xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อิศวรนาฏราช พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง สู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet

 พระอิศวรแปลว่า ผู้ซึ่งสิ่งทั้งปวงรวมอยู่ ส่วนชื่อพระศิวะนั้นจะมาจากการที่องค์มหาเทพมีกายสีแดง คำว่า “ศิวะ” มาจากคำว่า  “ศิวัน” ของชาวทมิฬที่แปลว่าแดง คัมภีร์ปุราณะจะถือว่าองค์พระศิวะนั้นเป็นหนึ่งในสามมหาเทพสูงสุดที่มีพลานุภาพยิ่งใหญ่ทั้งในการทำลายล้างโลก รวมถึงการสร้างโลกใหม่ให้ดียิ่งขึ้นด้วย พระศิวะซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักในนามว่าพระอิศวร พระองค์จะมีเทวะปางต่าง ๆ อยู่หลายปางโดยเฉพาะปางนาฏราชที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ทางไทยนั้นจะเรียกปางนี้ว่าปางปราบ อสูรมูลาคนี 

เทวะปางนาฏราชที่เป็นรูปเคารพของมหาเทพ จะเป็นรูปองค์พระอิศวรทรงยืนเหยียบอสูรมุยลกะผู้เป็นอสูรตนหนึ่ง ปางนี้พระองค์จะมี ๔ กร พระกรข้างขวาทรงกลอง พระกรขวาอีกกรหนึ่งแบออกแสดงท่าแห่งความไม่กลัว พระกรข้างซ้ายทรงเปลวเพลิง พระกรซ้ายอีกกรหนึ่งชี้ลงไปยังยักษ์มุลยกะอสูร

ตำนานเล่าว่าเหล่าฤาษีในป่าตารกะได้พากันประพฤติตนอย่างอนาจาร ผิดในกามราคะ มั่วสุมแลกคู่ผัวเมียกันจนวุ่นวาย ถือเป็นการฝ่าฝืนเทวะบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า พระอิศวรทรงรู้สึกขัดเคืองเป็นอย่างมากจึงได้ชักชวนพระนารายณ์ให้ลงมาช่วยกันลงโทษฤาษีทั้งหลายเหล่านั้น โดยพระอิศวรได้แปลงกายเป็นโยคีหนุ่มพระนารายณ์ได้แปลงกายเป็นสตรีผู้งดงาม แล้วทั้งสองพระองค์จึงได้พากันไปยังป่าตารกะ

เมื่อไปถึงเหล่าฤาษีได้พากันมาห้อมล้อมหลงใหลรักใคร่ในนางที่เป็นพระนารายณ์แปลงกายมา ฝ่ายเหล่าภรรยาของฤาษีก็พากันหลงใหลต่อโยคีหนุ่มจนเกิดการวิวาทแย่งชิงกันขึ้น แต่เหล่าฤาษีก็ไม่สามารถชนะใจสตรีผู้งดงามได้จึงพากันโกรธแค้น และได้สาปแช่งรูปแปลงของมหาเทพทั้งสองแต่ก็ไม่เป็นผล พวกฤาษีจึงได้เนรมิตเสือขึ้นเพื่อให้มาทำร้ายโยคีหนุ่ม โยคีหนุ่มจึงได้ฆ่าเสือตัวนั้นแล้วถลกหนังเสือออกมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จเหล่าฤาษีจึงได้เนรมิตนาคขึ้นเพื่อจะให้พ่นพิษทำร้ายแทน แต่โยคีหนุ่มก็ยังจับเอานาคนั้นมาทำเป็นสังวาลย์เสียอีก


เมื่อพระอิศวรเห็นว่าเหล่าฤาษีสิ้นฤทธิ์เดชลงแล้วจึงได้ฟ้อนรำท่าปฎิหารย์ต่าง ๆ ที่เรียกว่า ตาณทพ ซึ่งขณะนั้นได้มียักษ์ค่อมตนเหนึ่งชื่ออสูรมูลาคนีที่เคยได้รับพรจากองค์เทพให้มีจักษุหรือตาทั้งสองเป็นเปลวไฟจนนึกถือตนว่าเป็นใหญ่กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงได้เข้ามาช่วยฤาษีเหล่านั้นด้วยการลืมตาไฟให้เกิดเป็นเพลิงไฟล้อมรอบพระอิศวรไว้

เมื่อเห็นดังนั้นพระอิศวรจึงได้ขึ้นเหยียบเหนือหลังอสูรแล้วแสดงฤทธานุภาพให้เกิดน้ำ และเพลิงออกจากช่องพระกรรณทั้งสองให้ตกลงบนศรีษะของอสูร จนดวงตาของอสูรมูลาคนีดับสูญสิ้นฤทธิ์ไป พระองค์ยังได้ใช้พระบาทข้างหนึ่งเหยียบมูลาคนีไว้พร้อมกับร่ายรำต่อไปจนครบกระบวนท่า เหล่าฤาษีทั้งหลายจึงยอมรับความพ่ายแพ้ และทูลขอขมาต่อองค์มหาเทพ จากนั้นทั้งสองพระองค์จึงได้เสด็จกลับ

พระนารายณ์เมื่อกลับถึงยังเกษียณสมุทรแล้ว จึงได้เล่าถึงท่วงท่าร่ายรำฟ้อนอันงดงามขององค์พระอิศวรให้พญาอนันตนาคราชฟัง และเมื่ออยากที่จะเห็นด้วยตาของตนเอง พญาอนันตนาคราชจึงได้ไปขอร้องให้พระอิศวรทรงฟ้อนรำให้ดูอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้มีฤาษีตนหนึ่งที่ชื่อว่าพระพรตได้อยู่ในที่นั้นด้วย พระพรตจึงได้จดบันทึกท่วงท่าร่ายรำของพระอิศวรได้ทั้ง ๑๐๘ ท่า ซึ่งต่อมาภายหลังได้กลายมาเป็นท่าต้นแบบของนาฏศิลป์อินเดียมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากอินเดียในส่วนนี้ต่อมาด้วยในภายหลัง

ปัจจุบันยังคงมีความเชื่อถึงการเสด็จลงมาร่ายรำของพระอิศวรอยู่เป็นประจำอยู่ทุกปี และจะมีการประกอบพิธีที่เชื่อว่าจะเป็นการพยากรณ์ทำนายความเป็นไปของโลกด้วยการร่ายรำของพราหมณ์ที่เปรียบถึงว่าเป็นการร่ายรำของพระศิวะ ที่วิหารศิวนาฏราช เมืองจิทรัมพรัม มณฑลมัทราฐทางอินเดียตอนใต้ ซึ่งในปีไหนหากว่าพระศิวะฟ้อนรำได้งดงามถูกต้องตามจังหวะโลกก็จะพบกับความสงบสุข แต่หากปีไหนเป็นการฟ้อนรำด้วยความรุนแรงยกพระบาทพ้นเหนือพื้นดินโลกก็จะเกิดภัยพิบัติ โดยเทวสถานนี้ได้จำหลักท่าฟ้อนรำไว้ ๑๐๘ ท่า ซึ่งแสดงถึงความเชื่อที่ว่าท่วงท่าร่ายรำนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขให้กับโลกและมวลมนุษย์ ดังนั้นการฟ้อนรำขององค์ศิวะมหาเทพ ก็คือปางศิวะนาฏราชหรืออิศวรนาฏราชนั่นเอง

จากตำนานเรื่องเล่านี้ได้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจอันสำคัญ Artmulet จึงได้รังสรรค์ประติมากรรมแห่งศรัทธาอันเป็นศิลป์ชั้นสูงคือพระอิศวรนาฏราชขึ้น ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวการฟ้อนรำขององค์มหาเทพ ที่อยู่ในท่วงท่าร่ายรำอันทรงพลังแต่อ่อนช้อยตามแบบฉบับนาฏลีลา อันเปรียบได้ถึงการให้จังหวะการสร้างสรรค์ในวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ดั่งเป็นสัญลักษณ์ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ให้ดีขึ้น ผ่านศิลปะไทยแบบร่วมสมัย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นสมบัติของวงศ์ตระกูลของผู้ครอบครองและฝากไว้ให้เป็นสมบัติของคนไทยสืบไป