xs
xsm
sm
md
lg

ฝีมือการพิมพ์ขั้นเทวดาในหนังสือบันทึกการเดินทางสู่บูรพทิศของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแห่งรัสเซีย ตอนที่ 1

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง (นิรันต์), ผศ.สมพร ชัยอารีย์กิจ

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
รองศาสตราจารย์อัศวิณีย์ หวานจริง (นิรันต์)
ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมพร ชัยอารีย์กิจ
ภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ปีนี้เป็นปีครบรอบ 135 ปีที่มกุฎราชกุมารซาเรวิซแห่งรัสเซีย หรือต่อมาคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแห่งจักรวรรดิรัสเซียเสด็จเยือนสยาม อันเป็นจุดเริ่มต้นการผูกแห่งมิตรของพระปิยมหาราช และความเป็นพระสหายที่แท้จริงนั้นได้ช่วยสยามรักษาเอกราช รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกามาได้

ทั้งนี้ หนังสือ Travel in the East ที่พิมพ์ในสก็อตแลนด์ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองในวาระครบรอบสิบปีหลังเสด็จเยือนสยามครั้งแรก จึงได้รวมการเสด็จเยือนมหานครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งรัสเซียเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกด้วย ซึ่งจะครบรอบ 130 ปีในปี 2570 หรือปีหน้า และบันทึกทั้งสองเหตุการณ์ไว้ในบทที่ 30 ของหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ด้วยฝีมืออันละเอียดอ่อนยอดเยี่ยม ภาพประกอบนั้นสวยงามอย่างที่สุด จนได้รับการยกย่องและทำให้โลกเมื่อร้อยปีก่อนต้องตะลึงในฝีมือของช่างพิมพ์และช่างทำแม่พิมพ์ ปัจจุบันจัดเป็นหนังสือโบราณ มีราคาสูงมาก ทรงคุณค่าแก่การสะสม ภาพประกอบในเล่มนั้นถือว่าเปิดโลก

การพิมพ์ภาพประกอบในหนังสือเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เป็นงานศิลปะอันปรานีตยิ่ง ยังไม่ได้มีเทคโนโลยีการพิมพ์อันก้าวหน้า เพราะแม้แต่การถ่ายภาพก็ยังต้องใช้ฟิล์มกระจก อันยุ่งยากซับซ้อนกว่าในปัจจุบันมาก ในขณะที่โลกปัจจุบันเราพูดถึงกล้องดิจิทัลและ 3D printer กันไปแล้วนั้น หนังสือเล่มนี้ใช้เทคนิคการพิมพ์ของช่างพิมพ์และช่างแกะพิมพ์ฝีมือเทวดาอย่างไรด้วยเทคนิคใด เราจะมาลองศึกษากัน

การพิมพ์ภาพประกอบหนังสือเมื่อ 120 กว่าปีก่อนนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย แม้จะถ่ายภาพก็ยังยากต้องใช้ฟิล์มกระจก ไม่ได้มีกล้องดิจิทัลเหมือนสมัยนี้ การพิมพ์รูปประกอบในหนังสือ ถือว่าเป็นงานฝีมืออันประณีตบรรจงยิ่ง สำหรับหนังสือ Travel in the East นั้นถือว่าเป็นงานศิลปะ และเป็นหนังสือโบราณที่สะสมกันในราคาแพงมาก เพราะภาพประกอบในเล่มใช้เทคนิคการพิมพ์แบบพิมพ์ไม้ (Wood Engraving) และ Heliogravure อันละเอียดงดงามประณีต ดีที่สุดในสมัยนั้น จึงถือว่าเป็นหนังสือที่ราคาแพง หรูหรามาก


การพิมพ์รูปประกอบหนังสือแบบพิมพ์ไม้ (Wood Engraving)

"ภาพพิมพ์แกะไม้นูน" (Relief Printing) ลักษณะของแม่พิมพ์เป็นแบบ "ผิวนูน" หลักการทำงานของ Wood Engraving จะเหมือนกับ "ตรายาง"ส่วนที่นูนขึ้นมาคือส่วนที่จะสัมผัสกับหมึกและปรากฏเป็นภาพบนกระดาษ

ส่วนที่ถูกแกะออก (เป็นร่องลงไป) คือส่วนที่จะไม่โดนหมึก และกลายเป็นพื้นที่สีขาวในภาพ ดังนั้น หากคุณเอามือลูบหน้าแม่พิมพ์ไม้ คุณจะรู้สึกว่าส่วนที่เป็นลายเส้นนั้น "ผิวนูน" ขึ้นมาจากร่องที่ถูกแกะออกไป

ทำไมถึงเรียกว่าภาพพิมพ์แกะไม้ผิวนูนว่าเป็นภาพผิวนูน ไม่ใช่ร่องผิวนูนต่ำ? ภาพนูนต่ำ (Bas-relief) มักใช้ในงานประติมากรรมที่เหรียญหรือผนัง ซึ่งเรามองเห็นรูปทรงนูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย

Wood Engraving ใช้เทคนิค "นูน" (Relief) คือการปาดหมึกไว้บน "ยอด" ของส่วนที่สูงที่สุด แล้วกดทับลงบนกระดาษ

เอกลักษณ์ของ Wood Engraving ในยุคนั้น ในหนังสือเดินทางของนิโคลัสที่ 2 (Travel in the East)ภาพประกอบที่เป็นลายเส้นย่อยๆ จำนวนมาก (ที่มีถึง 500 ภาพ) มักใช้ไม้เนื้อแข็ง (เช่น ไม้บ็อกซ์วูด) ตัดตามขวางช่วยให้ช่างแกะสามารถแกะเส้นที่ละเอียดมากได้

ภาพที่ออกมาจะมีรายละเอียดของแสงเงาสูงมากจนบางครั้งดูคล้ายภาพวาดเส้นด้วยปากกา

ข้อดี แม่พิมพ์ไม้ผิวนูนนี้สามารถนำไปเรียงพิมพ์พร้อมกับ "ตัวอักษรโลหะ" ได้เลย ทำให้พิมพ์หนังสือที่มีทั้งภาพและข้อความในหน้าเดียวกันได้ง่าย ที่เราเรียกว่าแท่นฉับแกละ ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ระบบแรกของการพิมพ์เลตเตอร์เพรส (Letterpress) หรือการพิมพ์พื้นนูน ที่คิดค้นโดย Johannes Gutenburg เรียงพิมพ์ตัวตะกั่ว ที่กลับซ้ายเป็นขวาเหมือนส่องกระจก (ปรัศวภาคมิโลม Mirror of image) การแกะพิมพ์ไม้ผิวนูน ก็ต้องแกะโดยกลับซ้ายเป็นขวาเช่นกัน

ฝีมือการแกะพิมพ์ไม้ผิวนูนของ นิโคไล คาราซิน (Nikolai Karazin) นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินชั้นเยี่ยม โดยที่คาราซินมิได้ร่วมไปในขบวนเสด็จของมกุฎราชกุมารซาเรวิซด้วย แต่ได้ภาพถ่ายประกอบจากวลาดิมีร์ เมนเดเลเยฟ (Vladimir Mendeleev) ช่างภาพฟิล์มกระจกผู้ร่วมขบวนเสด็จ เป็นภาพต้นแบบ (Reference) ในการแกะแม่พิมพ์ไม้ผิวนูน

ตัวอย่างภาพพิมพ์ไม้แกะผิวนูนจากหนังสือ Travel in the East เป็นภาพขบวนเสด็จออกนอกพระนครจากพระบรมมหาราชวังไปยังหัวเมือง แกะสลักภาพหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หันไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
การพิมพ์ภาพประกอบแบบพิมพ์โลหะแบบ Heliogravure

Heliogravure การผสมคำจากภาษา กรีกโบราช (Ancient Greek) และ ฝรั่งเศส (French)

Helio- มาจากคำว่า "Hēlios" (ἥλιος) ในภาษากรีซ แปลว่า "ดวงอาทิตย์" (Sun)

ในบริบทนี้หมายถึง "แสง" (Light) เพราะเทคนิคนี้ต้องใช้แสงแดดในการฉายแสงลงบนสารไวแสงเพื่อให้เกิดภาพ

-gravure มาจากภาษาฝรั่งเศส (French) รากศัพท์เดิมคือ "Graver" แปลว่า "การแกะสลัก" (Engraving / Carving)

ซึ่งรากศัพท์นี้มาจากภาษาเยอรมันดั้งเดิม (Old High German) ว่า graban (ขุด/แกะ) อีกทอดหนึ่ง

ความหมายโดยรวม จึงแปลว่า "การแกะสลักด้วยแสงแดด" (Sun engraving)

ในวงการศิลปะ การพิมพ์ และประวัติศาสตร์ไทย มีการใช้คำเรียกหลายรูปแบบตามบริบท

ก. ทับศัพท์ (นิยมที่สุด) "เฮลิโอกราวัวร์"
เป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการสื่อถึงเทคนิคเฉพาะทางนี้ เนื่องจากเป็นชื่อเฉพาะของกระบวนการที่คิดค้นในยุโรป

ข. คำแปลเชิงวิชาการ/เทคนิค "ภาพพิมพ์ร่องลึกไวแสง"
คำนี้อธิบายกลไกได้ครบถ้วนที่สุด เพราะ Gravure คือการพิมพ์ร่องลึก (Intaglio) และ Helio คือการใช้แสงทำปฏิกิริยาเคมี (ไวแสง)

ค. คำแปลเชิงพรรณนา (ตามรากศัพท์) "การพิมพ์แกะแม่พิมพ์ด้วยแสง" หรือ "ภาพพิมพ์แสงแกะ"
คำนี้อาจไม่คุ้นหูนัก แต่ช่วยให้เข้าใจความหมายของรากศัพท์ได้ดี

ง. คำเรียกในบริบทหนังสือเก่า บางครั้งอาจเรียกว่า "ภาพพิมพ์กราวัวร์" (แบบคุณภาพสูง) หรือหากเป็นกระบวนการที่ใกล้เคียงกันในยุคหลังจะเรียกว่า "ภาพพิมพ์ออฟเซตกราวัวร์"

กลไกการทำงานตามรากศัพท์ของ Heliogravure

เพื่อให้เห็นภาพว่า "แสง" ไป "แกะ" โลหะได้อย่างไร

Helio (แสง) แสงส่องผ่านฟิล์มกระจกลงไปทำให้เจลาตินสารไวแสงแข็งตัวในระดับที่ต่างกัน
Gravure (แกะ) กรดจะกัด (แกะ) เนื้อโลหะผ่านชั้นเจลาตินนั้น ทำให้เกิดเป็นร่องลึกที่มีความละเอียดของน้ำหนักแสงเงาสูง

ในเชิงวิชาการคำว่า "กระบวนการพิมพ์แบบเฮลิโอกราวัวร์ (Heliogravure)" และอาจกำกับคำอธิบายสั้นๆ ว่า "เทคนิคการผลิตแม่พิมพ์ร่องลึกด้วยวิธีการทางเคมีและแสง"

Heliogravure (เฮลิโอกราวัวร์) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Photogravure คือเทคนิคการพิมพ์ภาพที่มีความประณีตและซับซ้อนที่สุดวิธีหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเป็นเทคนิคการพิมพ์แบบ Intaglio (ร่องลึก) ที่ใช้กระบวนการทางเคมีและแสงแดด (หรือแสงยูวี) เพื่อสร้างภาพบนแผ่นโลหะ (มักเป็นทองแดง)

เทคนิคนี้โดดเด่นมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 (รวมถึงในหนังสือ Travel in the East) เพราะสามารถถ่ายทอดน้ำหนักแสงเงา (Tone) ได้นุ่มนวลและละเอียดใกล้เคียงกับภาพถ่ายมากที่สุด

วิธีการทำ Heliogravure (โดยสังเขป)

กระบวนการนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง การถ่ายภาพ และ การกัดกรด มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การทำภาพต้นแบบ (Film Positive)
นำภาพถ่ายมาทำเป็นฟิล์มที่มีลักษณะโปร่งแสง (Positive) โดยส่วนที่มืดในภาพจะทึบแสง และส่วนที่สว่างจะโปร่งแสง

2. การเตรียมแผ่นทองแดง (Sensitizing the Plate)
ช่างจะเตรียมแผ่นทองแดง โดยโรยผงยางไม้ (Resin) หรือผงแอสฟัลต์บางๆ แล้วให้ความร้อนเพื่อให้ผงเหล่านั้นติดบนแผ่นโลหะ (ช่วยสร้างพื้นผิวที่เก็บหมึกได้) จากนั้นจะเคลือบด้วยสารไวแสง (Gelatin bichromate)

3. การฉายแสง (Exposure)
นำฟิล์มต้นแบบมาวางทับบนแผ่นทองแดงที่เคลือบสารไวแสงแล้วนำไปฉายแสง ส่วนที่สว่างของฟิล์ม แสงจะผ่านไปได้มาก ทำให้เจลาตินแข็งตัว ส่วนที่มืดของฟิล์ม แสงผ่านได้น้อย เจลาตินจะยังอ่อนตัวอยู่

4. การกัดด้วยกรด (Etching)
นำแผ่นทองแดงไปแช่ในกรด (Ferric Chloride) กรดจะซึมผ่านเจลาตินส่วนที่ไม่อิ่มแสง (ส่วนที่มืด) ลงไปกัดเนื้อทองแดงให้เป็นร่องลึก ส่วนที่เป็นเจลาตินแข็ง (ส่วนที่สว่าง) กรดจะกัดลงไปได้ยากกว่า

5. การพิมพ์ภาพ (Printing)
ทาหมึกให้ทั่วแผ่นทองแดง แล้วเช็ดออกให้เหลือหมึกอยู่เฉพาะใน "ร่อง" ที่ถูกกรดกัดไว้ จากนั้นนำกระดาษวางทับและเข้าเครื่องแท่นพิมพ์แรงดันสูง เพื่อให้กระดาษดูดซับหมึกขึ้นมาจากร่องโลหะ

หัวใจของเทคนิค Heliogravure เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เคมีไวแสง (Photochemistry) และ การกัดกรด (Etching) อันคล้ายกับการทำ Silk Screen เสื้อยืดในปัจจุบันอันเป็น Stencil (การพิมพ์ผ่านรอยปรุหรือรอยฉลุ) แต่ไม่ต้องกัดกรด แค่ใช้น้ำราดลงบนผ้าไหม สารฉาบของบริเวณที่เป็นภาพหรือตัวหนังสือจะหลุดออก ทำให้เกิดการปรุฉลุ จากนั้นเมื่อวาง Silk หรือเฟรมผ้าที่ฉลุด้วยแสงและรดน้ำราดลงไปแล้วลงบนผ้า จากนั้นปาดหมึก หมึกก็จะทะลุลงไปบนเสื้อยืด

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงฉายคู่กับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ณ มหานครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองหลวงในขณะนั้น พิมพ์ด้วยเทคนิค Heliogravure ภาพนี้เป็นภาพสำคัญมากในประวัติศาสตร์ไทย

ภาพชื่อ The King of Siam’s Gondolas หรือเรือพระที่นั่งของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ในหนังสือ Travel in the East หน้า 206 พิมพ์ด้วยเทคนิค Heliogravure
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า "แสง" ช่วยปกป้องโลหะจาก "น้ำกรด" ได้อย่างไร นี่คือกลไกที่เกิดขึ้น

1. ปฏิกิริยาของแสงต่อเจลาติน
ช่างจะใช้เจลาตินที่ผสมกับสารละลาย Potassium Bichromate ซึ่งทำให้มันไวต่อแสง เมื่อโดนแสง โมเลกุลของเจลาตินจะเกิดการสร้างพันธะเชื่อมโยงกัน (Cross-linking) ทำให้มันเปลี่ยนสภาพจากของนิ่มที่ละลายน้ำได้ กลายเป็น "พลาสติกที่แข็งและไม่ละลายน้ำ"

ระดับความแข็ง: แสงแดดไม่ได้ทำให้มันแข็งแค่ "ใช่" หรือ "ไม่" แต่ความแข็งจะแปรผันตาม "ความเข้มของแสง" แสงจ้ามาก = เจลาตินแข็งตัวลึกและหนามาก แสงน้อย = เจลาตินแข็งตัวแค่ผิวหน้าบางๆ

2. การทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกัน" (Resist)
หลังจากฉายแสงแล้ว ช่างจะนำแผ่นเจลาตินนี้ไปปิดทับบนแผ่นทองแดง แล้วล้างส่วนที่ไม่โดนแสงออก สิ่งที่เหลืออยู่บนทองแดงคือ "ชั้นเจลาตินที่มีความหนาต่างกัน" ตามน้ำหนักของภาพ เมื่อนำไปแช่ในน้ำกรด สารที่เรียกว่า Ferric Chloride ตรงที่เจลาตินหนา (ส่วนสว่างของรูป) น้ำกรดต้องใช้เวลาเดินทางผ่าน "กำแพง" เจลาตินที่หนาและแข็งนานมาก จนแทบจะกัดเนื้อทองแดงไม่เข้าเลย

ตรงที่เจลาตินบาง (ส่วนมืดของรูป) น้ำกรดซึมผ่านแป๊บเดียวก็ถึงเนื้อทองแดง และเริ่ม "กัดกร่อน" เนื้อโลหะให้เป็นร่องทันที

3. ผลลัพธ์ที่ได้
เมื่อล้างเจลาตินออกทั้งหมด แผ่นทองแดงจะมี "หลุมลึก" ที่ไม่เท่ากันทั่วทั้งแผ่น

หลุมลึกเกิดจากแสงส่องไปน้อย (เจลาตินบาง) -> เก็บหมึกได้เยอะ -> พิมพ์ออกมาเป็นสีดำเข้ม
หลุมตื้นเกิดจากแสงส่องไปมาก (เจลาตินหนา) -> เก็บหมึกได้น้อย -> พิมพ์ออกมาเป็นสีจางหรือสีขาว

แสงทำหน้าที่เป็น "ช่างแกะสลักล่องหน" โดยแสงไปสร้าง "ความหนาของโล่ป้องกัน" (เจลาติน) เอาไว้ แล้วปล่อยให้ "น้ำกรด" ทำหน้าที่ขุดร่องตามความหนาของโล่นั้น ผลที่ได้คือภาพพิมพ์ที่มีน้ำหนักแสงเงาที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีศตวรรษที่ 19 จะทำได้

เทคนิคนี้ยังใช้มาจนถึงปัจจุบันสำหรับผลิตแผงวงจรเช่น Mainboard ของคอมพิวเตอร์ "แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์" (PCB) ในสมัยปัจจุบันใช้แสงฉายลงบนสารไวแสงเพื่อกำหนดทางเดินวงจรของไฟฟ้า

หลักการที่ "แสงทำให้สารไวแสงแข็งตัวเพื่อเป็นเกราะป้องกันการกัดกร่อน" คือหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีที่เรียกว่า Photolithography ซึ่งใช้ผลิตทั้ง Mainboard (PCB) และไปไกลถึงขั้นผลิต CPU (Microchip)

อันเป็นความเหมือนของกระบวนการผลิต Mainboard กับการทำ Heliogravure ในหนังสือ Travel in the East เมื่อ 120 ปีก่อน

1. การใช้ "แสง" เป็นช่างเขียน (The Exposure)
Heliogravure ฉายแสงผ่านฟิล์มภาพลงบนเจลาติน Mainboard จะเคลือบแผ่นทองแดงด้วยสารไวแสงที่เรียกว่า Photoresist จากนั้นจะฉายแสงยูวีผ่าน "ลายวงจร" (Mask) ลงไป ตรงที่โดนแสง สารเคลือบจะแข็งตัวกลายเป็นเกราะป้องกัน

2. การใช้ "น้ำกรด" เป็นช่างแกะ (The Etching)
Heliogravure แช่น้ำกรดเพื่อกัดทองแดงให้เป็นร่องลึกเพื่อเก็บหมึก Mainboard แช่น้ำกรด มักเป็น สารที่เรียกว่า Ferric Chloride ซึ่งมีความเป็นกรดสูง มีความสามารถในการกัดกร่อนรุนแรงเหมือนกันทุกประการ เพื่อ "กัดทองแดงส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไป" ให้เหลือเฉพาะเส้นทองแดงที่เป็นลายวงจรไฟฟ้าตามที่แสงฉายไว้

ตารางเปรียบเทียบเทคนิค Heliogravure กับการผลิต Mainboard และแผงวงจรสมัยใหม่


ทำไมหลักการนี้ถึงครองโลกแห่งการพิมพ์อันซับซ้อนมาจนปัจจุบัน คำตอบคือการแกะด้วยแสงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราสามารถสร้าง "ลวดลายที่เล็กและละเอียดเกินกว่ามือมนุษย์จะถือสิ่วแกะได้"

ในหนังสือ Travel in the East แสงช่วยให้เห็น รูขุมขนหรือเส้นใยผ้า ในภาพพอร์ตเทรต

ใน Mainboard แสงช่วยให้เราสร้าง เส้นวงจรขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร ได้หลายพันเส้นพร้อมกัน

ใน CPU (Microchip) หลักการเดียวกันนี้ถูกย่อส่วนลงไปจนฉายแสงสร้างลายวงจรขนาด "นาโนเมตร"

น่าทึ่งที่เทคนิคการพิมพ์ภาพสวยๆ ในหนังสือประวัติศาสตร์เมื่อ 130 ปีก่อน กับแผงวงจรในคอมพิวเตอร์ ใช้ปรัชญาการผลิตเดียวกันทุกประการ คือการให้ "แสง" ป้องกัน และให้ "กรด" ทำลาย!

(มีต่อตอนที่ 2)