ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แรงสั่นสะเทือนจากการจับกุม “หมิงเฉิน ซัน” หรือ “เฉิน ซีโฟร์” พร้อมคลังแสงอาวุธ สะท้อนให้เห็นความแหลกเหลวของหน่วยงานความมั่นคงของไทยอย่างน่าอเนจอนาถใจ ตอกย้ำภาพไทยแลนด์แดนสวรรค์ของ “จีนเทา” อีกแล้ว และคราวนี้ “ปลาใหญ่” ระดับ “บอส” ของแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาถูกจับได้แบบ “ส้มหล่น” หาใช่จากงานสืบสวนเชิงลึกของหน่วยงานความมั่นคงแต่อย่างใด
โดยเฉพาะ “กระทรวงมหาดไทย” ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ รวมถึง “พรรคภูมิใจไทย” ที่กำกับองค์กรนี้มายาวนานจนมี “คนของตัวเอง” อยู่ทั่วทุกหัวระแหง
และคงต้องนับรวมถึง “กระทรวงกลาโหม” ที่วันนี้คนของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” คือ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กุมบังเหียนว่าจะจัดการและขยายผลที่มีคนของกองทัพเข้าไปพัวพันกับการซื้อขายอาวุธไปได้แค่ไหน
เมื่อ “เฉิน ซีโฟร์” เกิดเหตุรถพลิกคว่ำในพื้นที่อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ราวกับ “กล่องแพนโดร่า” ถูกเปิดออก หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพบอาวุธภายในรถ และมีการเช็กประวัติเชิงลึกในเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม ตำรวจสอบสวนกลาง พบว่าชายคนนี้มีชื่อเชื่อมโยงกับเครือข่าย “ทุนสีเทา” และกลุ่มอิทธิพลที่จัดหายุทโธปกรณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงนำไปสู่การขอหมายค้นเร่งด่วนเพื่อเข้าตรวจสอบที่พักพิงในทันที และผลตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านหรู ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับตะลึงงันเมื่อพบอาวุธสงครามอีกเป็นจำนวนมาก
สิ่งที่เจ้าหน้าที่พบภายในบ้าน ทำเอาชุดจับกุมถึงกับต้อง “ปิดพื้นที่” เพื่อเรียกหน่วย EOD เข้าตรวจสอบด่วน โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตรวจค้นพบ ประกอบด้วย วัตถุระเบิดแรงสูง : พบระเบิด C-4 จำนวน 3 ปอนด์ ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างตึกทั้งหลังได้ ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง พร้อมระเบิดสังหารแบบ M67 และ M26 ส่วนอาวุธสงคราม : ปืนไรเฟิลจู่โจม M16 และปืนพกสั้นยี่ห้อดัง หนึ่งในนั้นคือ “ปืนสวัสดิการตำรวจ” พร้อมเครื่องกระสุนนับพันนัด และอุปกรณ์สายลับ : เครื่องเก็บเสียง (Suppressor) และวิทยุสื่อสารทางทหาร เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับ “ภารกิจสังหาร” หรือ “ก่อวินาศกรรม”
การค้นพบคราวนี้ บ่งบอกถึงความน่าสะพรึงกลัวของความจริงที่ว่าหากนายเฉินไม่ขับรถพลิกคว่ำ คลังระเบิด C-4 และปืน M16 เหล่านี้ก็คงยังซุกซ่อนอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่มีครอบครัวและนักท่องเที่ยวอยู่ล้อมรอบ โดยที่ตำรวจในพื้นที่ สตม. หรือหน่วยข่าวกรอง ไม่เคยระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย และการที่นายเฉิน สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงมหาเศรษฐีในพัทยา ยังสะท้อนว่ามาเฟียข้ามชาติมองไทยเป็น “Safe Haven” ที่สามารถซื้อได้ทุกอย่าง ตั้งแต่บ้านหรูยันความปลอดภัยจากเงื้อมมือกฎหมาย
ขณะเดียวกัน หลักฐานจากการตรวจค้นในวันที่ 8 พ.ค. 2569 เชื่อมโยงชัดเจนว่าอาวุธเหล่านี้เตรียม “ส่งออก” ไปยังกัมพูชา นี่คือการตอกย้ำว่าไทยถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนให้กับแก๊งอาชญากรข้ามชาติอย่างสมบูรณ์แบบ
คงไม่เกินสักเท่าใดนัก หากจะบอกว่า 8 พฤษภาคม 2569 คืออีกวันที่เผยให้เห็นว่า “ความมั่นคงไทย” มีรูรั่วขนาดใหญ่กว่าที่ใครจะจินตนาการได้ และการจับกุม “เฉิน ซีโฟร์” ไม่ใช่ผลงานจากการสืบสวนเชิงรุกของรัฐบาล แต่เป็น “ส้มหล่น"”จากอุบัติเหตุที่มาช่วยกู้ชีพเหยื่อไว้ก่อนที่ระเบิด C-4 เหล่านั้นจะถูกนำไปใช้งานจริง
คดีนี้ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เข้ามาดูแลภายใต้ร่วมมือกับตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเร่งตรวจสอบใน 5 ประเด็นสำคัญคือ 1.ประวัติตัวผู้ต้องหา 2.การเดินทางเข้าออกประเทศ 3.อาชีพและผู้เกี่ยวข้อง 4.ที่มาของอาวุธและจุดประสงค์ในการครอบครอง และ 5.เส้นทางการติดต่อทางโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน
มาไล่ไทม์ไลน์กันดูว่านับจากวันที่บุกทลายคลังแสงของ เฉิน ซีโฟร์ จวบจนถึงกลางเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ค้นพบความจริงอะไรแล้วบ้าง
ช่วงวันที่ 8 - 9 พฤษภาคม 2569 มีการขยายผล “สวมสิทธิ์” และ “พาสปอร์ตเขมร” โดยเจ้าหน้าที่พบว่านายเฉินถือพาสปอร์ตสัญชาติกัมพูชา และมี “บัตรประจำตัวสีชมพู” (บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย) ระบุชื่อนายหมิง เฉิน ซัน ย้ายมาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านย่านสายไหม กรุงเทพฯ
จุดนี้มีการตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการออกบัตรและการย้ายที่อยู่ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ “อำนวยความสะดวก” ให้หรือไม่ เนื่องจากโปรไฟล์ของเขาเข้าข่ายกลุ่มทุนจีนสีเทาที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงข้ามพรมแดน
เจ้าหน้าที่รัฐที่ว่าก็คือ กระทรวงมหาดไทย อันเป็นต้นธารของการกระทำผิดทั้งปวงที่เกิดขึ้น
10 พฤษภาคม 2569 แกะรอย “ปืนหลวง” และ “แชตมรณะ” โดยผลการตรวจสอบซีเรียลนัมเบอร์ปืนพกสั้นกระบอกหนึ่ง พบว่า เป็นของ ตำรวจยศนายสิบ สังกัด สน.สายไหม ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กรมตำรวจอย่างมาก ว่าอาวุธในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ไปตกอยู่ในมือมาเฟียจีนได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน หลักฐานในโทรศัพท์มือถือ เจ้าหน้าที่กู้ข้อมูลการสนทนาในแอปพลิเคชันเทเลแกรม พบการแชตคุยเรื่อง “การรับงานสังหาร” และการจัดส่งอาวุธไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อใช้ในภารกิจขัดแย้งทางธุรกิจหรือการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน
11 - 12 พฤษภาคม 2569 เชื่อมโยง “สแกมเมอร์” และ “นอมินี” สำหรับเครือข่ายกัมพูชา มีข้อมูลยืนยันว่านายเฉิน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) ที่ใช้ความรุนแรงในการควบคุมคนงาน ส่วนประเด็นนอมินีที่ดิน เริ่มมีการขยายผลตรวจสอบทรัพย์สิน ทั้งบ้านหรูในพัทยาและรถยนต์ราคาแพง ว่าถูกถือครองผ่านบริษัทนอมินีรายใด เพื่อดำเนินการอายัดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 มีการยกระดับเป็นคดีความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยทางการไทยเตรียมประสานข้อมูลกับทางการกัมพูชาและอินเตอร์โพล เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมย้อนหลังของนายเฉินในระดับสากล
จุดโฟกัสสำคัญขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเพ่งเล็งไปที่ “ผู้บงการ” หรือ “บิ๊กดีลเลอร์” ที่ส่งมอบระเบิด C-4 ให้แก่นายเฉิน เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงกับคนในหน่วยงานความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียง “ทางผ่าน” แต่เป็น “HUB” ของอาชญากรรมข้ามชาติที่สมบูรณ์แบบ ทั้งการสวมสิทธิ์ที่อยู่, การใช้เป็นคลังอาวุธ และการมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของอาวุธสงคราม
มีข้อสังเกตของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหารและความมั่นคง ผ่านการให้สัมภาษณ์ทางช่อง PPTVHD36 ว่า จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับ นายเฉิน ถือเป็นระดับบอสคนสำคัญในเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาและมีอิทธิพลในกัมพูชา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนายทหารระดับสูงของกัมพูชา ข้อมูลที่ตรวจพบในโทรศัพท์มือถือ ยังพบพฤติการณ์การจ่ายงาน-รับงานสังหารและทำร้ายบุคคลในกัมพูชา โดยนายเฉิน ทำหน้าที่วางแผนและจัดหาอาวุธให้ลูกน้องเป็นผู้ปฏิบัติการ ส่วนเสื้อเกราะติดวัตถุระเบิดซีโฟร์นายเฉิน เป็นผู้ประกอบเพื่อให้ลูกน้องนำไปก่อเหตุในกัมพูชาโดยลำเลียงผ่านช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดน
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการแชทสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมการเพื่อรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายจะก่อวินาศกรรมในไทย
ไม่ว่าจะอย่างไร คำถามสำคัญที่สังคมต้องการความกระจ่างแจ้งอยู่ตรงที่ว่า “แผ่นดินไทยกลายเป็นรังโจรที่สมบูรณ์แบบไปตั้งแต่เมื่อไหร่?” และใครคือคนถือกุญแจเปิดประตูบ้าน ปูพรมแดงให้อาชญากรข้ามชาติ เข้ามาเสวยสุข?
ตามมาเจาะลึก “รูโหว่” หรือ “ช่องทางทำกิน” ที่กลายมาเป็นความล้มเหลวหรือเหลวแหลกของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐไทย ซึ่งหากจะไล่เรียง “ความบกพร่อง” ที่ทำให้ไทยกลายเป็นฮับอาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ สามารถวิเคราะห์แยกแยะและชี้เป้าให้เห็นแบบชัด ๆ ดังนี้
หนึ่ง กรมการปกครอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในการกลั่นกรองอัตลักษณ์ ความบกพร่องอยู่ตรงที่การออก "บัตรประจำตัวสีชมพู" (บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย) และการปล่อยให้มีการย้ายที่อยู่จากพื้นที่ชายแดน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เข้าสู่ใจกลางเมือง เขตสายไหม กรุงเทพฯ โดยไม่มีการตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียด
ต้องไม่ลืมว่าระบบทะเบียนราษฎร ถูกใช้ในการ “ฟอกตัว” ของทุนเทา การที่อาชญากรสามารถมีชื่อในทะเบียนบ้านไทยได้ หมายถึงการเข้าถึงสิทธิอื่น ๆ เช่น ทำธุรกรรม เช่าบ้านหรู รวมทั้งอำพรางตัวจากฐานข้อมูลอาชญากรรมสากล รูโหว่นี้สะท้อนว่าฐานข้อมูลของกรมการปกครองไม่ได้เชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคงในระดับที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และที่สำคัญหากหน่วยงานท้องถิ่นไม่ “แกล้งตาบอด” บอสจีนเทาจะไม่มีทางฝังตัวได้ลึกขนาดนี้
สอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปรียบได้กับประตูที่ไร้เวรยาม การปล่อยให้นายเฉินพำนักในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 โดยใช้พาสปอร์ตหลายสัญชาติ (จีน-กัมพูชา) เข้า-ออกประเทศได้ตามใจชอบ สตม.จึงมีข้อบกพร่องในการติดตามบุคคลสุ่มเสี่ยง และการตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการพำนักที่แท้จริง ระบบคัดกรองบุคคลที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองกลายเป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่อาชญากรที่มีทุนหนาสามารถก้าวข้ามได้ง่ายดาย
สาม กรมศุลกากร โลจิสติกส์อาวุธที่ไร้การสกัดกั้น เมื่อพิจารณาจากปริมาณยุทโธปกรณ์ที่พบ เช่น ระเบิด C-4, ปืน M16, เครื่องเก็บเสียง ไม่ได้ผลิตในไทยทั้งหมด แต่มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และเตรียมส่งออกไปกัมพูชา นั่นหมายความว่าการที่ระเบิดแรงสูงและอาวุธสงครามจำนวนมากสามารถเล็ดลอดผ่านด่านศุลกากรหรือช่องทางธรรมชาติ เข้ามาซุกซ่อนในบ้านพักหรูใจกลางเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยาได้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพที่ต่ำเตี้ยในการตรวจสอบสินค้าอันตรายและการควบคุมเส้นทางลำเลียงอาวุธข้ามพรมแดน
สี่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) การพบ “ปืนพกสั้น Sig Sauer” ซึ่งจากการตรวจสอบซีเรียลนัมเบอร์พบว่าเป็นอาวุธสวัสดิการของ ตำรวจยศนายสิบ สังกัด สน.สายไหม ในคลังอาวุธของนายเฉิน นี่คือความบกพร่องขั้นรุนแรงที่สุด เพราะเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นผู้จัดหาอาวุธให้กับจีนเทาเสียเอง และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สตช.กำลังเผชิญกับภาวะ “เนื้อร้าย” กัดกินจากภายใน โครงการปืนสวัสดิการที่อ้างว่าเพื่อดูแลเจ้าหน้าที่ กลับกลายเป็น “ท่อลำเลียงอาวุธ” สู่ตลาดมืดมาเฟียจีนเทา
นอกจากนี้ ตำรวจพื้นที่ (พัทยา/สายไหม) ยังบกพร่องในการหาข่าว ปล่อยให้มีการสะสมอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดในแหล่งชุมชนมานานโดยไม่มีการรายงาน
ห้า กองทัพ คำถามสำคัญคือยุทธภัณฑ์ควบคุม “C-4” หลุดมาได้อย่างไร? คลังแสงที่พัทยาไม่ได้มีแค่ปืนสั้น แต่มีทั้ง ระเบิดแรงสูง C-4, ระเบิด M67, M26 และปืน M16 ซึ่งล้วนเป็นยุทโธปกรณ์ที่หาไม่ได้ตามร้านขายปืนทั่วไป แต่ต้องออกมาจาก “คลังแสงของรัฐ” หรือการลักลอบนำเข้าข้ามพรมแดนที่ กรมศุลกากร และ กองกำลังป้องกันชายแดน ปล่อยปละละเลย
ระเบิด C-4 มีอำนาจทำลายล้างสูงและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการจัดหา การพบคลังอาวุธขนาดนี้ในบ้านพักหรูใจกลางเมืองท่องเที่ยว บ่งบอกว่าไทยกลายเป็น Logistics Hub ของอาวุธสงครามไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีข้าราชการนอกแถวบางหน่วยงานทำหน้าที่เป็น “ดีลเลอร์” คอยส่งของให้ถึงมือ
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายหมิงเฉิน ซัน ครอบครองคลังอาวุธสงคราม ซึ่งมีปืนของกองทัพเรือรวมอยู่ด้วย ว่า การตรวจสอบเรื่องอาวุธในห้วงที่รับส่งหน้าที่ผู้บังคับหน่วยจะสำรวจพิเศษโดยนับเป็นรายกระบอก ส่วนกรณีที่หลุดไปอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาตินั้น “เดี๋ยวจะไปตรวจสอบดู”
หก สำนักงาน ปปง. รอยรั่วของมาตรการสกัด "ท่อน้ำเลี้ยง" จากการถือครองทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ทั้งบ้านหรู รถยนต์ และการทำธุรกรรมทางการเงินของเครือข่ายนี้ ทำให้เห็นว่า ปปง. ล้มเหลวในการตรวจจับธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติของกลุ่มนอมินีที่เอื้อต่อนายเฉิน
ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจที่ไทยจะถูกมองในฐานะ “Safe Haven” ของอาชญากรข้ามชาติ และทำไม “เฉิน ซีโฟร์” ถึงเลือกไทย? คำตอบชัดเจนในตัวมันเอง ทั้ง Immigration ที่เปราะบาง เข้าออกง่ายด้วยวีซ่าที่ซื้อได้ หรือพาสปอร์ตหลายสัญชาติที่ระบบไบโอเมตริกซ์ตรวจไม่เจอความเชื่อมโยง นอมินีที่แข็งแกร่ง สามารถถือครองบ้านหรูและรถยนต์ราคาแพงผ่านบริษัทนอมินี ที่ ปปง. และ กระทรวงพาณิชย์ ตามไม่ทัน การทำงานของหน่วยงานความมั่นคงแบบต่างคนต่างทำ ตำรวจพื้นที่ไม่รู้ข้อมูล สตม., ปกครองไม่เช็กประวัติอาชญากรรมสากล ฯลฯ
คดี “เฉิน ซีโฟร์” คือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนว่าระบบหน่วยงานความมั่นคงของไทย “ผุพัง” ในทุกมิติ หากไม่สามารถอุดรูโหว่ ล้างบางทุจริตในหน่วยงานความมั่นคงเหล่านี้ได้ ไทยก็จะกลายเป็น “สวรรค์ของอาชญากร”หรือ “รังโจร” ในสายตาโลก!
และงานนี้ “นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบและลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเหมือนกับสารพัดเรื่องที่ผ่านมาได้


