คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
สถาบันกษัตริย์กับพรรคการเมือง:การเสด็จขึ้นครองราชย์ของ Adolf Frederick และการพยายาม ทำรัฐประหาร/ปฏิวัติของคณะเจ้า
เมื่อ Frederick I ทรงสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1751 Adolph Frederick เสด็จขึ้นครองราชย์ (1751-1771) และไม่ว่าพระองค์จะหันไปฝักใฝ่ฝรั่งเศสก็ตาม แต่กล่าวได้ว่า การสืบราชสันตติวงศ์ในสวีเดนใน ค.ศ. 1751 ก็ยังเป็นไปตามความต้องการของรัสเซีย ตามที่ Elizabeth จักพรรดินีแห่งรัสเซียได้ทรงกำหนดเป็นเงื่อนไขในการทำสนธิสัญญาสันติภาพที่ Abo ค.ศ. 1743
ขณะเดียวกัน พระองค์ทรงได้รับการตอบรับด้วยการแสดงออกของผู้คนด้วยความปิติและเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะยืนยันในสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1718 คนสวีเดนไม่ได้รังเกียจสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เบื่อหน่ายและเข็ดขยาดกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ Charles XII ที่นำประเทศเข้าสู่สงครามยาวนานสองทศรวรรษ ที่ทำให้ทหารและประชาชนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงตามมาด้วย
ส่วนประเด็นที่ the Hats เคยเสนอไว้ว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจให้แก่องค์พระมหากษัตริย์ ก็กลับไม่มีท่าทีที่จะดำเนินการแต่อย่างไร ทำให้เข้าใจได้ว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ the Hats มีทีท่าดังกล่าวก็ด้วยต้องการให้ Adolf Frederick หันเหจากรัสเซียมาเป็นพันธมิตรกับฝ่ายตนในช่วงที่รัฐบาล the Hats พ่ายแพ้สงครามต่อรัสเซีย และมีสถานะตกต่ำในทางการเมืองภายในประเทศ จึงจำเป็นจะต้องได้มกุฎราชกุมารไว้ในฝ่ายตน และเพื่อความชอบธรรมทางการเมืองเหนือ the Caps ด้วย
แต่หลังจากที่ the Hats สามารถขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จและมีเสถียรภาพมั่นคง และสวีเดนได้พระมหากษัตริย์สืบต่อจาก Frederick I แล้ว the Hats ก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นอันใดที่จะต้องรักษาสัญญาในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นปัญหาแก่การปกครองของ the Hats
และแน่นอนว่า ทาง Adolf Frederick และ Louisa Ulrika ย่อมทรงตระหนักได้ว่า พระองค์ทรงถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น และก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสาเหตุของประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองอีกประเด็นหนึ่งในการเมืองภายในสวีเดน นั่นคือ ความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างพรรค the Hats กับสถาบันพระมหากษัตริย์
ความขัดแย้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพรรค the Hats: Louisa Ulrika และกำเนิดคณะเจ้าคณะที่สอง : ความพยายามและความล้มเหลวในการฟื้นพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์
อันที่จริง เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่าง the Hats กับสถาบันพระมหากษัตริย์นี้คือ ความขัดแย้งระหว่าง the Hats กับสมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika มากกว่าจะเป็นความขัดแย้งต่อองค์พระมหากษัตริย์ Adolf Frederick เอง เพราะ Adolf Frederick ทรงมีบุคลิกภาพอ่อนโยน เจตนาดี และเข้ากับผู้คนได้ง่าย แต่ไม่ทรงมีความมุ่งมั่นมากนัก ความที่พระองค์ทรงอ่อนโยนทำให้ขาดลักษณะของการเป็นผู้นำผู้ปกครอง และด้วยความที่พระองค์ทรงรักความสบาย ทำให้พระองค์ไม่ทรงเข้าร่วมประชุมสภาบริหาร พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยในกิจการบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นความสนพระทัยหรือมีหัวในการปกครอง พระองค์สนพระทัยในงานอดิเรกเกี่ยวกับการทำตู้ใส่ของ
ตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญ: สมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika
แต่พลังขับเคลื่อนสำคัญจากภายในสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อความขัดแย้งดังกล่าว คือ สมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika ผู้ทรงเป็นสตรีที่ทรงปัญญาความรู้ และทรงภาคภูมิใจในการเป็นสายโลหิตในราชวงศ์ Hohenzollern และทรงบารมีในการบังคับบัญชา (commanding) และพระองค์ทรงเป็นพระภคินีของ Frederick II มหาราชแห่งปรัสเซีย หนึ่งในพระมหากษัตริย์ยุโรปที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “Enlightened King/Despot”
พระนางทรงโปรดศิลปะและวรรณคดีอย่างที่ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในสวีเดนสามารถเทียบเท่าได้นับตั้งแต่รัชสมัยของ Christina และสนใจพระทัยศึกษา ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และการที่พระองค์ทรงมีสติปัญญาล้ำเลิศและสนใจในความรู้ ได้ดึงดูดผู้ที่มีความโดดเด่นในความรู้ทางศิลปะวิทยาการต่างๆให้มาพบปะกันภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ในราชสำนักของพระองค์
อีกทั้ง พระองค์ยังทรงโปรดให้มีการตั้ง Academy of Letters แห่งสวีเดนขึ้นเป็นครั้งแรก และทรงให้ตั้งคณะจัดทำละครที่ดี the first good theatre และทรงโปรดให้คณะจัดอุปรากรอิตาเลียนเดินทางเข้ามาแสดงในสวีเดนเป็นครั้งแรก และโดยตัวพระองค์เอง ทรงเป็นตัวเชื่อมกับโลกแห่งปัญญาความรู้ที่ดีที่สุดและใหม่ที่สุดในยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝรั่งเศส ที่พระองค์ทรงได้รับอิทธิพลอย่างจากการศึกษาประวัติศาสตร์ราชาธิปไตยของฝรั่งเศส ที่เป็นตัวอย่างของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรปตั้งแต่รัชสมัยของ Louis XIV ทำให้พระองค์ทรงเห็นว่าระบอบราชาธิปไตยที่อำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการอยู่ในสถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นการดำเนินตามระเบียบสังคมตามธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน พระนางไม่ได้ทรงนำเพียงวัฒนธรรมจากพระราชสำนักแห่ง Fredrick II มหาราช แต่ยังทรงนำเอาหลักการการปกครองจากปรัสเซียมาด้วย พระองค์ไม่ทรงสามารถปรับพระองค์ให้คุ้นเคยกับการเมืองสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพได้และทรงตัดสินพระทัยว่าสิ่งที่สวีเดนต้องการคือการปกครองภายใต้ “พระราชอำนาจอันสมบูรณ์โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงภูมิธรรม” (an enlightened despotism) ตามตัวแบบของปรัสเซีย
ดังนั้น ในสายพระเนตรของพระองค์ หลังรัชสมัยของ Charles XIIระบบการเมืองสวีเดนที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง และจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง
พระองค์ทรงชื่นชมในพระมหากษัตริย์ที่เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ของสวีเดนอย่าง Gustav II Adolf ผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามสามสิบปี และเป็นอัศวินแห่งโปรเตสแตนท์ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่งในปรัสเซีย อีกทั้งพระองค์ยังได้ทรงศึกษาผลงานพระราชชีวประวัติของ Charles XII ของ Voltaire ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1731 ที่สอดคล้องต้องกับจิตวิญญาณยุคภูมิธรรม (the Enlightenment spirit) ที่ก่อให้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์สวีเดนและพระมหากษัตริย์นักรบ
และจากการที่พระองค์ทรงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากผลงานชีวประวัติดังกล่าวและรวมทั้งพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับพระราชชีวประวัติของ Charles XII ของ Frederick II ทำให้ทรงเห็นแนวความคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความสำเร็จในทางการทหาร ซึ่งเป็นแนวทางที่พระองค์ทรงปรารถนาจะให้เกิดขึ้นในสวีเดน โดยพระองค์ทรงยึดเอาแนวการปกครองของปรัสเซียและสวีเดนภายใต้ Charles XII เป็นตัวแบบ นั่นคือ การปกครองแบบ “ภูมิธรรมสมบูรณาญาสิทธิราชย์” “Enlightened absolutism”
หลังจากที่พระองค์ทรงเสกสมรสกับ Adolf Frederick และเสด็จมายังสวีเดนในปี ค.ศ. 1744 ในปี ค.ศ. 1747 พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นฟื้นกระแสอุดมการณ์นิยมพระมหากษัตริย์ให้กลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในสวีเดนจากการที่พระองค์ทรงเริ่มปลุกกระแสในฐานันดรชาวนา ------ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า พวกชาวนาเป็นกลุ่มคนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์-----โดยพระองค์อาศัยการเสด็จพระราชดำเนินอย่างเป็นทางการจากทางตอนใต้ของสวีเดนไปยังกรุงสตอคโฮล์ม
ในฐานะสมเด็จพระราชินีในอนาคตของชาวสวีเดน ในระหว่างทาง พระองค์ได้ทรงหยุดตามเมืองต่างๆตลอดทาง ไม่เพียงเพี่อทรงพัก แต่ที่สำคัญคือ การได้พบปะมีปฏิสันถารกับราษฎรและทรงรับฟังสุนทรพจน์จากผู้คนกลุ่มต่างๆ ซึ่งถือเป็นวโรกาสที่สำคัญอย่างยิ่งที่เจ้าหญิงที่เพิ่งเสกสมรสใหม่ๆได้พบปะประชาชนตามจังหวัดต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ทรงพบปะกับสาธารณชน
นอกจากนี้ ถือเป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้ที่ทางสำนักพระราชวังจะได้ให้เจ้าหญิงพระองค์ใหม่เปิดตัวและสร้างความนิยมชมชื่นจากสาธารณะ และส่วนสำคัญมากที่สุดของการเสด็จพระราชดำเนินคือการรับรู้ของกบฏชาวนาที่ Dalecarlian ในปี ค.ศ. 1743 และสำหรับพระองค์ การได้พบปะราษฎรสวีเดนเป็นครั้งแรกถือเป็นโอกาสสำคัญที่พระองค์จะทรงสร้างความประทับใจและเริ่มต้นกระบวนการที่จะบูรณาการสวีเดนภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


