"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๙ ชายชุดข้าราชการสีกากีคนหนึ่งเดินถือเอกสารหนาเตอะเข้าสู่กองการเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นใบลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก่อนกำหนดเกษียณของตนเองเพียงไม่กี่เดือน ภาพนั้นมองด้วยสายตาอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หนักอึ้งในเชิงสัญลักษณ์ เพราะสิ่งที่ราเชน ศิลปะรายะถืออยู่ในมือ มิใช่เพียงเอกสารราชการ หากคือหลักฐานของการสนทนาที่ระบบราชการไทยพยายามไม่ให้เกิดขึ้นในที่แจ้ง
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หากมองผ่านสายตาของชาวบ้านอาจดูเป็นเพียงความขัดแย้งภายในกระทรวง มีสายโทรเข้ามาห้าหกครั้งในเดือนเมษายน อ้างตัวเป็นเครือญาติของผู้ใหญ่ ขอเข้าพบเรื่องงานซ่อมอากาศยาน บางสายเอ่ยถึงคำของบประมาณปี ๒๕๗๐ ที่ต้องนำไปพบ “ผู้ใหญ่ของพรรค” ที่อาคารแห่งหนึ่งย่านวิภาวดีรังสิต และเมื่อการนัดหมายไม่สำเร็จ คำสั่งโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการก็ตามมาในเวลาอันสั้น
ราเชนถามคำถามที่เรียบง่ายต่อสาธารณะว่า “ผมผิดอะไรถึงย้ายผม” แต่คำถามนั้นเป็นคำถามที่ระบบของไทยไม่เคยมีคำตอบให้
ในระดับผิว เหตุการณ์นี้คือ “เรื่องของการบริหารบุคคล” ในระดับลึก มันคือภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่างระบอบสองระบอบที่อยู่ร่วมกันในรัฐไทย ระบอบราชการเชิงวิชาชีพที่ยึดกฎ ระเบียบ และเหตุผล กับระบอบอุปถัมภ์เชิงการเมืองที่ยึดเครือข่าย ความสัมพันธ์ และการต่อรองนอกตำราเรียน
ระบบราชการไทยร่วมสมัยมิใช่เครื่องจักรเชิงเหตุผลที่ทำงานตามตำรา และมิใช่ระบบเครือญาติแบบดิบที่ปราศจากกฎ หากเป็นเอกภาพอันแปลกประหลาดของทั้งสองสิ่ง กล่าวอีกแบบหนึ่ง ภายใต้หลังคาเดียวกันของกระทรวง ทบวง กรม มีรัฐสองรัฐดำรงอยู่พร้อมกัน
รัฐแรกเป็นรัฐที่อิงอยู่กับ “ความชอบธรรมเชิงเหตุผล–กฎหมาย” ซึ่งอำนาจไหลผ่านระเบียบ ขั้นตอน และตำแหน่ง โดยไม่ผูกติดกับตัวบุคคล รัฐที่สองคือ “รัฐอุปถัมภ์” (patronage state) ซึ่งอำนาจที่แท้จริงไหลผ่านความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เครือญาติ และข้อแลกเปลี่ยนที่มิได้บันทึกไว้ที่ใด
ในรัฐแรก การโยกย้ายข้าราชการต้องมีเหตุผลที่อ้างอิงได้ นั่นคือผลงาน วินัย หรือยุทธศาสตร์องค์กร ในรัฐที่สอง การโยกย้ายเป็น “ภาษา” ชนิดหนึ่ง ซึ่งสื่อสารโดยปราศจากคำพูด เป็นการตอบสนองต่อบุคคลที่ไม่ตอบรับการนัด ไม่เปิดประตูให้ผู้อ้างความสัมพันธ์ และไม่เข้าเกมที่ตนถูกขอให้เล่น ในรัฐที่สอง คำว่า “ต้องการคนคล่องตัว” มิใช่คำอธิบาย หากเป็นรหัส และในรหัสนั้น “คล่องตัว” แปลว่า “ยอมรับสาย” “ตรงเวลานัด” และ “เข้าใจสิ่งที่ไม่ได้พูด”
ปัญหาของรัฐไทยมิใช่ว่ารัฐใดรัฐหนึ่งครอบงำอย่างสมบูรณ์ แต่คือการที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันโดยรัฐแรกเป็น “หน้าฉาก” และรัฐที่สองเป็น “หลังฉาก” ตำแหน่ง คำสั่ง เอกสาร และขั้นตอนของรัฐแรกถูกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐที่สอง ปรากฏการณ์นี้เป็นสภาวะของ “รัฐในสังคม” (state in society) ที่รัฐทางการมิได้ผูกขาดอำนาจเหนือดินแดนของตน แต่ต้องเจรจาต่อรองกับเครือข่ายอำนาจไม่เป็นทางการอยู่ตลอดเวลา และในการเจรจานั้น บ่อยครั้งรัฐทางการคือผู้พ่ายแพ้
อำนาจในสังคมสมัยใหม่มิได้ทำงานผ่านการกดขี่อย่างชัดแจ้ง หากผ่านการแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวัน ในตารางเวลา ในระเบียบวินัย ในความรู้สึกว่าตนเองถูกจ้องมอง ในกรณีของไทย รูปแบบหนึ่งของอำนาจที่น่าสนใจที่สุดคืออำนาจที่ทำงานผ่าน “สายโทรศัพท์” มันคือเครื่องมือที่ไม่มีลายเซ็น ไม่มีเอกสาร ไม่มีการประทับตรา แต่ทรงพลังกว่าหนังสือราชการหลายฉบับ
เมื่อข้าราชการระดับอธิบดีรับสายและได้ยินว่า “ผมเป็นหลานท่าน…” กลไกอันละเอียดของอำนาจก็เริ่มทำงานทันที ไม่ใช่เพราะคู่สนทนาขู่ ไม่ใช่เพราะมีคำสั่งใด แต่เพราะภายในระบบแห่งความสัมพันธ์ที่ซ้อนตัวอยู่ใต้รัฐทางการนั้น คำว่า “หลานท่าน” คือทุนทางสังคมประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า “ทุนเชิงสัมพันธ์” สามารถแปลงเป็นทุนเศรษฐกิจ ทุนการเมือง และทุนสัญลักษณ์ได้อย่างราบรื่น ผู้ที่อ้างความสัมพันธ์มิได้ขายของหรือขายความรู้ พวกเขาขาย “การเข้าถึง” และในระบบที่การเข้าถึงคือสิ่งที่หายากที่สุด ราคาของมันก็ยิ่งทบทวี
ปรากฏการณ์เช่นนี้ในระบบราชการไทยคือ อำนาจที่ไม่บัญชาผ่านกฎหมาย แต่บัญชาผ่านการสร้างเครือข่ายของความรู้สึก ความเกรงใจ และการคำนวณความเสี่ยง ผู้ที่อยู่ในเครือข่ายเข้าใจว่าตนต้องตอบสายอย่างไร และผู้ที่เลือกไม่ตอบก็เข้าใจดีเช่นกันว่าราคาของการไม่ตอบคืออะไร ในแง่นี้ คำกล่าวของราเชนที่ว่า “ผมมีหลักฐานครบว่าโทรมาจริงไหม” มีน้ำหนักมากกว่าคำให้สัมภาษณ์ทั่วไป มันคือการเปลี่ยน “สายที่ไม่ทิ้งร่องรอย” ให้กลายเป็น “หลักฐานที่ทิ้งร่องรอย” และนั่นคือการต่อต้านในระดับที่ลึกกว่าการปฏิเสธคำสั่งโยกย้าย
หัวใจของเรื่องนี้มิใช่การโยกย้ายตำแหน่ง หากคืองบประมาณ ราเชนเปิดเผยว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีอากาศยานในความรับผิดชอบกว่าสามสิบลำ มีงบซ่อมบำรุงประจำปีราวสามร้อยล้านบาท บางรายการสูงถึงสามสิบถึงสี่สิบล้านบาทต่องาน และคำของบประมาณปี ๒๕๗๐ คือเป้าหมายเฉพาะที่ “สายลึกลับ” ต้องการนำไปพบผู้ใหญ่ของพรรคนอกรอบ คำถามที่ราเชนทิ้งไว้ให้สังคมจึงเฉียบคมที่สุดว่า “ฝากให้ถามทุกอธิบดีว่าโดนเรียกไปคุยเรื่องงบปี ๗๐ หรือไม่”
งบประมาณในการเมืองไทยมิใช่ตัวเลขในเอกสารสีน้ำเงิน หากคือแผนที่ของอำนาจที่เขียนด้วยภาษาของหมวดงาน รายการ และโควตา ในกระบวนการพิจารณางบประมาณ มีพื้นที่อันกว้างใหญ่ของ “ดุลพินิจ” ที่กฎหมายเปิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดผู้ผ่านคุณสมบัติ การกำหนดสเปกของงาน หรือการเลือกผู้รับเหมา ในพื้นที่ดุลพินิจนั้น ผู้ที่กุมอำนาจเชิงสัญญาณ ย่อมเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางได้แม้จะไม่ได้ลงนามในเอกสารใดด้วยตนเอง
ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง สถาบันทางการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายพฤติกรรมขององค์กร เพราะข้างใต้ของกฎหมาย มี “สถาบันไม่เป็นทางการ” อันได้แก่บรรทัดฐาน ธรรมเนียม และความเข้าใจร่วมที่ไม่ถูกเขียนไว้ ในกรณีของรัฐไทย สถาบันไม่เป็นทางการเหล่านี้บ่อยครั้งทรงพลังกว่ากฎหมาย และในเรื่องงบประมาณ บรรทัดฐานที่ไม่เขียนไว้คือ “ทุกหน่วยงานต้องมีคนเข้าไปเล่าเรื่องของตน” กับผู้ใหญ่ของพรรคที่ดูแลกระทรวงนั้น และ “การเล่าเรื่อง” นั้นมักไม่จบเพียงแค่การอธิบาย แต่ขยายไปสู่การเจรจา ข้อเสนอ และการแบ่งปัน
ในกฎหมายระเบียบราชการ การโยกย้ายเป็นเครื่องมือบริหารตามปกติ ทว่าในวัฒนธรรมราชการไทย มันมีอีกหน้าที่หนึ่งที่ตำราไม่เคยพรรณนา นั่นคือภาษาของการลงโทษ การให้รางวัล และการจัดวางตำแหน่งทางอำนาจ ตำแหน่ง “ผู้ตรวจราชการ” โดยตัวมันเองมิได้ต่ำต้อย หากในวัฒนธรรมที่ไม่ได้บันทึกไว้นั้น มันมีความหมายเฉพาะว่าเป็น “ห้องแช่แข็ง” ของข้าราชการที่อำนาจการเมืองไม่ต้องการให้นั่งในตำแหน่งปฏิบัติการอีกต่อไป สำหรับผู้อยู่ในระบบ การถูกย้ายเข้ากรุคือสัญญาณที่ชัดเจนไม่ต่างจากการตีตรา
การโยกย้ายของข้าราชการไทยคือ พิธีกรรมในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งในระบบราชการที่ส่งสารโดยไม่ต้องใช้คำพูด มันสื่อสารกับทุกคนในระบบพร้อมกันว่า “นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่รับสาย” โดยไม่ต้องประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร และในแง่นี้ สิ่งอันตรายที่สุดมิใช่การออกคำสั่งร้าย ๆ หากคือการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คำสั่งแย่ ๆ ดูปกติ ในรัฐราชการไทย คำว่า “ขั้นตอนปกติ” คือมนตร์อันทรงพลัง ที่ทำให้การโยกย้ายโดยปราศจากเหตุผลกลายเป็นเพียงเรื่องของแบบฟอร์ม
การลาออกของราเชนมิใช่เพียงการตัดสินใจส่วนบุคคลเพื่อรักษาศักดิ์ศรี แต่คือสิ่งที่ เจมส์ สก็อต (James Scott ) นักมานุษยวิทยาการเมืองชาวอเมริกัน เรียกว่า “อาวุธของผู้อ่อนแอ” (weapons of the weak) อันได้แก่ การต่อต้านที่ไม่ปะทะกับอำนาจตรง ๆ แต่ใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่ระบบเปิดไว้ในการส่งสารกลับไปยังโครงสร้าง การถือเอกสารหลักฐานเดินไปยื่นใบลาออกต่อหน้าสื่อ การให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ การเปิดเผยรายละเอียดของสายลึกลับ และการตั้งคำถามต่อสาธารณะว่า “ฝากถามทุกอธิบดี” ทั้งหมดนี้คือการแปลความสัมพันธ์ที่ปกติเป็นเรื่องลับให้กลายเป็นเรื่องสาธารณะ
นี่คือการต่อต้านในระดับจุลภาค ที่ปัจเจกชนใช้พื้นที่อันคับแคบที่ระบบไม่ทันสังเกตในการสร้างความหมายของตน การลาออกของราเชนไม่ได้ปฏิวัติระบบ ไม่ได้เปลี่ยนผู้บริหาร ไม่ได้ทำให้คำสั่งโยกย้ายเป็นโมฆะ แต่มันทำสิ่งหนึ่งที่ทรงพลัง เพราะมันบังคับให้ผู้กุมอำนาจต้องชี้แจง บังคับให้แกนนำพรรคต้องยอมรับว่ามี “หลานโทรไป” จริง บังคับให้ภาษาของรัฐที่สองต้องปรากฏตัวในที่แจ้ง แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การต่อต้านในระดับจุลภาคมีข้อจำกัดในตัวเอง มันสามารถส่งสารได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างได้โดยลำพัง หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน ปรากฏการณ์เช่นนี้จะกลายเป็นเพียงเหตุการณ์ที่สังคมจำได้ไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ระบบจะกลืนกินไปเป็นเพียงเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง ในแง่นี้ คำถามที่ทรงพลังที่สุดมิใช่ว่า “ราเชนกล้าไหม” คำตอบนั้นมีอยู่แล้ว คำถามคือ “สังคมพร้อมจะรับฟังและขยายผลคำให้การของเขาหรือไม่”
เหตุการณ์นี้มิได้เกิดในสุญญากาศ แต่ในบริบทของรัฐบาลผสมที่หลายพรรคใช้กระทรวงเป็นเครื่องมือสะสมทุนทางการเมือง ภายใต้ “สนามอำนาจ” ซึ่งมีกฎเฉพาะในการเล่น พรรคที่กำกับกระทรวงต่าง ๆ ย่อมต้องการให้ข้าราชการระดับสูงเข้าใจ “กฎของสนาม” ขณะที่ข้าราชการที่เติบโตผ่านสายงานวิชาชีพมักยึดอีกชุดกฎ นั่นคือ กฎของระเบียบ ขั้นตอน และความรับผิดชอบต่อตำแหน่ง ในจุดที่กฎสองชุดชนกัน สิ่งที่พ่ายแพ้ก่อนเสมอคือฝ่ายที่ไม่มีอำนาจในการกำหนดงบประมาณและตำแหน่ง
ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนสิ่งที่ “การเสื่อมถอยของระบบราชการ” (bureaucratic decay) อันเกิดขึ้นเมื่อความเป็นอิสระทางวิชาชีพของข้าราชการถูกบีบลงเรื่อย ๆ จากแรงกดของระบบการเมืองที่ต้องการความ “ตอบสนอง” มากกว่าความ “เป็นกลาง” ในรัฐที่มีระบบราชการแข็งแรง การเมืองกำหนดทิศทางผ่านนโยบาย และข้าราชการบริหารตามนโยบายโดยปราศจากการแทรกแซงเชิงปฏิบัติการ ในรัฐที่ระบบราชการอ่อนแอ การเมืองแทรกซึมไปถึงระดับการตัดสินใจรายวัน ใครได้สัญญา ใครได้ตำแหน่ง ใครถูกย้าย และเมื่อนั้น ความหมายของ “ราชการ” ก็เปลี่ยนไปอย่างมิอาจกู้คืนได้ง่าย ประเทศที่ก้าวข้ามรัฐอุปถัมภ์ไปได้ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ต่างเดินผ่านจุดที่เรียกว่า “ระบบราชการแบบฝังราก” (embedded autonomy) ซึ่งข้าราชการมีความเป็นอิสระเพียงพอจะตัดสินใจตามหลักวิชาชีพ ขณะเดียวกันก็ฝังตัวในเครือข่ายสังคมมากพอจะเข้าใจปัญหา รัฐไทยร่วมสมัยอยู่ในจุดที่กลับด้าน เพราะข้าราชการขาดทั้งความเป็นอิสระ และถูกตัดออกจากเครือข่ายสังคมที่จะเข้าใจปัญหาที่แท้ของประชาชน
หนึ่งในประโยคที่ทรงพลังที่สุดของราเชนคือคำท้าให้สังคม “ฝากถามทุกอธิบดีว่าโดนเรียกไปคุยเรื่องงบปี ๗๐ หรือไม่” คำท้านี้สำคัญเพราะมันชี้ว่าเรื่องที่เกิดกับเขามิใช่เรื่องเฉพาะตัว แต่อาจเป็นรูปแบบ (pattern) ที่ครอบคลุมหลายกรม ทว่าที่น่าสนใจกว่าตัวคำท้าคือ “ความเงียบ” ที่ตามมาของอธิบดีคนอื่นๆ Pierre Bourdieu เคยพูดถึง “ความเงียบที่มีโครงสร้าง” (structured silence)—สภาวะที่ผู้คนเลือกไม่พูดเรื่องบางเรื่อง ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะรู้ดีว่าการพูดมีต้นทุน ในสนามอำนาจที่ผู้พูดต้องอาศัยทรัพยากรซึ่งฝ่ายเดียวกันกุมไว้ การเงียบกลายเป็นยุทธศาสตร์การอยู่รอด
วัฒนธรรมแห่งการ “อยู่เป็น” ในข้าราชการไทยมิใช่เรื่องของความขลาด หากคือเหตุผลที่สมเหตุสมผลในระบบที่ความกล้ามีต้นทุนสูงและความเงียบมีรางวัล ผลในระยะยาวคือการคัดเลือกเชิงลบ คนที่มีความกล้าหาญและยึดหลักการมักหายไปจากระบบ (ลาออก เกษียณก่อนกำหนด หรือถูกย้ายเข้ากรุ) ขณะที่คนที่อยู่เป็นอยู่นานคือผู้ที่เข้าใจกฎของสนาม เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มหลังกลายเป็นชนชั้นนำในระบบ และระบบก็ถูกปั้นขึ้นในรูปลักษณ์ของพวกเขา
เหตุการณ์ที่ดูเป็นเรื่องเล็ก ใบลาออกฉบับหนึ่ง ข่าวรายการโทรทัศน์ครึ่งชั่วโมง พาดหัวหนังสือพิมพ์ไม่กี่วัน ในความเป็นจริงสะสมขึ้นเป็นภาพใหญ่ของรัฐที่กำลังสูญเสียศรัทธาในตัวเอง เมื่อข้าราชการมืออาชีพเลือกลาออกแทนที่จะอยู่ต่อ เมื่ออธิบดีอื่น ๆ เลือกเงียบแทนที่จะยืนยัน เมื่อพรรคการเมืองเลือกชี้แจงด้วยการปฏิเสธความเชื่อมโยงแทนที่จะตรวจสอบเชิงระบบ สังคมโดยรวมก็เรียนรู้บทเรียนสำคัญหนึ่งบทว่า ในระบบนี้ ความถูกต้องมีต้นทุน และความเงียบมีรางวัล
สุขภาพของระบอบการเมืองสมัยใหม่ขึ้นอยู่กับ “ความไว้วางใจในสถาบัน” (institutional trust) ซึ่งสะสมช้าและสูญสลายเร็ว เมื่อพลเมืองเริ่มเชื่อว่าราชการคือเครื่องมือของชนชั้นนำ การเมืองคือเกมของพรรคใหญ่ และความเป็นกลางคือคำพูดในกระดาษ พวกเขาจะถอนความศรัทธาออกจากระบบโดยเงียบเชียบ การถอนความศรัทธานี้ไม่ได้ปะทุเป็นการประท้วงทันที แต่กลั่นตัวเป็นความเฉื่อย ความเย้ยหยัน และความรู้สึกว่า “อย่างไรก็เหมือนเดิม” และในบริบทที่ชนชั้นคับแค้นกำลังก่อตัวขึ้นในสังคมไทย การที่ระบบราชการสูญเสียความเป็นกลางมิใช่ปัญหาเฉพาะของชนชั้นข้าราชการ แต่เป็นปัญหาของพลเมืองทุกคน เพราะข้าราชการที่ต้องเลือกระหว่าง “หลักการ” กับ “ตำแหน่ง” คือข้าราชการที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนทั่วไปจากความฉ้อฉลได้ ระบบที่บังคับให้ทุกคนต้อง “เป็นเด็กใคร” คือระบบที่ลดทอนความเป็นพลเมืองของทุกคนพร้อมกัน
กล่าวโดยสรุป ราเชน ศิลปะรายะอาจไม่ใช่วีรบุรุษในความหมายของหนังสือเรียน เขามิได้เปิดโปงคดีทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม มิได้ฟ้องร้องใครต่อศาล มิได้นำเอกสารลับมาเผยแพร่ทางสาธารณะ สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่เรียบง่ายและทรงพลังในเวลาเดียวกัน เขาปฏิเสธที่จะ “อยู่เป็น” ในระบบที่บังคับให้ทุกคนต้องอยู่เป็น และเขาเลือกที่จะให้สังคมรับรู้เหตุผลของการตัดสินใจนั้น ในประเทศที่วัฒนธรรมการลาออกพร้อมเหตุผลยังไม่ใช่เรื่องปกติ การกระทำของเขาจึงมีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่ตัวเลขข่าวจะวัดได้
คำถามที่เหลืออยู่ในที่นี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบหรือไม่ ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย การรับผิดชอบเชิงระบบเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก คำถามที่แท้จริงคือ สังคมไทยในวันนี้พร้อมจะเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพข้าราชการ และพลเมืองทั่วไปมีหน้าที่ในการขยายผลคำให้การของผู้ที่ยังกล้าพูด เพื่อมิให้คำท้าของราเชนที่ว่า “ฝากถามทุกอธิบดี” กลายเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบ คำกล่าวของเขาที่ว่า “ผมเป็นข้าราชการคนทำงาน อยู่ไม่ได้ก็ลาออก” มิใช่เพียงคำพูดของชายคนหนึ่ง หากคือคำให้การของยุคสมัย ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ความเป็นมืออาชีพของรัฐกำลังถูกกัดกร่อนอย่างเงียบเชียบ และที่ผู้ที่ยึดหลักการมักต้องเลือกระหว่างการอยู่ต่อโดยสูญเสียตัวเอง กับการจากไปโดยรักษาบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญกว่าตำแหน่ง
ประวัติศาสตร์จะตัดสินว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงข่าวสองวันที่ลืมง่าย หรือเป็นจุดเริ่มของบทสนทนาที่จริงจังเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการที่ค้างคามานานเกินไป และคำตอบนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับราเชน หรือพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง หากขึ้นอยู่กับว่าสังคมไทยในวันนี้ ยังเหลือพลังพอที่จะถามคำถามที่ผู้มีอำนาจฟังแล้วไม่สบายใจหรือไม่


