xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออาวุธศตวรรษที่ 20 ของอเมริกาเจอกับอาวุธศตวรรษที่ 21 ของอิหร่าน!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


สุลต่าน เอ็ม ฮาลี อดีตนายทหารกองทัพอากาศปากีสถาน
ระหว่างที่รอดู รอชั่งน้ำหนัก “ความบ้า” ของ “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา จากที่เคยยื่นคำขาดจะเล่นงานสาธารณูปโภคไฟฟ้าของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมง กลายมาเป็นการยืดเวลาต่อไปอีก 5 วัน 5 คืน จะเพื่อปั่นหุ้น ปั่นตลาด เอาใจพวกที่ชอบ “ช้อนซื้อ-เทขาย” หรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ว่าสุดท้ายแล้ว...มันจะบ้ามาก-บ้าน้อยกันไปในลักษณะไหน? จะโกหกวันละ 3 เวลาหลังอาหาร หรือจะเพิ่มรอบเช้า-รอบดึก รอบนักขัตฤกษ์ ไปอีกสักเท่าไหร่... 

ปิดท้ายสัปดาห์นี้...เลยคงต้องขออนุญาตคั่นเวลา คั่นรายการ ด้วยการชวนไปดูอานุภาพ ศักยภาพของบรรดา “บ้องข้าวหลามยักษ์” หรือบรรดาจรวดและโดรนของคุณปู่อิหร่านเขา ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้สามารถยืนหยัด เผชิญหน้ากับการรุมเหยียบ รุมกระทืบแบบชนิด 2 รุม 1 ของมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอิสราเอลได้แบบหมัด-ต่อ-หมัด ยก-ต่อ-ยก นัด-ต่อ-นัด ชนิดเรียกเสียงฮือฮาให้กับบรรดาผู้สังเกตการณ์ทั่วทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้... 

คือจากที่เคยคว้ามีด คว้าไม้ คว้าหอกแหลนหลาว ปืนเล็ก-ปืนน้อยเป็นอาวุธประจำกาย สู้กับบรรดารถถัง ปืนใหญ่ของกองทัพอิรักยุค “ซัดดัม ฮุสเซน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรตะวันตก รวมทั้งบรรดากลุ่มประเทศอ่าวใน “สงครามอิหร่าน-อิรัก”เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เพียงแค่ชั่วคนรุ่นเดียว หรือไม่กี่สิบปีเท่านั้นเอง การยกระดับพัฒนาบรรดาอาวุธต่างๆ ที่เอาไว้ใช้ป้องกันตัว ป้องกันเอกราช อิสรภาพและอธิปไตยของประเทศอิหร่าน จนกลายมาเป็นจรวด เป็นโดรน เป็นขีปนาวุธความเร็วสูง ความเร็วเหนือเสียง ฯลฯ มันจึงเป็นอะไรที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ถึงความมานะบากบั่น ความเอาจริง-เอาจัง ที่คงต้องให้ความยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้... 

โดยเฉพาะการฝ่าด่าน ฝ่าแนวป้องกัน ทะลุทะลวงเข้าไปเล่นงานศูนย์นิวเคลียร์ที่เมือง “Dimona” ของอิสราเอล ในแบบ...นัดเดียวพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ!!!หรือกลายเป็น “ปิดฉาก-ปิดตำนาน” ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ว่ากันว่า...สามารถสกัดกั้นการโจมตีทุกชนิดไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อย่างระบบ “Iron Dome”จนใครต่อใครอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง อ้าปาก ตาค้างแม้แต่รองประธานบริษัท “Rafael” บริษัทอาวุธอิสราเอลที่เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นระบบป้องกันชนิดนี้ขึ้นมาก็เถอะ ยังอดไม่ได้ที่จะต้อง “สารภาพ” ว่าโอกาสที่จะปกป้อง สกัดกั้น จรวดอิหร่านอาจต้องใช้เวลาสำรวจ วิจัยอีกเป็นปีๆ และอาจต้องใช้เงินงบประมาณนับเป็นหมื่นๆ ล้านดอลลาร์ขึ้นไป... 

คือการเจาะทะลวงแนวป้องกัน “Iron Dome” คราวนี้...ไม่เพียงแต่ถือเป็นการทะลุทะลวงระบบขีปนาวุธต่อต้านอย่าง “Arrow Air Defense” ของอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังสามารถหลบหลีกการสกัดกั้นของระบบ“THAAD” หรือระบบป้องกันพิกัดสูงและจรวด “Patriot” ของคุณพ่ออเมริกา ที่ร่วมประสานงานปกป้องศูนย์นิวเคลียร์ “Dimona” เอาไว้ชนิด “ไข่ในหิน” เอาเลยก็ว่าได้ โดยสิ่งที่ถือเป็นกุญแจ เป็นหัวใจสำคัญในการแหกด่าน แหกระบบป้องกันโดมเหล็กของอิสราเอลได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อแต่ก็คงต้องเชื่อจนได้ ผู้เชี่ยวชาญทางรัฐศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่าง“Dr.Simon Tsipis” ท่านได้ให้คำเรียกขานเอาไว้กับสำนักข่าว “Sputnik” แบบชนิดหลับตาเห็นภาพได้เป็นอย่างดี คือเรียกว่า “Saturation Tactics” หรือกลวิธีแบบเอาให้อิ่ม เอาให้จุก อะไรทำนองนั้น... 

ด้วยการสาดโดรนราคาถูกๆ สาดจรวดโจมตีขั้นต่ำ ดาหน้าเข้ามาแบบ “ฝูงผึ้ง” หรือแบบแทบแยกไม่ออกว่าลูกไหนเป็นลูกหลอก ลูกไหนเป็นลูกจริง โดยอาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่สุดแสนจะแม่นยำ เพื่อให้ช่วงเวลาและระยะทางของทั้งจรวด ทั้งโดรน สอดประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการฝ่าด่าน แหกด่านของจรวด “Hypersonic” ที่ถูกเรียกขานในนาม “Fattah-2” จรวดที่มีความเร็ว “Mach 15” มีพิสัยทำการ 1,400 กิโลเมตรขีปนาวุธชนิดนี้ที่อิหร่านเขาเคยเปิดตัวไว้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว หรือปี ค.ศ. 2023 จึงมีศักยภาพ มีอานุภาพ แทบไม่ต่างอะไรไปจากขีปนาวุธ “Oreshnik” ของรัสเซียเอาเลยก็ว่าได้ หรือขีปนาวุธที่ผู้นำรัสเซียท่านเคยสรุปไว้ว่า ยังไม่น่าจะมีระบบป้องกันภัยทางอากาศใดๆ ในโลกนี้ ที่สามารถสกัดกั้นได้... 

การเล่นงานศูนย์นิวเคลียร์ “Dimona” แบบชนิดนัดเดียวพังกันไปเป็นแถบๆ ของคุณปู่อิหร่านคราวนี้ จึงไม่เพียงแต่ถือเป็นการปิดฉาก ปิดตำนาน “Iron Dome”ชนิดอาจต้องขนไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สงครามกันแทนที่ แต่ยังอาจถือเป็นข้อสรุปดังที่ “Dr.Simon Tsipis” ท่านระบุเอาไว้นั่นแหละว่า... “ไม่ใช่เป็นแค่การยกระดับสถานการณ์แต่เป็นการ...ส่งสัญญาณ...ว่าระบบป้องกันทั้งมวลของอิสราเอลและอเมริกา ไม่อาจต้านทานจรวดอิหร่านได้เลย!!!” หรือถ้าว่ากันตามความคิด ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอีกราย เช่น “Sultan M Hali”อดีตนายทหารกองทัพอากาศปากีสถาน ที่สรุปเอาไว้ว่า...“ระบบอาวุธของอเมริกาโดยส่วนใหญ่ อาจเป็นสิ่งที่เหมาะกับศตวรรษที่ 20 แต่บรรดาอาวุธของอิหร่านนั้น คือขีปนาวุธแห่งศตวรรษที่ 21” ดังนั้น...ไม่ใช่แต่เฉพาะการปิดฉาก ปิดตำนาน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ “Iron Dome” ของอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังไปไกลถึงขั้นปิดฉาก ปิดตำนาน “เครื่องบินล่องหน” หรือ “F-35” ของอเมริกาแบบชนิดไม่น่าเชื่อแต่ก็คงต้องเชื่อจนได้... 

คือเครื่องบิน “F-35” ของอเมริกานั้น...ต้องถือเป็นเครื่องบินที่ทันสมัยแบบสุดๆ รุ่นล่าสุด หรือรุ่นเจเนอเรชั่น 5 ที่มีมูลค่าราคาตกราวๆ ลำละ 100 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3,000 ล้านบาทเอาเลยถึงขั้นนั้น สามารถบินไป-บินมา โดยแทบไม่มี “เรดาร์” ใดๆ มีโอกาสตรวจจับ ตรวจสอบสภาพความเคลื่อนไหวได้เลย แต่อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของจีน “Liang Rui” และ “Liu Xuanzun”เขาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในข้อเขียน บทความ ของสื่อทางการจีนอย่าง “Global Times” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นแหละว่า แทนที่จะอาศัยระบบเรดาร์ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเครื่องบินชนิดนี้ คุณปู่อิหร่านท่านเปลี่ยนมาใช้ระบบ “Infrared Sensor” หรือระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวโดยอาศัย “ความร้อน” แบบคล้ายๆ“มนุษย์ต่างดาว” ในหนังฮอลลีวูดเรื่อง “Predator” มันใช้จับเป้า จับความเคลื่อนไหวเพื่อล่ามนุษย์เอากะโหลกมาเป็นที่ระลึก อะไรทำนองนั้น... 

ดังนั้น...เมื่อไหร่ที่เครื่องบิน “F-35” ต้องปฏิบัติการด้วยการบินลงมาในระดับต่ำๆ อุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์ที่ต่างไปจากอุณหภูมิอากาศโดยทั่วไป จึงกลายเป็นตัว “ล่อเป้า” ให้กับระบบ “Infrared Guided”ของอิหร่านที่ถูกออกแบบให้ทำงานควบคู่ไปกับจรวดพิสัยใกล้ ส่งผลให้เครื่องบินล่องหนรุ่นล่าสุด “F-35” ของอเมริกา ถูกจรวดอิหร่าน “สอย” ชนิดแทบร่วงลงมาจากท้องฟ้า แม้จะสามารถประคับประคองตัวเองไปจอดได้อย่างปลอดภัยตามที่โฆษก “US Central Command”อย่าง “นายTim Hawkins” รีบออกมาแก้ต่าง แก้ตัว แก้ผ้าเอาหน้ารอดก็เถอะ แต่เพราะด้วยความมุ่งมั่น ความมานะบากบั่นและความมีวิสัยทัศน์ ในอันที่จะปกป้องเอกราช อธิปไตย ของตัวเองเอาไว้ให้จงได้ ตลอดช่วง 47 ปีที่ผ่านมา หรือนับจากต้องตกเป็นเป้าหมายการทำลายล้างของมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอลมาโดยตลอด อิหร่านทุกวันนี้...จึงกลายมาเป็นผู้ที่สามารถ “Breaking US Stealth Myth” หรือเป็นผู้ปิดฉาก ปิดตำนาน “เครื่องบินล่องหน”ของอเมริกา อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของจีนเขาสรุปไว้ในข้อเขียน บทความ ดังกล่าว... 

ด้วยเหตุนี้...จึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก หรือน่าประหลาดใจมากมายสักเท่าไหร่ ที่บัญชี รายชื่อ หน่วยที่ตั้งและฐานทัพทางทหารของอเมริกาซึ่งถูกอิหร่านทำลาย และสำนักข่าว “Sputnik” ของรัสเซียเขานำมาจาระไนเอาไว้ มันจึงยาวเหยียดอีเหลนเป๋น ปาเข้าไปเกือบๆ 20 แห่งเอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าหน่วยสนับสนุน “กองเรือที่ 5”ในบาห์เรน สนามบิน “Erbil International Airport”ในอิรัก ฐานทัพอากาศ “Muwaffaq” ในจอร์แดน ฐานทัพอากาศ “Ali Al-Salem” ค่ายทหาร “Buehring”ค่าย “Arifjan” และฐานทัพเรือ “Mohammed Al-Ahmad” ในคูเวต ฐานทัพอากาศ “Al-Udeid” ในการ์ตา ฐานทัพอากาศ “Al-Dhafra” สนามบิน “Jabel Ali” ในยูเออี ฐานทัพอากาศ “Prince Sultan” ในซาอุฯ ไปจนถึงฐานทัพอากาศ “Al-Asad” ในอิรัก ฯลฯ ฯลฯ 

และที่น่าสนใจ รวมทั้งน่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพองยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ...คำประกาศของหน่วยบัญชาการ “IRGC” ของอิหร่านเขานั่นแหละว่า ตลอดช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมาในการรับมือกับ “ไอ้บ้า” และ “ไอ้เหี้ย...ม์ม์ม์ม” หรือการทำสงครามกับอเมริกาและอิสราเอล กองทัพอิหร่านได้ใช้อาวุธป้องกันตัวไปเพียงแค่ 7 เปอร์เซ็นต์จากจำนวน 100 เปอร์เซ็นต์ที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ อีกทั้งสิ่งที่ได้ถูกนำเอามาใช้ล้วนแต่เป็นอาวุธที่ถูกผลิตไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ไม่ใช่อาวุธใหม่ๆ ที่ถูกผลิตขึ้นภายหลัง “สงคราม 12 วัน” หรือหลังจากได้ประมาณการไว้แล้วว่า ยังไงๆ...คงต้องถูกหาเรื่องเล่นงานแบบเดียวกับ “ลูกแกะกับหมาป่า” โดยคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอลอยู่แล้วแน่ๆ การเตรียมพร้อม เตรียมตัว การวางแผนทางยุทธศาสตร์ที่ดำเนินมาเป็นขั้นๆ ตลอดช่วง 47 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้แม้จะถูกรุมเหยียบ รุมกระทืบ แบบ 2 รุม 1 แต่ก็ยังสามารถที่จะเปล่งมธุรสวาจาในแบบชนิด “กู...ไม่กลัวมึง!!!” ได้แบบเต็มปาก-เต็มคำ...