ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์
คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศ หรือโชคร้ายทางภูมิศาสตร์ แต่มันคือ "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง" ที่ขับเคลื่อนด้วยตรรกะของผลประโยชน์ส่วนตน บทความนี้จะใช้ ทฤษฎีเกม (Game Theory) โดยเฉพาะสภาวะที่เรียกว่า "ทางเลือกที่ยากลำบากของนักโทษ" (Prisoner's Dilemma) มาอธิบายว่าทำไมทุกฝ่ายถึงเลือก "เผา" และ "ปล่อยควัน" ต่อไป แม้จะรู้ว่าปลายทางคือความตายของส่วนรวม
1. Prisoner’s Dilemma: เมื่อการทำเพื่อตัวเองคือหายนะของทุกคน
ในทฤษฎีเกม Prisoner's Dilemma อธิบายสถานการณ์ที่ผู้เล่นสองฝ่าย (หรือมากกว่า) ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ "ดีที่สุดสำหรับตนเอง" (Rational Self-interest) แต่ผลลัพธ์สุดท้ายกลับกลายเป็น "แย่ที่สุดสำหรับทั้งคู่"
ในบริบทของ PM2.5 ผู้เล่นแต่ละกลุ่มในสังคมไทยติดอยู่ในกับดักนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น:
• กลุ่มทุนเกษตรและอุตสาหกรรม: สำหรับผู้ประกอบการ การเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้สะอาดหรือการหยุดรับซื้อข้าวโพดจากการเผาป่ามี "ต้นทุน" สูง หากพวกเขาทำเพียงฝ่ายเดียวในขณะที่คู่แข่งไม่ทำ พวกเขาจะเสียเปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น การรักษาภาวะเดิม (Status Quo) และต่อต้านกฎหมายอากาศสะอาดจึงเป็นทางเลือกที่ "ฉลาด" ที่สุดในเชิงธุรกิจ แม้ควันที่ปล่อยออกมาจะทำลายสุขภาพของลูกหลานเขาก็ตาม
• ภาครัฐและแหล่งทุนวิจัย: การลงทุนกับ "นวัตกรรมปลายเหตุ" เช่น เครื่องฟอกอากาศหรือแอปพลิเคชันตรวจวัดฝุ่น เป็นเกมที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน (Tangible) และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ง่ายกว่าการไปรื้อโครงสร้างภาษี ปราบปรามกลุ่มทุนต้นเหตุ หรือการทุ่มงบวิจัยไปที่การค้นหาแหล่งกำเนิด (Source Apportionment)ในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือการสนับสุนงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์เพื่อค้นหาแรงจูงใจในการเผาของแต่ละกลุ่มในแต่ละจังหวัด การให้ทุนวิจัยแบบ "แก้ที่ปลายเหตุ" จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลงานเชิงประจักษ์มากกว่าการไปแตะต้องตอของปัญหา
2. โครงข่ายผลประโยชน์: การสมคบคิดที่ไม่มีใครสั่ง
ปัญหานี้หยั่งรากลึกเพราะผู้เล่นหลักมี "แรงจูงใจ" ที่จะรักษาปัญหาไว้มากกว่าจะแก้ให้จบ:
• นักการเมืองและทุนการเมือง: กฎหมายอากาศสะอาดที่เข้มงวดคือ "ยาขม" สำหรับผู้สนับสนุนทางการเงิน เมื่อนโยบายสิ่งแวดล้อมขัดแย้งกับกระเป๋าเงินของพรรค การชะลอหรือทำให้กฎหมาย "อ่อนแอ" ลงจึงเป็นกลยุทธ์ที่นักการเมืองเลือกใช้เพื่อให้ตนเองยังอยู่ในอำนาจได้
• กลุ่ม NGO และผู้หากินกับวิกฤต: ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบางภาคส่วนที่ "อาชีพ" ผูกติดอยู่กับการมีอยู่ของปัญหา หากฝุ่นหายไป งบประมาณสนับสนุนโครงการรณรงค์หรืองบอีเวนต์เสวนาก็จะหายไปด้วย การเคลื่อนไหวจึงมักเป็นไปในลักษณะ "เลี้ยงไข้" เน้นสร้างกระแสแต่ไม่ลงลึกถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
3. โศกนาฏกรรมของส่วนรวม (Tragedy of the Commons)
แนวคิดของ การ์เร็ตต์ ฮาร์ดิน เรื่องทุ่งหญ้าสาธารณะ สะท้อนภาพประเทศไทยได้ชัดเจนที่สุด "อากาศ" คือทุ่งหญ้าสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ร่วมกัน เมื่อทุกคนคิดแบบ "สัตว์เศรษฐกิจที่มีเหตุผล":
1. โรงงานปล่อยควันเพิ่มอีกนิดเพื่อลดต้นทุนกำจัดมลพิษ
2. เกษตรกรเผาป่าเพิ่มอีกหน่อยเพื่อประหยัดค่าแรงจัดการซากพืช
3. นักการเมืองเพิกเฉยอีกนิดเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน
แต่ละคนอาจจะได้ประโยชน์ส่วนตนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ผลรวมคือ "ทุ่งหญ้า (อากาศ) ถูกทำลายลงจนไม่มีใครหายใจได้" ทุกคนถูกขังอยู่ในระบบที่บังคับให้ตักตวงประโยชน์จากทรัพยากรที่จำกัด จนถึงจุดที่ระบบล่มสลาย
บทสรุป: ทางออกที่ยากยิ่งกว่าการออกกฎหมาย
ตราบใดที่ "ผลตอบแทน" (Payoff) ของการเห็นแก่ตัวยังสูงกว่าการร่วมมือกัน ปัญหา PM2.5 จะไม่มีวันหมดไปจากประเทศไทย การจะออกจาก Prisoner's Dilemma นี้ได้ ไม่ใช่แค่การรณรงค์ให้คนรักโลก แต่คือการ "เปลี่ยนโครงสร้างผลตอบแทน":
• ต้องทำให้การปล่อยมลพิษมี "ต้นทุนที่แพงเกินกว่าจะจ่ายไหว" (เช่น ภาษีคาร์บอนที่เข้มงวด)
• ต้องทำให้การรักษาอากาศสะอาดมี "ผลตอบแทนที่คุ้มค่า" (เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเกษตรกรที่ไม่เผา)
หากเรายังปล่อยให้ผู้เล่นแต่ละฝ่ายใช้ "เหตุผลส่วนตัว" นำทางโดยปราศจากกลไกบังคับที่ยุติธรรมและเข้มงวด เราก็คือคนเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าของฮาร์ดิน ที่กำลังมองดูทุ่งหญ้าของตนเองแห้งตายไปพร้อมกับลมหายใจที่สั้นลงทุกวัน


