ชัยชนะที่ท่วมท้นทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร ในยุคไทยรักไทยทำให้เขามีความเชื่อมั่นว่า เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะจัดการอะไรก็ได้กับประเทศนี้ พรรคไทยรักไทยของเขาเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ชนะเลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ เขาใช้วิธีการรวบรวมพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ใต้อำนาจ จึงเกิดสิ่งที่เรียกกันในทางการเมืองว่า ระบอบทักษิณ
ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จทำให้รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวผู้นำอย่างชัดเจน ต่างจากการเมืองยุคก่อนที่รัฐบาลมักเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคต่อรองกันไปมา พอไทยรักไทยแข็งแรงมาก จึงเกิดปรากฏการณ์ “ดูด สส.” หรือการที่นักการเมืองจากพรรคอื่นทยอยย้ายเข้าร่วมรัฐบาล เพราะพรรคมีทั้งอำนาจ งบประมาณ และโอกาสทางการเมืองสูง ฝ่ายตรงข้ามจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “ซื้อพรรค” หรือ “ซื้อระบบการเมือง” แม้ในทางกฎหมายจะพิสูจน์ยากว่าเป็นการซื้อโดยตรง แต่ภาพจำของสังคมคือการใช้ทุนและอำนาจรัฐสร้างเครือข่ายทางการเมืองขนาดใหญ่
อีกเรื่องคือข้อกล่าวหาเรื่อง “ทุนผูกขาดกับอำนาจรัฐ” เพราะทักษิณเองเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ก่อนเข้าสู่การเมือง มีเครือข่ายทุน โทรคมนาคม และความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจจำนวนมาก เมื่อรัฐบาลไทยรักไทยใช้นโยบายประชานิยมขนาดใหญ่ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน OTOP พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐให้ตอบประชาชน แต่ฝ่ายต่อต้านมองว่าเป็นการใช้ “นโยบายซื้อใจประชาชน” เพื่อสร้างฐานอำนาจระยะยาว จนเกิดคำว่า “ประชาธิปไตยแบบทุนสามานย์” ในวาทกรรมการเมืองช่วงนั้น
ส่วนประเด็น “อำนาจเหนือ สว.และองค์กรอิสระ” มีรากจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งออกแบบให้องค์กรอิสระและวุฒิสภามีอำนาจมาก แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งหลายส่วนยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมือง เมื่อไทยรักไทยครองเสียงข้างมากมหาศาล จึงถูกกล่าวหาว่าสามารถมีอิทธิพลต่อกระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรต่างๆ ได้ เช่น คณะกรรมการองค์กรอิสระ วุฒิสภาบางส่วน หรือหน่วยงานกำกับดูแล ฝ่ายต่อต้านจึงมองว่าเกิด “รัฐพรรคเดียวโดยพฤตินัย” แม้ตามรูปแบบจะยังเป็นประชาธิปไตยเลือกตั้งอยู่ก็ตาม
ไม่มีใครคิดว่าจะโค่นล้มทักษิณลงได้ ทักษิณเองก็ลำพองในอำนาจของตัวเองมากในตอนนั้น จนกระทั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก่อตัวขึ้น เพราะไม่อาจทนต่อการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลของทักษิณ และผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแสวงหาประโยชน์จากอำนาจได้ จนกระทั่งความขัดแย้งบานปลายเมื่อมีทั้งประชาชนที่สนับสนุนทักษิณและต่อต้านทักษิณ จนทำให้ทหารฉวยโอกาสเข้ามาคลี่คลายวิกฤตด้วยการยึดอำนาจโดยการนำของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
จากนั้นชะตากรรมของทักษิณก็เข้าสู่ทางอับเขาหลบหนีไปต่างประเทศและถูกศาลทักษิณให้ยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ศาลตัดสินทักษิณจากคดีต่างๆ รวมกันถึง 12 ปี คดีแรกที่หนีจนหมดอายุความไปก่อนคือ คดีที่ดินรัชดาฯ ที่เซ็นชื่อให้พจมาน ภรรยาของตัวเองประมูลที่ดินของรัฐทั้งที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี
ส่วนอีก 3 คดีที่ศาลสั่งลงโทษทักษิณนั้น คดีที่ 1 คือ คดีสั่งการให้ Exim Bank อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลเมียนมา โทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีที่ 2 คือ คดีหวยบนดิน โทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา รวมสองคดีจำคุก 5 ปี แต่ศาลให้นับโทษต่อกันเหลือการจำคุก ในคดีที่ 1 และคดีที่ 2 เพียง 3 ปี และคดีที่ 3 คดีให้นอมินีถือหุ้นใน บมจ.ชินคอร์ป โทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา ให้นับต่อจาก 3 ปีใน 2 คดีแรก โดยทักษิณ ต้องโทษจำคุกจริง 8 ปี
เมื่อเขาทักษิณกลับประเทศหลังจากหลบหนีไป 15 ปี เขาประกาศสำนึกผิดตามราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชหัตถเลขาพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จาก 8 ปีเหลือโทษจำคุก 1 ปี เหตุทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ ที่ปรากฏความว่า “เมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกดังกล่าวด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา” ก่อนได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษนั้นกลายเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เพราะถึงเวลานี้เขาไม่ได้สำนึกในความผิดจริงๆ เลย
แต่ทักษิณก็แสร้งป่วยด้วยความร่วมมือของหลายฝ่ายไปนอนอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ อ้างว่ามีอันตรายจนอาจเสียชีวิต แต่สังคมไม่เชื่อจนมีผู้ร้องแล้วถูกศาลพิจารณาคดีว่า เป็นการป่วยทิพย์และให้ทักษิณกลับมารับโทษใหม่ จนถูกจำคุกจริง 8 เดือน และได้รับการปล่อยตัวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาโดยเป็นการพักโทษ
ถ้าจำกันได้หลังจากออกจากโรงพยาบาลทักษิณในฐานะเป็นเจ้าของพรรคแกนนำรัฐบาลตอนนั้น พยายามแสดงให้เห็นว่า เขายังเป็นผู้มีอำนาจที่ทรงอิทธิพล เขาออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เห็นว่า แม้ไม่มีตำแหน่งอะไรแต่เขายังมีอิทธิพลและบทบาทในฐานะคีย์แมนตัวจริงของรัฐบาล ใครๆ ก็วิ่งหาทักษิณ ค่ายเนชั่นเอาทักษิณไปขึ้นเวทีหาเงินได้หลายสิบล้านบาท เพราะเจ้าสัวห้างร้านทุกคนต้องมาซื้อโต๊ะฟังทักษิณพูด นั่นอาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทักษิณเข้าใจว่า เขายังคงมีอำนาจตัวจริงในสังคมไทย
คิดว่า การออกมาจากคุกครั้งนี้คงทำให้ทักษิณมีบทเรียนและทบทวนบทบาทของตัวเองว่า เขาควรจะวางตัวอย่างไร และคงรู้ว่าคนที่มีอำนาจตัวจริงวันนี้ไม่ใช่เขาแล้ว แต่คือ เนวิน ชิดชอบ
เนวิน ชิดชอบ ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในทางการเมือง แต่รู้กันว่าโดยทางพฤตินัยว่า เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยที่มีอำนาจตัวจริงในการกำหนดบทบาทของพรรคและขับเคลื่อนทางการเมือง วันนี้ถนนทุกสายจึงวิ่งเข้าสู่บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคภูมิใจไทยบนที่ดินที่มีข้อพิพาทกับรัฐว่าได้รับการออกโฉนดมาโดยชอบหรือไม่ และยังอยู่ในการพิจารณาคดีของศาล
แต่แม้ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเกินกึ่งหนึ่งอย่างที่พรรคไทยรักไทยของทักษิณเคยทำได้ แต่สังคมก็รู้กันโดยเปิดเผยว่า สว.เกินกึ่งหนึ่งประมาณ 160 คนนั้น อยู่ใต้ร่มธงเดียวกันที่สามารถสั่งให้โหวตไปในทิศทางเดียวกันได้ และรู้กันว่า ทั้งหมดนั้นขึ้นตรงต่อใคร เมื่อรัฐธรรมนูญปัจจุบันออกแบบมาให้ สว.มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ ดังนั้นใครจะได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือตุลาการศาลปกครอง ก็เหมือนถูกรวบอยู่ใต้อำนาจของคนคนนั้น
อำนาจที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นอำนาจที่น่ากลัวกว่าสิ่งที่เราเคยเรียกว่าระบอบทักษิณมาก เพราะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ กลายเป็นอำนาจที่ผูกโยงกันโดยทางพฤตินัยและมีจุดเชื่อมโยงจากแหล่งเดียวกัน
ใครเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอยู่หลังการเมืองสังคมคงจะรู้ดี แต่ดูเหมือนว่า เราจะยอมให้การเมืองอันพิลึกพิลั่นที่ยิ่งกว่าระบอบทักษิณนี้ดำเนินต่อไป เหมือนกับมันเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย
คนฉลาดอย่าง เนวิน ชิดชอบ ซึ่งเล่นการเมืองอยู่หลังฉาก คงจะมองเห็นชะตากรรมของทักษิณที่เคยมีอำนาจมาก และคงมองเห็นบทเรียนจากจุดจบทางการเมืองของทักษิณหากท้าทายอำนาจของระบอบและประชาชนมากจนเกินไป
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


