xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (83) : ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของสวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 Frederick I
คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 Frederick I ภายใต้การปกครองของ the Hats 

ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้การปกครองของ the Hats Frederick I  ทรงครองราชย์อย่างไร้ซึ่งพระราชอำนาจโดยสิ้นเชิง พระองค์ต้องทรงเผชิญกับสภาที่ทรงอำนาจยิ่งในการบริหารปกครองประเทศ เมื่อกลุ่ม Hat Party สามารถควบคุมอำนาจในรัฐสภาได้ในช่วงปี ค.ศ.1738-1739

the Hats เริ่มใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อรวบอำนาจคณะกรรมาธิการต่างๆของสภาฐานันดร ตลอดจนพยายามกำจัดคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม ส่วนหนึ่งก็ใช้ประเด็นปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์ของสวีเดนเป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงปี ค.ศ.1740-1741

และในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1741-1743 รัฐสภาภายใต้กลุ่ม the Hats ได้นำสวีเดนเข้าสู่สงครามกับรัสเซียด้วยต้องการที่จะต่อสู้เพื่อเอาดินแดนที่สวีเดนเคยเสียให้กับรัสเซียไปในครั้ง สงคราม “Great Northern War”  คืนมา แต่ก็ต้องลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ต่อรัสเซีย และทางฝั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ของรัสเซียได้แสดงความต้องการที่จะให้ทางสวีเดนแต่งตั้ง  Adolph Frederickแห่งราชวงศ์ Holstein-Gottorp  ซึ่งเป็นสายที่สืบมาจากราชวงศ์ออลเดนบูรก์ (Oldenburg) ของเดนมาร์กขึ้นครองราชย์หลังจาก Frederick I เสด็จสวรรคตแล้ว ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสายการสืบราชสันตติวงศ์ทางฝั่งพระบรมวงศานุวงศ์ของ Frederick Iไปอย่างหมดสิ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นผลมาจากการที่สวีเดนพ่ายแพ้สงครามต่อรัสเซีย อันเป็นสงครามที่รัฐสภาภายใต้ the Hats ได้ก่อขึ้น และเงื่อนไขหนึ่งในการยุติสงครามในปี ค.ศ. 1743 คือ การที่รัฐบาลสวีเดนภายใต้ the Hats ตกลงยอมรับให้ Adolph Frederick เป็นมกุฎราชกุมารผู้สืบราชบัลลังก์ของสวีเดนหลัง Frederick I แต่กระนั้น การแย่งชิงอำนาจก็ดำเนินต่อไป เมื่อมกุฎราชกุมาร Adolf Frederick ทรงกลับฝักใฝ่ฝรั่งเศสและปรัสเซีย และพยายามที่จะเข้าร่วมกับฝ่าย Hat Party และยิ่ง Christopher Springer และ Samuel Akerheilm  ของฝ่าย the Caps ได้หยิบยกประเด็นปัญหาการเป็นตัวแทนของสมาชิกสภาฐานันดรขึ้นมาอภิปรายในที่ประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1743 ทำให้ the Hats นำมาเป็นประเด็นในการโจมตีฝ่าย the Cap ว่าต้องการหยิบยกประเด็นดังกล่าวเพื่อมาท้าทายมติที่สภาฐานันดรได้รับรองให้ Adolf Frederick เป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์

ซึ่ง  Lovisa Ulrika  พระมเหสีของ Adolf Frederick ก็ทรงเห็นด้วยกับการตั้งข้อระแวงสงสัยของ the Hats ที่มีต่อ the Caps เพราะการตั้งคำถามของ the Caps อาจจะนำมาซึ่งการท้าทายสถานการณ์เป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ของพระสวามีของพระนางได้ ทำให้พระนางและ Adolf Frederick เป็นผู้สนับสนุนฝ่าย the Hats อย่างยิ่ง
 
และในช่วงก่อน ค.ศ. 1750 ทางฝ่าย the Hats ยังได้ให้สัญญาณแก่ Adolf Frederick และ Louisa Ulrika ว่า จะให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจให้แก่พระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง the Hats กับราชสำนักดำเนินไปอย่างแน่นแฟ้นดียิ่ง

แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ในช่วงที่ the Hats ครองอำนาจทางการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่กำหนดให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาฐานันดร และพระมหากษัตริย์ทรงไม่มีบทบาทใดๆ ได้มีการสถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นหลายรายการ (the Royal Orders of Knights) เช่น the Order of the Seraphim, The Sword และ the Polar Star โดยจะมีการสลักพระนามของ Frederick I ไว้ด้วย โดยทางรัฐบาล the Hats จะจัดให้มีการพระราชทานเครื่องราชชอิสริยาภรณ์ดังกล่าวให้กับบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในสาขาต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ วรรณคดีและการทหาร

ปรากฎการณ์เหล่านี้น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะไม่มีพระราชอำนาจและบทบาททางการเมือง แต่ยังมีความสำคัญในทางสังคมวัฒนธรรมอย่างยิ่ง และรัฐบาลของพวกอภิชนักการเมืองจำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ให้การให้เกียรติแก่บุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เพราะผู้คนยังให้ความสำคัญต่อเกียรติยศที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

 Adolph Frederick
 สถาบันกษัตริย์กับพรรคการเมือง: การเสด็จขึ้นครองราชย์ของ Adolf Frederick และการพยายามทำรัฐประหาร/ปฏิวัติของคณะเจ้ 

เมื่อ Frederick I ทรงสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1751 Adolph Frederick เสด็จขึ้นครองราชย์ (1751-1771) และไม่ว่าพระองค์จะหันไปฝักใฝ่ฝรั่งเศสก็ตาม แต่กล่าวได้ว่า การสืบราชสันตติวงศ์ในสวีเดนใน ค.ศ. 1751 ก็ยังเป็นไปตามความต้องการของรัสเซีย ตามที่ Elizabeth จักพรรดินีแห่งรัสเซียได้ทรงกำหนดเป็นเงื่อนไขในการทำสนธิสัญญาสันติภาพที่ Abo ค.ศ. 1743

ขณะเดียวกัน พระองค์ทรงได้รับการตอบรับด้วยการแสดงออกของผู้คนด้วยความปิติและเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะยืนยันในสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1718 คนสวีเดนไม่ได้รังเกียจสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เบื่อหน่ายและเข็ดขยาดกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ Charles XII ที่นำประเทศเข้าสู่สงครามยาวนานสองทศรวรรษ ที่ทำให้ทหารและประชาชนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงตามมาด้วย

ส่วนประเด็นที่ the Hats เคยเสนอไว้ว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจให้แก่องค์พระมหากษัตริย์ ก็กลับไม่มีท่าทีที่จะดำเนินการแต่อย่างไร ทำให้เข้าใจได้ว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ the Hats มีทีท่าดังกล่าวก็ด้วยต้องการให้ Adolf Frederick หันเหจากรัสเซียมาเป็นพันธมิตรกับฝ่ายตนในช่วงที่รัฐบาล the Hats พ่ายแพ้สงครามต่อรัสเซีย และมีสถานะตกต่ำในทางการเมืองภายในประเทศ จึงจำเป็นจะต้องได้มกุฎราชกุมารไว้ในฝ่ายตน และเพื่อความชอบธรรมทางการเมืองเหนือ the Caps ด้วย

แต่หลังจากที่ the Hats สามารถขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จและมีเสถียรภาพมั่นคง และสวีเดนได้พระมหากษัตริย์สืบต่อจาก Frederick I แล้ว the Hats ก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นอันใดที่จะต้องรักษาสัญญาในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นปัญหาแก่การปกครองของ the Hats และแน่นอนว่า ทาง Adolf Frederick และ Louisa Ulrika ย่อมทรงตระหนักได้ว่า พระองค์ทรงถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)