ปิดท้ายสัปดาห์นี้...ก็พอได้โล่งๆ กันไปมั่ง จะอีกสักเฮือก-สองเฮือกหรืออีกสัก 2 สัปดาห์ก็ยังดี สำหรับ “ศึกนรกแตก” หรือศึกสงครามระหว่างมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถือเป็นอีกหนึ่งในชาตินิวเคลียร์อย่างอิสราเอล กับพี่เบิ้มแห่งตะวันออกกลาง “มหาอำนาจระดับกลาง” แต่กลับกล้ายืนหยัด หยัดยืนดวลหมัด ดวลจรวด ดวลระเบิดกับฝ่ายตรงข้าม แม้จะในลักษณะ 2 รุม 1 แบบชนิดหมัด-ต่อ-หมัด ยก-ต่อ-ยก เล่นเอาซู้ดๆ ซ้าดๆ เรียกเสียงฮือๆ ฮาๆ เสียงครวญคราง เสียงสาปแช่ง สรรเสริญ เยินยอ ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งโลก...
คือไม่ใช่แค่เพราะการดวลหมัด ดวลจรวด ดวลระเบิด แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้อง “ดวลคำพูด” ยังต้องเจอกับ “สงครามปาก” เจอกับการพ่น “มธุเรศวาจา”จากผู้ซึ่งอยู่ในฐานะจ้าวโลก ประมุขโลก อย่าง “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกาที่ทั้งด่า ทั้งข่มขู่ ทั้งโกหกพกลม ปลิ้นปล้อน หลอกลวง ถนัดและเชี่ยวชาญในการสาดคำพูด คำด่า เข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม แบบชนิดวัน-ต่อ-วัน นาที-ต่อ-นาที วรรค-ต่อ-วรรค ประโยค-ต่อ-ประโยค เอาเลยก็ว่าได้ แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่าจะสาดซ้าย-สาดขวา สวิงซ้าย-สวิงขวา เผลอๆ ลืมตัวเอาหมัดแหวกการ์ด แกะการ์ด คู่ต่อสู้อีกด้วยต่างหาก แต่ด้วยการยืนหยัด ยืนยัน ตามศิลปะ-ลีลาแบบ “rope-a-dope” ดังที่ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย “John Hopkins” อย่าง “Steve Hanke” ท่านว่าเอาไว้นั่นแหละ คือแอ่นไป-แอ่นมา เอาหลังพิงเชือก ทำท่าจะหลับแหล่-มิหลับแหล่ ไปแหล่-มิไปแหล่ แต่พอได้จังหวะ...แค่โป้งง์ง์ง์เดียว หมัดเดียว ทิ่มเข้าใส่กระโดงคาง ปากครึ่ง-จมูกครึ่งของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าโดยจรวด โดยระเบิด หรือโดยคำพูด คำจา มธุรสวาจาหรือมธุเรศวาจาก็ตามที ส่งผลให้จ้าวโลก ประมุขโลก ประธานาธิบดีอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”เซถลา ปีกหัก ลงไปนอนตาค้างอยู่กลางเวที โอกาสที่จะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี รอพระสวดก่อนแบกขึ้นเมรุ น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ!!!
โดยเฉพาะการออกมาโพสต์ ออกมาทวีต ไม่ใช่แค่การ “หลุดปาก” หลุดคำพูด-วาจา แบบเผลอตัว-ลืมตัว แต่เพียงเท่านั้น เพื่อที่จะข่มขู่ คุกคามฝ่ายตรงข้ามถึงขั้นว่า... “Open the Fuckin’ Strait, you crazy bastards, or you’ll be living in hell.” เอาเลยถึงขั้นนั้น!!! อันเป็น “มธุเรศวาจา” ที่ไม่น่าจะออกมาจากผู้ซึ่งอยู่ในฐานะจ้าวโลกประมุขโลก หรือแม้แต่ประธานาธิบดีแห่งประเทศมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างอเมริกาก็ตามที เพราะไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะอาการหงุดหงิด งุ่นง่าน สติ-สตังค์ไม่สมประกอบ ยังส่อให้เห็นถึงอาการ “สมองเสื่อม” หรือ “Dementia” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน เรียกว่า...สำหรับสำนักข่าวรายใดก็แล้วแต่ ที่ยังพอมีความสุภาพ ถึงกับต้องหยิบเอาแค่เฉพาะตัวอักษร “F” และอักษร “B” มาวางไว้ข้างหน้า ก่อนที่จะ “จุด-จุด-จุด”ให้ไปนึกภาพกันเอาเอง ส่วนที่ต้องรายงานด้วยคำพูด ด้วยคลิปวิดีโออะไรต่างๆ ถึงกับต้อง “ตู๊ด-ตู๊ด-ตู๊ด” ต้องดูดเสียง เพื่อไม่ให้หยาบ ไม่ให้คายยิ่งไปกว่านี้...
เพราะถ้าว่ากันตามคำพูด ตามตัวอักษร ที่ถูกโพสต์ ถูกทวีต ไว้อย่างเป็นหลัก-เป็นฐาน ไม่ใช่แค่เผลอตัวหลุดปากในบางขั้นตอน บางอารมณ์ ซึ่งอาจผิดๆ พลาดๆ กันไปมั่ง คำว่า “Fuck” ของ “ไอ้ฟัก” หรือของประธานาธิบดีอเมริการายนี้ ไปจนถึงคำว่า “Bastards”นั้น ต้องเรียกว่า...หยาบ!!! เอามากๆ แม้แต่จะแปล “ปะกิต-เป็น-ไทย” ก็เล่นเอาถึงกับหูดับ หูชา เอาง่ายๆ เพราะอย่างที่ “Dictionary” ของ “ศ.ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม”ท่านให้คำนิยาม คำแปลเอาไว้ว่า “Fuck=คำหยาบคาย, เย็ด, สังวาส, คำอุทานแช่งด่า เช่น อ้ายห่า, อ้ายระยำ ฯลฯ” อะไรทำนองนั้น แม้ว่าสำนักข่าวส่วนใหญ่ในบ้านเรา จะพยายามทำให้คำพูด คำจา มธุเรศวาจาในลักษณะดังกล่าว เบาๆ ลงไปมั่ง แต่ถ้าแปลกันแบบตรงไป-ตรงมา คงหนีไม่พ้นต้องแปลว่า... “เปิดไอ้ช่องแคบแม่มม์ม์ม์มเ-ดนี้ได้แล้ว ไอ้ลูกอีดอกบ้าบอคอแตก ไม่งั้นมึงต้องเจอกับนรก!!!” อะไรประมาณนั้น...
นี่...หยาบ-ไม่หยาบ คาย-ไม่คาย คงต้องไปล้างหูกันเอาเอง แต่แม้แทบไม่น่าเชื่อก็คงต้องเชื่อ ว่าคนระดับประธานาธิบดี ระดับผู้นำประเทศมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลก อะไรจะน่าเกลียด น่าทุเรศ น่าขยะแขยงไปได้ถึงปานนั้น อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ใครต่อใครทั่วทั้งโลก แม้แต่บรรดาอเมริกันชน ไม่ว่าเดโมแครต หรือรีพับลิกัน ไปจนถึงพวก “MAGA” หรือพวกสาวกที่เคยหลงเชื่อคำขวัญ คำโฆษณา ว่าด้วย “Make America Great Again” ยังมิอาจรับได้กันไปเป็นแถบๆ ยิ่งโดยเฉพาะก่อนหน้า “เส้นตาย” ก่อนการขีดเส้นแดงเอาไว้ 48 ชั่วโมง ว่าถ้าฝ่ายตรงข้ามหรืออิหร่าน ยังไม่คิดจะเปิดช่องแคบ กองทัพอเมริกาก็พร้อมที่จะ “ล้มล้างอารยธรรม” ที่เคยมีมานับเป็นพันๆ ปีภายในชั่วเวลาข้ามคืน และถูกนำไปแปลความ ตีความ ถึงการคิดจะใช้อาวุธมหาประลัยอย่าง “อาวุธนิวเคลียร์” เล่นงานอิหร่าน จนใครต่อใครต่างขนลุกขนพอง ขนหัวลุก ขนคอตั้ง กันไปมิใช่น้อย...
ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะยืดเวลาออกไปอีก 2 สัปดาห์หรือจะกี่สัปดาห์ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเริ่มต้นเจรจากันในวันศุกร์นี้ (10 เม.ย.) โดยใช้ข้อเสนอ 10 ข้อของฝ่ายอิหร่านเป็นบรรทัดฐาน ด้วยการเบี่ยงไป-เบี่ยงมา การเล่นเล่ห์เพทุบายเพียงใดก็เถอะ แต่โดยลักษณะอาการของมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกอย่างอเมริกา รวมทั้งพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอล ต้องเรียกว่า...แพ้แล้ว!!! ไม่ว่าในแง่การเมือง การทหาร ไม่ว่าโดยคำพูด คำจา หรือในแง่การทูต ก็ตามทีเพราะไม่เพียงแต่การอาศัย “ขีปนาวุธแห่งศตวรรที่ 21” ของอิหร่าน ตอบโต้ “กองทัพแห่งศตวรรษที่ 20” ของอเมริกาและอิสราเอล ได้แบบ “Tit-For-Tat” หรือแบบ “มึงมั่ง-กูมั่ง” แบบ “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” ไม่ได้เสียเปรียบ เสียเชิง เสียรูปมวยเอาเลยแม้แต่น้อย แต่ในแง่การเมืองและการทูตของอิหร่าน ก็ยังแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงความมีสติ-สตังค์ ความนิ่ง ความอดทน อดกลั้น รวมทั้งความลุ่มลึก ประณีตละเอียดอ่อน ในการใช้ “ภูมิรัฐศาสตร์” เป็นเครื่องมือสำหรับการตั้งรับ กดดันและรุกคืบ ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจ เอามากๆ...
เพราะเมื่อมาถึงขั้นนี้...ไม่ใช่แค่เฉพาะบรรดาชาวโลกทั้งหลาย ที่พอจะมองเห็นว่าอะไรถูก-อะไรผิด อะไรดี-อะไรชั่วกระทั่งบรรดาอเมริกันชนกว่าครึ่งกว่าค่อนประเทศ ที่ออกมา “No Kings” กันกลางถนนกว่า 8 ล้าน 9 ล้านคน แม้แต่พวกสาวก “MAGA” หรือผู้ที่เคยเชียร์ “ทรัมป์บ้า”แบบสุดลิ่มทิ่มกระดาน ต่างก็รับไม่ไหว รับไม่ได้ กับประธานาธิบดีอเมริกันรายนี้ไปด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่า...ถึงขั้น “ใครใครก็ไม่เอาผม-แม้พัดลมยังส่ายหน้าเลย” ไปเป็นรายๆ หรืออย่างที่ สส.นิวเม็กซิโก “Malanie Stansbury” สรุปเอาไว้นั่นแหละว่า “Emperor has no close” หรือแม้แต่พวกเด็กๆ ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงตะโกนว่า “จักรพรรดิไม่ได้นุ่งผ้า” และนั่นเอง...ที่ทำให้อดีตพิธีกรชื่อดังและนักวิเคราะห์การเมืองหัวอนุรักษนิยมแถมยังเป็นอดีตสาวก “MAGA” อีกด้วย อย่าง “Tucker Carlson” อดไม่ได้ที่จะต้องสรุปว่า... “จักรวรรดิอเมริกาและระเบียบโลกขั้วเดียว ได้มาถึงจุดจบ จุดอวสาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!”
คือแม้แต่ “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างคุณพี่จีน ที่ปกครองด้วย “ระบอบคอมมิวนิสต์” ล้วนๆ ไม่ใช่ทุนนิยมประชาธิปไตย ไม่ใช่เสรีนิยม แบบที่พวกเด็กๆไม่รู้ประสีประสาบ้านเราหลงละเมอเพ้อพกกันมาโดยตลอด ยังเป็นอะไรที่โดดเด่น เป็นสง่า ยิ่งกว่าประชาธิปไตยอเมริกาไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า หรืออย่างที่สำนักสำรวจและวิจัย “Gallup” เขาได้ไปสุ่มตัวอย่างความคิด ความเห็น ของผู้คนกว่า 130 ประเทศ ประเทศละพันกว่าคน แล้วออกมาเปิดเผยไว้เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) นั่นแหละว่า ความนิยม ความเชื่อถือ-ศรัทธาของบรรดาพลโลกที่มีต่อประเทศคอมมิวนิสต์อย่างคุณพี่จีน ได้มาแรงแซงโค้ง นำหน้าประเทศประชาธิปไตยอย่างคุณพ่ออเมริกาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือจาก 31 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2024 ขึ้นมาเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ในปีค.ศ. 2025 ขณะที่คุณพ่ออเมริกาที่เคยมีผู้นิยม 39 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2024 ตกจากหอคอย่นเหลือเพียงแค่ 31 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2025...
นั่นยังไม่ต้องคิดถึงตัวเลข “GDP” ที่เคยใหญ่โตมโหฬารถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 1960 แต่ทุกวันนี้...หรือในปี ค.ศ. 2025 หดลงมาเหลือแค่ 24 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ในขณะที่ประเทศซึ่งใครต่อใครต้องหันไปซื้อแก๊ส ซื้อน้ำมัน ด้วย “เงินหยวน” ตามที่กองกำลัง“IRGC” ของอิหร่านเขาได้กำหนดมาตรฐานการเข้าๆ-ออกๆ ช่องแคบ “Hormuz” เอาไว้เลยไม่ต้องเสียเวลาหายใจรดต้นคออีกต่อไป การผงาดขึ้นเป็น “มหาอำนาจอันดับหนึ่ง” พร้อมกับบรรดามหาอำนาจระดับรองๆ หรือระดับกลางๆ ทั้งหลาย ภายใต้สภาวะที่โลกได้กลายเป็น“โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ย่อมส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อ “ดุลอำนาจ” ต่างๆ ไม่ว่าในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง หรือทะเลจีนใต้อย่างมิอาจหวนกลับคืนมาเป็นอย่างเดิมได้อีกต่อไป หรือทำให้ “ระเบียบโลกแบบใหม่” เริ่มก่อรูป ก่อร่าง เริ่มปรากฏ ตัวให้เห็นอย่างเป็นที่ชัดเจน โดยมี“สงครามอิหร่าน” นั่นแหละเป็นหัวหอก ไปด้วยประการละฉะนี้...


