“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”
ก่อนวันเลือกตั้งปี 2538 อ.โต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กับผม ได้เดินทางไปบ้านพักของชัช เตาปูน ที่อยู่ย่านเตาปูน ริมคลองประปา ปรากฎว่า ที่บ้านของชัช เตาปูน พี่โต้งกับผมได้พบกับ “สว. ท่านหนึ่ง” พี่โต้งกับผมรู้จักเป็นอย่างดี เขาเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่ ที่สนิทสนมกับอธิบดีกรมตำรวจในยุคนั้น
สว. อดีตตำรวจชื่อดัง นั่งรอชัช เตาปูน อยู่เงียบๆ ในห้องรับแขก
“ท่าน สว. สบายดีหรือครับ? เอ๊ะ! แล้วท่านมาทำอะไรที่บ้านพี่ชัชครับ?”
พี่โต้งทักทายด้วยคำถามที่ทำเอา ท่าน สว. มีสีหน้าแปลกๆ พิกล..
อืม.. สว. อดีตตำรวจใหญ่ที่สนิทสนมเป็นพิเศษกับอธิบดีกรมตำรวจ มาพบคนที่ผู้คนรู้กันทั่วว่าทำอาชีพอะไร.. อย่างนี้ต้องมา “เก็บส่วย” ให้กับ อตร. แน่ๆ! นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิด โดยไม่ได้พูดออกมา และผมเชื่อว่าพี่โต้งก็ต้องคิดเหมือนผมแน่ๆ
“เอ้อ.. มาคุยงานกับคุณชัชครับคุณโต้ง.. แล้วคุณโต้งกับชัชมาทำอะไรครับ?”
สว. อดีตตำรวจใหญ่คนนั้นถามพี่โต้งกับผมกลับในทันที
“ผมกับพี่โต้งมาเพราะพี่ชัช เตาปูน บอกจะช่วยหาเสียงในเขตพื้นที่ของพี่ชัชครับ พี่ สว.”
ผมตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาแทนพี่โต้ง.. พอดีกับจังหวะที่เจ้าของบ้านเดินเข้ามาในห้อง..
“ครับ.. ท่าน สว. ผมได้รับปากกับน้าชาติว่า จะเอาคะแนนเสียงในเขตที่คุณโต้งลงสมัคร สส. ให้ฟรีๆ ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นเสียงครับ แต่ขอรบกวนคุณโต้งกับคุณชัชแวะมาเยี่ยมผมที่บ้านครับ.. ผมขอรบกวนท่าน สว. ไปรอผมที่ห้องรับแขกทางซ้ายมือก่อนนะครับ ผมขอคุยกับคุณโต้งกับคุณชัชสักครึ่งชั่วโมง.. แล้วเราค่อยคุยกันนะครับ”
ชัช เตาปูน รอจน สว. อดีตตำรวจใหญ่ เดินหายเข้าไปในห้องรับแขกอีกห้อง
“คุณโต้งครับ ผมรับรองเลยว่า.. ผมหาเสียงให้คุณโต้งได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคะแนนแน่นอน.. คุณโต้งแค่หาเสียงให้ได้อีก 1 หมื่นกว่าคะแนนก็ชนะแล้วครับ เพราะเขตนี้พรรคพลังธรรมของคุณจำลองก็ชนะโดยไม่เคยเกิน 3 หมื่นคะแนนครับคุณโต้ง”
“เอ้อ.. พ่อบอกผมแล้วว่า.. พี่ชัชจะเอาเสียงให้ผมฟรีๆ ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคะแนน.. ผมต้องขอขอบคุณพี่ชัชมากๆ เลยนะครับ.. ส่วนอีก 1 หมื่นเสียง ผมกับทีมงานจะหาเพิ่มเองครับ”
หลังจากพบชัช เตาปูน ผมกับพี่โต้งก็กลับมาคุยกับทีมงานในสำนักเลขาฯ น้าชาติ เรื่องการหาเสียง.. ซึ่งมีทั้งการใช้นโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยการผลักดันให้เพิ่มสวนสาธารณะอีกหลายแห่งอย่างเป็นรูปธรรม.. รวมทั้งผลักดันเศรษฐกิจชาติอีกหลายเรื่อง เพิ่มโอกาสในการทำมาหากินแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ช่วยประชาชนที่ด้อยโอกาส ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น.. รวมถึงแผนปราบปรามการคอร์รัปชั่นด้วย
แต่ในห้วงนั้น.. ทางสำนักเลขาฯ น้าชาติมองว่า นโยบายดีๆ เช่นนั้น ยังไม่ดึงดูดใจประชาชนมากพอแน่นอน ดังนั้น ผมจึงต้องมองหาช่องทางที่จะได้คะแนนเสียงอีก 1 หมื่นกว่าคะแนน เพื่อพี่โต้งจะได้เป็น สส. ในสภาฯ
และแล้ววันหนึ่งก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นกำนันใหญ่ อดีตเคยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ มาบอกกับผมว่า.. ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว พวกเขาได้ช่วย สส. ของพรรคหนึ่ง หาคะแนนเสียงได้ 3 หมื่นกว่าคะแนนจนชนะเลือกตั้ง ได้เป็น สส. ครั้งแรก
“เขาจ่ายเงินค่าบริหารจัดการให้ผมกับทีม 10 ล้านบาท แลกกับคะแนน 3 หมื่นกว่าเสียง ฉะนั้นครั้งนี้ผมกับทีมจะแบ่ง 1 หมื่นกว่าเสียงให้กับทางพี่โต้ง.. โดยผมขอรับรองว่า พี่โต้งต้องได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นเสียงอย่างแน่นอน เพราะผมกับทีมคุยกันแล้ว ทุกคนชอบแนวคิดทางการเมืองของพี่โต้ง อยากผลักดันให้พี่โต้งเข้าไปเป็น สส. ในสภาฯ ครับคุณชัช”
“คุณบอกทางโน้นจ่าย 10 ล้านบาท แล้วทางพี่โต้งต้องจ่ายค่าดำเนินการให้คุณเท่าไหร่? ตัวพี่โต้งไม่มีเงินมากมายอย่าง สส. คนที่พวกคุณช่วยนะ พี่โต้งเขาไม่เอาเงินพ่อมาซื้อเสียง.. พี่โต้งบอกน้าชาติกับผมและทุกคนว่า.. ยอมสอบตกดีกว่าได้เป็น สส. เพราะซื้อเสียง”
“ผมรู้ว่าพี่โต้งไม่ซื้อเสียง.. ผมก็เข้าป่าเหมือนคุณชัช.. เพราะฉะนั้นอย่าคิดเรื่องซื้อเสียงกับผม แต่ต้องช่วยผมเรื่องค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ที่จะได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นเสียงครับ คุณชัชช่วยบอกพี่โต้งว่า เงิน 1 ล้านบาทที่ให้ผมไปทำงานก่อนนั้น ถ้าผลออกมาได้คะแนนเสียงต่ำกว่า 1 หมื่นคะแนน.. ผมจะคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้พี่โต้งทันทีครับ แต่ถ้าพี่โต้งไม่เอาข้อเสนอผม ผมก็จำเป็นต้องไปช่วยอดีต สส. คนนั้นต่อนะครับ.. พี่โต้งกับคุณชัชอย่ามาด่าผมที่ไปช่วยคู่แข่งของพี่โต้งล่ะ ซึ่งที่จริงผมไม่ต้องการทำอย่างนั้นเลย”
ผมได้เล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนๆ ในทีม ให้ช่วยกันสืบข่าวเรื่องนี้จากหลายช่องทาง ก็พบตรงกันว่า
“ข้อมูลตรงตามที่กำนันเพื่อนพี่ชัชบอกครับ เขาเคยช่วย สส. พรรคนั้นหาคะแนนจนชนะ ซึ่งเป็นเรื่องจริง อีกทั้งมีการจ่ายเงินซื้อเสียงให้กำนันคนนั้น 10 ล้านบาท ก็เป็นเรื่องจริงอีก”
หลังสืบจนมั่นใจในข้อมูลเรื่องดังกล่าว.. เพื่อนๆ ทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่า “1 หมื่นเสียงมีค่าใช้จ่ายแค่ 1ล้านบาท.. ถ้าได้ 1 หมื่นคะแนนจริง แถมถ้าสอบตก ยืนยันจะจ่ายเงินต้นบวกดอกเบี้ยคืนให้ด้วย.. มันโคตรคุ้มเลย!” ดังนั้นทุกคนขอให้ผมนัดพูดคุยเรื่องนี้กับพี่โต้งเลย..
เย็นนั้น.. ผมกินข้าวกับพี่โต้ง ก่อนจะพูดคุยเรื่องนี้กับพี่โต้งโดยตรงทันที..
หลังรับฟังเรื่องนี้ พี่โต้งนั่งครุ่นคิดเงียบๆ ในห้องดนตรีอยู่พักใหญ่.. ก่อนจะพูดกับผมว่า
“ชัช.. ค่าใช้จ่าย 1 ล้านบาทที่ต้องให้กับเพื่อนชัช.. จะว่าไป.. มันก็คือ “การซื้อเสียง” จริงไหม? ชัชก็รู้ว่าพี่ไม่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด.. ชัชช่วยบอกเพื่อนชัชว่า.. พี่โต้งขอขอบคุณมากๆ ที่มีน้ำใจจะช่วยพี่.. แต่พี่ไม่ขอรบกวนเพื่อนชัชในเรื่องนี้.. อ้อ! และชัชต้องรับปากกับพี่ว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่ออย่างเด็ดขาดนะ..”
นั่นคือการตัดสินใจของพี่โต้ง และกำชับไม่ให้ผมบอกเรื่องนี้กับน้าชาติ เพราะพี่โต้งมองเรื่อง ค่าใช้จ่าย 1 ล้านบาท เพื่อให้ได้มา 1 หมื่นเสียงนั้น คือการซื้อเสียง ซึ่งพี่โต้งไม่เอาด้วย!!!
หลังผมเล่าให้เพื่อนในสำนักกองเลขาฯ น้าชาติฟัง.. ทุกคนร้อง “เฮ้อ!!!!!” อย่างเสียดายกับมุมมองของพี่โต้ง..
การหาเสียงเลือกตั้งในสังกัดพรรคชาติพัฒนาของพี่โต้ง จึงปิดฉากลงด้วยการใช้นโยบายล้วนๆ! ด้วยประการฉะนี้แล..
ผลการเลือกตั้ง.. พี่โต้งแพ้! ได้คะแนนเสียง 2 หมื่นกว่าเสียง! จึงมิได้เป็นผู้แทนราษฎร กทม. !!!
จะว่าพี่โต้งไม่มีเงินล้านก็ไม่ใช่นะครับ! เพราะก่อนการเลือกตั้ง น้าชาติ หิ้วกระเป๋าผ้าใบเขื่องมาวางบนโต๊ะทำงานของผมแล้วพูดว่า “ชัช.. ใช้ให้หมดนะ”
เมื่อน้าชาติกลับไปแล้ว ผมเปิดซิปกระเป๋าต่อหน้าพี่โต้งและเพื่อนๆ ในสำนักเลขาฯ มีเงินอยู่ข้างใน 20 ก้อนหรือ 20 ล้านบาท!
ผมรูดซิป แล้วหิ้วกระเป๋าเดินตรงไปยังบ้านน้าชาติ โดยมีพี่โต้งเดินตามหลังมาติดๆ
“พี่ชัชจะเอากระเป๋าไปไหนครับ?” เพื่อนคนหนึ่งในทีมถาม
“เอาไปคืนน้าชาติน่ะสิ”
ผมนำกระเป๋าวางบนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะเดินกลับมายังห้องทำงานสำนักเลขาฯ น้าชาติ ในอพาร์ทเมนท์ซอยพหลโยธิน 3
รุ่งขึ้นผมเจอน้าชาติ ท่านบอกกับผมว่า “เมื่อวานที่ชัชเอากระเป๋าเงินมาคืนพ่อ.. โต้งตามหลังชัชมา เอาเงินในกระเป๋าไป 15 ล้าน”..
การหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนั้น พี่โต้งใช้เงิน 15 ล้านบาทไปกับงานการโฆษณาและสิ่งพิมพ์ เสนอแต่นโยบายล้วนๆ ไม่มีการนำเงินไปซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว..
หลังการเลือกตั้ง น้าชาติเรียกผมไปพบ ก่อนจะดุผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า
“ชัชเป็นคนฉลาดนะ แต่ชัชเถรตรงเกินไป ทำไมไม่มาบอกผม 1 หมื่นเสียงจ่าย 1 ล้านบาท.. หาซื้อได้ที่ไหนวะในเมืองไทย?!!!”


