xs
xsm
sm
md
lg

ต้นกำเนิดนิวเคลียร์อิหร่านคือสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


ชาห์ ปาห์ลาวี จักรพรรดิหุ่นของตะวันตก
ในขณะที่การเจรจาหาทางออกเพื่อยุติสงครามที่ยังคงห้ำหั่นกันรุนแรง ทั้งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และด้านเศรษฐกิจ ที่ประเทศรอบๆ อ่าวเปอร์เซียในตะวันออกกลาง และกำลังส่งผลลุกลามกระทบเศรษฐกิจไปทั่วโลก ปธน.ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านพร้อมขู่สมทบว่า อาจจะบุกโจมตีทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของอิหร่านอีกครั้ง โดยไม่แยแสต่อการถ่วงดุลและตรวจสอบโดยอำนาจของรัฐสภาอเมริกันแม้แต่น้อย เพราะเดิมพันของทรัมป์คือ การเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายน (อีก 5 เดือนข้างหน้า) ซึ่งเขาจะต้องทำให้ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อและคล้อยตามว่า เขาได้นำพาสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน เพราะอิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงและเร่งด่วนต่อคนอเมริกัน ทั้งในปัจจุบันและต่อลูกหลานอเมริกันในอนาคต

และต้องเป็นสงครามที่เขาเป็นผู้กำกับจนได้ชัยชนะนั่นเอง

นั่นเป็นที่มาของคำประกาศว่า จะทำให้ประเทศอิหร่านที่มีอารยธรรมมาเก่าแก่เป็นพันๆ ปีจะถูกทำลายหมดสิ้น รวมทั้งการจะยิงระเบิดทำลายวิถีชีวิตของพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน, สะพาน, แหล่งน้ำ, โรงงานไฟฟ้า และแหล่งโบราณสถาน โบสถ์วิหารที่สร้างกันมาเป็นพันๆ ปีให้พินาศในพริบตาเดียว ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์อันทรงพลังของประเทศที่มีแสนยานุภาพอันดับหนึ่งของโลก

จนมีการเปรียบเทียบว่า เป็นสงครามที่ไม่สมดุลด้านแสนยานุภาพ (Asymmetric War) เพราะสหรัฐฯ เป็น Super Power ขณะที่อิหร่านเป็น Medium sized Power และสหรัฐฯ มีขนาดเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจมาเกือบ 50 ปี หลังจากเปลี่ยนการปกครองมาเป็นปฏิวัติอิสลาม

ประเด็นที่ทรัมป์ไม่ยอมผ่อนปรนให้อิหร่านล่าสุดก็คือ การพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน (ซึ่งข้อตกลงเมื่อปี 2015 ที่ปธน.โอบามาได้ทำสำเร็จที่อิหร่านพร้อมให้ IAEA เข้ามาตรวจสอบทุกตารางนิ้วว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด เพื่อแลกกับการทยอยเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน) ที่ทรัมป์จะต้องได้การยอมจำนนจากอิหร่านในครั้งนี้ ว่า อิหร่านจะต้องไม่เดินหน้าพัฒนานิวเคลียร์ (แม้แต่ในด้านสันติก็ตาม) เป็นเวลาถึง 20 ปี ซึ่งทางอิหร่านขอนำเรื่องพัฒนานิวเคลียร์นี้ให้เป็นประเด็นการเจรจาในรายละเอียดในคราวต่อๆ ไป-ไม่ใช่ตอนนี้

น้ำหนักของอิหร่านที่จะยุติความรุนแรงในบริเวณอ่าวเปอร์เซียขณะนี้ จะต้องเป็นประเด็นเรื่องการเปิดช่องทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านพร้อมจะเปิดให้มีการเดินเรือเพื่อนำเอาพลังงานสำคัญ รวมทั้งวัตถุดิบสำคัญต่างๆ ออกมาสู่โลกที่กำลังเดือดร้อนหนักขณะนี้

ซึ่งอิหร่านจะยอมเปิดทางให้ช่องแคบนี้มีความปลอดภัย และเกือบเป็นปกติในการเดินทางขนส่ง...ถ้าสหรัฐฯ จะต้องเลิกการปิดกั้นทางออกไปสู่อ่าวโอมาน

ทรัมป์พูดซ้ำซากว่า อิหร่านจะต้องไม่พัฒนานิวเคลียร์ จนถึงขั้นเป็นอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเป็นรัฐอันธพาล (Rogue State) และน่าจะหมายถึงต้องไม่มีโครงสร้างของศูนย์วิจัยพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติด้วย เพราะทางอิสราเอลยุยงปลุกปั่นอยู่ตลอดเวลาว่า อิหร่านแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยเบื้องหน้าก็แสดงว่าเป็นการค้นคว้านิวเคลียร์เพื่อสันติ

ถึงขนาดทรัมป์ไปลากเอาพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มาอ้าง (อยู่ฝ่ายเดียว) ว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่อิหร่านจะมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์

และตีขลุมสรุปเอาเองว่า องค์พระสันตะปาปาออกมาปกป้องอิหร่านประหนึ่งว่า เห็นชอบที่อิหร่านจะพัฒนานิวเคลียร์จนทำถึงขั้นอาวุธได้ด้วย ทั้งๆ ที่องค์พระสันตะปาปาท่านทรงเทศน์ในวันอีสเตอร์ว่า โลกจะมีความสุขสงบถ้าทุกประเทศจะวางอาวุธจากการทำสงครามต่อกันซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทรัมป์และเนทันยาฮูเปิดฉากถล่มโจมตีอิหร่านอย่างบ้าคลั่ง (แม้จะหลอกอิหร่านและทั้งโลกว่า การเจรจาหาข้อยุติเรื่องนิวเคลียร์ อิหร่านกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี!!)

ทรัมป์และพวกบ้าคลั่งสงครามรอบๆ ตัวเขาต่างชี้ไปที่กองกำลัง IRGC และฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ของอิหร่านว่าเป็นรัฐอันธพาล ที่เป็นอันตรายต่อทั้งโลกอย่างยิ่ง ถ้ามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง โดยเหมาเอาว่า ในช่วงหลังการปฏิวัติอิสลามเมื่อ 47 ปีนี้แหละที่อิหร่านหันมาแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จากกากของนิวเคลียร์ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าปรมาณูและทางการแพทย์...ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก...โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่อย่างอิสราเอลที่เป็นมหามิตรของสหรัฐฯ

ความจริงก็คือ ต้นกำเนิดของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามที่อิหร่าน

แต่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือรังสรรค์ของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกที่ให้การสนับสนุนพระเจ้าชาห์ ปาห์ลาวี ที่ทางตะวันตกได้อุปโลกน์ให้ขึ้นครองราชย์ เพื่อเปิดทางให้เหล่าบริษัทธุรกิจยักษ์ของตะวันตกได้เข้ามาขุดเจาะเอาน้ำมัน และทรัพยากรมีค่ามหาศาลของอิหร่านผ่องถ่ายไปสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตะวันตก โดยพระเจ้าชาห์ได้นำอารยธรรมตะวันตกให้เฟื่องฟูในอิหร่าน พร้อมๆ กับกำจัดฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเปิดทางให้ทรัพยากรมีค่าของอิหร่านถูกขนถ่ายออกไป แทนที่จะนำมาสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชนส่วนใหญ่

ชาห์ ปาห์ลาวี สนับสนุนให้มีการจัดทำนิวเคลียร์โปรแกรม เพื่อทัดเทียมกับประเทศตะวันตก

ถึงกับมีความใฝ่ฝันจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ด้วยซ้ำ แม้ในภายหลังจะออกมาพูดอธิบายใหม่ว่า ไม่ใช่ความตั้งใจสร้างอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม

หลังอิหม่ามโคมัยนีเดินทางกลับจากปารีส และนำสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่โค่นอำนาจพระเจ้าชาห์ ปาห์ลาวี...โครงการพัฒนานิวเคลียร์ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนอีกต่อไป

จนถึงสงครามอิหร่าน-อิรักที่ทางสหรัฐฯ เป็นฝ่ายสนับสนุนซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักให้ทำสงครามเพื่อโค่นการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน...ซึ่งศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน (ที่เคยรุ่งเรืองด้วยนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์จากสหรัฐฯ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และรวมถึงจากอิสราเอล เดินกันว่อน) กลับถูกทิ้งเกือบร้าง แต่ก็มิวายถูกเป็นเป้าของซัดดัม

เมื่อจบสงครามอิหร่าน-อิรักทาง IRGC และฝ่ายบริหารของอิหร่านจึงได้หันมารื้อฟื้นโครงการนิวเคลียร์ โดยเน้นพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพราะมี Fatwa (เมื่อปี 2004)จาก Supreme Leader ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธร้ายแรงทำลายมนุษยชาติ

จึงเป็นการบิดเบือนจากทั้งเนทันยาฮูและทรัมป์ ที่เหมาเอาว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ (เพื่อสันติ) ของ IRGC และผู้นำอิหร่านนั้น เป็นอันตรายอย่างเร่งด่วนต่อสหรัฐฯ และต่อโลก จนต้องรีบบุกทำสงครามทำลายล้างเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งๆ ที่อิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์จำนวนมากแอบสะสมอยู่ในมือของผู้บริหารอย่างเนทันยาฮู และคณะบริหารที่บ้าคลั่งสงครามที่ได้สร้างหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กาซา รวมทั้งที่อิหร่านในขณะนี้