดชอบเมื่อมีอะไรผิดพลาด และพร้อมจะส่องกระจกออกไปนอกหน้าต่างเพื่อโยนความดีความชอบให้ทีมเมื่อทุกอย่างสำเร็จ ซึ่งแทบจะเป็นการถอดความจาก "มัททวะ" "ตบะ" และ "อาชชวะ" ในทศพิธราชธรรมมาโดยตรง
---
จุดร่วมที่ทุกอารยธรรมค้นพบ
เมื่อมองจากพุทธ จากพราหมณ์ จากเต๋า และจากศาสตร์ผู้นำตะวันตกสมัยใหม่ เราจะพบจุดร่วมบางอย่างที่ปรากฏซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่ามนุษย์ทุกยุคทุกสมัยที่คิดถึงเรื่องอำนาจอย่างจริงจังจะต้องค้นพบความจริงสามประการนี้
ประการแรก ความถ่อมตนต่ออำนาจ ผู้นำที่แท้จริงคือผู้ที่รู้ตัวตลอดเวลาว่าอำนาจเป็นของชั่วคราว เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวตนของเรา คนที่ลืมข้อนี้คือคนที่กำลังจะล้ม
ประการที่สอง การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ถ้าผู้นำใช้อำนาจเพื่อกอบโกยเข้าตัวเอง นั่นไม่เรียกว่าผู้นำอีกต่อไป หากแต่คือโจรที่มีอาวุธดีกว่าโจรทั่วไป
ประการที่สาม ความสามารถในการฟังและอดทน ผู้นำที่ตัดสินใจด้วยอารมณ์โดยไม่ฟังความเห็นต่าง คือผู้นำที่กำลังพาทุกคนเดินลงเหว
---
บทส่งท้าย
ธรรมะของผู้นำไม่ใช่สมบัติผูกขาดของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมาจากพุทธหรือพราหมณ์เท่านั้น มันปรากฏอยู่ในเต๋า ในลัทธิขงจื่อ ในปรัชญาสโตอิกของกรีก และในทฤษฎีผู้นำร่วมสมัย มันคือ "ความจริงเกี่ยวกับมนุษย์กับอำนาจ" ที่ทุกอารยธรรมค้นพบเหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะเรียกมันด้วยชื่อใด
คำถามว่า "ผู้นำต้องมีธรรมะหรือไม่" จึงมีคำตอบที่หนักแน่นว่าใช่ แต่ธรรมะในที่นี้ไม่ใช่ภาพของนักบวชผู้สันโดษ หากคือความสามารถในการถ่วงดุลอำนาจด้วยปัญญา ความเมตตา และการรู้เท่าทันตนเอง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศัตรูที่อันตรายที่สุดของผู้นำไม่ใช่ศัตรูภายนอก ไม่ใช่คู่แข่ง ไม่ใช่สถานการณ์เลวร้าย แต่มันคืออำนาจในมือของตัวเองที่ไม่มีธรรมะคุมอยู่
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผู้นำจึงต้องการธรรม


