xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

น้ำมันขาดแคลน “รัฐบาลหนู” ฝีแตก พลัส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปรากฏการณ์ที่ผู้คนพากันขับรถออกไปเติมน้ำมันในสถานีบริการหลายจังหวัดจนแถวยาวเหยียดนับเป็นกิโลเมตร รวมถึงขนภาชนะใส่ท้ายรถเพื่อสำรองน้ำมันเอาไว้ใช้ในขณะที่เกิดสงครามที่นำโดย “2 พันธมิตรป่วนโลก” คือ “สหรัฐอเมริกา” และ “อิสราเอล” ซึ่งบุกไปโจมตี “อิหร่าน” จนหลายปั๊มต้องขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” และงดเติมใส่ “แกลลอน” ที่เตรียมมา สะท้อนถึงความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะนอกจากจะสะท้อนความปริวิตกที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของการสู้รบที่อาจขยายวงกว้างและยืดเยื้อแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นว่า “รัฐบาล” จะสามารถบริหารจัดการพลังงานของประเทศได้ดีเพียงไร แม้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะประกาศด้วยความมั่นใจว่า มี “ปริมาณสำรอง” เพียงพอที่จะใช้ได้ไปอีกราว 60 วัน ขออย่าตื่นตระหนก!พร้อมกับสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ตลาดโลกพุ่งพรวดๆ เอาไว้ที่ลิตรละ 29.94 บาทก็ตามที

คนไทยทั้งประเทศรับรู้ได้ว่า ยุคน้ำมันราคาถูกกำลังจะหมดไป และนับจากนี้ราคาพลังงานจะแพงขึ้นๆ ซึ่งจะกระทบต่อการดำรงชีวิตของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระนั้นก็ดี สิ่งที่ต้องตรวจสอบภายใต้วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นก็มีอยู่หลายประการ โดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงานที่เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว

คำถามแรกมีอยู่ว่า ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองตามที่ “นายกฯ หนู” ประกาศไว้จริงหรือ

คำตอบก็คือ ไม่ใช่ โดยผู้ที่เปิดเผยความจริงในเรื่องนี้ก็คือ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

“ที่(รัฐบาล)บอกว่ามี 61 วัน มันไม่ใช่น้ำมันสำรอง! น้ำมันสำรองจริงๆ จากตัวเลขเดิมที่ผมเคยคำนวณกันตอนผมเป็นรัฐมนตรี (ซึ่งผมเชื่อว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง) คือ เราน้ำมันสำรอง อยู่ที่ 21 วันเท่านั้น แต่น้ำมันที่ใช้ได้ ก็คือน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่ง กับน้ำมันที่อยู่ในขบวนการกลั่น ซึ่งเมื่อเอาออกมารวมแล้วทั้งหมด ได้อีกประมาณ 40 วัน เพราะฉะนั้นเมื่อรวมน้ำมันที่ใช้ได้ กับน้ำมันสำรอง ก็รวมกันก็คือ 60-61 วัน แต่ไม่ใช่ว่าเรามีน้ำมันสำรอง 61 วัน... ไม่ใช่! น้ำมันสำรองแท้ๆ มันมีแค่ 20-21 วัน แต่น้ำมันที่เอามาใช้ได้อีกประมาณ 40 วัน เมื่อ 40 วันนี้หมด ก็มีอีก 20 กว่าวัน”

เช่นเดียวกับ “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ที่ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า “ตัวเลข 61 วันเป็นตัวเลขปกติในยามที่ไม่เกิดวิกฤต แต่เมื่อเกิดปัญหา คนก็จะแห่ออกมากักตุนน้ำมันไปเก็บไว้ อันนี้เอามาพูดให้นายกฯ สบายใจ ผมเชื่อว่า ถ้าปิดจริง น้ำมันมาจากตะวันออกกลางไม่ได้จริง ถ้าเราไม่ได้ดิ้นรนหาทางอื่น ผมว่า 30 วันเป็นเป้าหมายที่น้ำมันอาจจะหมดจากประเทศไทย ...สุดท้ายแล้ว รัฐก็ยังไม่ได้มีนโยบายพลังงานที่เกิดความมั่นคง ยกตัวอย่าง ปัจจุบันเรากลั่นน้ำมันได้ล้นเกินประมาณ 30% ก็ถูกส่งออกไป สิงคโปร์เป็นหลัก แล้วก็อาเซียน ไปไกลถึงออสเตรเลีย ไปไกลถึงญี่ปุ่น น้ำมันที่ล้นเกินเก็บไว้ก่อนได้ไหม สำรองไว้ให้คนไทย เราไม่มีกฎหมาย เราได้แต่ขอร้อง อย่าส่ง แล้วเขาจะเชื่อรัฐบาลไหมล่ะ”

คำถามถัดมาก็คือ รัฐบาลจะสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลตามที่ “นายกฯ หนู” สั่งการได้จริงหรือ และถ้า “เอาไม่อยู่” แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป

เนื่องด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ โดย Goldman Sachs เตือนว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ราคาอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ ได้ ส่วนราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากกาตาร์ (ผู้ส่งออกรายใหญ่) ประกาศหยุดการผลิตชั่วคราว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนมาตรการเชื้อเพลิงน้ำมันและพลังงานภายในประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์
นั่นหมายความว่า การใช้เงินเพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลเอาไว้ที่ลิตรละ 29.94 บาทโดยเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.77 บาทต่อลิตร อีกทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 0.38 – 0.70 บาทต่อลิตร ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) อาจทำได้ไม่นานนัก

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) รายงานฐานะของกองทุนฯ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 แยกตามบัญชี ดังนี้ ฐานะกองทุนสุทธิ มีเงินคงเหลือรวม 2,459 ล้านบาท โดยบัญชีน้ำมัน มีสถานะเป็นบวก 40,313 ล้านบาท ส่วนบัญชีก๊าซ LPG ยังคงมีสถานะติดลบ 38,541 ล้านบาท จากการอุดหนุนราคาแก๊สหุงต้มอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสถานะหนี้สิน กองทุนฯ อยู่ระหว่างการทยอยชำระคืนหนี้เงินกู้ที่กู้มาเพื่อพยุงราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตปี 2565-2567 โดยตัวเลขหนี้สินรวมอยู่ที่ประมาณ 33,347 ล้านบาท จากจุดสูงสุดที่เคยสูงถึงกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เมื่อเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล VS อิหร่าน ทำให้กองทุนฯ ต้องเข้ามาแบกรับภาระจ่ายเงินชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 422 ล้านบาท เพื่อตรึงราคาไว้ที่ 29.94 บาท/ลิตร ตามนโยบายรัฐบาล นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กองทุนฯ จะกลับมาติดลบ

แปลไทยเป็นไทยคือ การประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลของนายอนุทิน และการยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ไปอีกราว 60 วัน จึงเป็นเพียงการขายผ้าเอาหน้ารอด หรือมาตรการทางจิตวิทยาในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

นั่นคือสิ่งประชาชนอย่างรู้ว่า รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่ที่ยังจัดตั้งไม่สะเด็ดน้ำจะหาทางรอดจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องฮอร์มุซ สูงถึง 70-80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด หรือคิดเป็นปริมาณราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และไทยนำเข้า LNG ผ่านเส้นทางนี้ประมาณ 30% ของการใช้ทั้งหมดเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพราะฉะนั้นหลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยจึงเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในเอเชีย

CNBC อ้างอิงบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงิน Nomura ว่า ไทยถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมากที่สุดในเอเชีย เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค โดยทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยแย่ลงประมาณ 0.5% ของ GDP ประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลในสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นแล้วกว่า 10% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุ และหากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพของไทยอย่างหนัก เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงเช่นกัน

ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก 1 เดือนเต็ม ราคาก๊าซยุโรปอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า แม้สหรัฐฯจะเพิ่มการผลิต LNG แต่ก็ไม่น่าชดเชยอุปทานจากกาตาร์ได้ในระยะใกล้

ปัญหาใหญ่ก็คือ ประเทศไทยจะนำเข้าแหล่งพลังงานทั้งนำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจาก “แหล่งไหน” มาทดแทนการนำเข้าจาก “แหล่งเดิม” ที่ต้องหยุดชะงักไป

“อาภากร ชอุ่มทอง” ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงมาตรการรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง ว่า สำหรับ “น้ำมันดิบ” จะกระจายความเสี่ยงโดยการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกา ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย “ ก๊าซธรรมชาติ” ได้เร่งเพิ่มปริมาณการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทย และจัดหา LNG จากแหล่งที่มีความมั่นคงสูงในสหรัฐ ออสเตรเลีย และรัสเซีย

แน่นอนว่า นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศอื่นๆ ก็ต้องปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน

ตามข้อมูลที่เป็นทางการมีอยู่ว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานด้านน้ำมันที่สูง และยังเป็นศูนย์กลางของโรงกลั่นและปิโตรเคมีในอาเซียนเพื่อส่งออก ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ในปี 2025 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยวันละ 0.97 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สามารถผลิตได้เองเพียง 0.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยสัดส่วนการนำเข้านำมันดิบส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง

ในปี 2025 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ประมาณ 58% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยการบริโภคผลิตภัณฑ์ด้านน้ำมันภายในประเทศอยู่ที่ 1.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันกลั่นสุทธิกว่า 0.11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น ถ้าการขาดแคลนน้ำมันดิบเป็นเวลายาวนาน ย่อมกระทบต่อทั้งภาคการบริโภคและอุตสาหกรรมด้านพลังงานและปิโตรเคมีภายในประเทศ

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ไทยส่งออกน้ำมันไป 11 ประเทศทั่วโลก โดยตัวเลขส่งออกในเดือน ธ.ค. 68 ไทยส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 1,041.67 ล้านลิตร เฉลี่ยประมาณ 33 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทของไทย 140 ล้านลิตรต่อวัน

ประเทศที่ส่งออกไปมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ 268.33 ล้านลิตร ลาว 212.567 ล้านลิตร บังกลาเทศ 125.53 ล้านลิตร เวียดนาม 102.913 ล้านลิตร มาเลเซีย 95.898 ล้านลิตร ฟิลิปปินส์ 83.351 ล้านลิตร อินโดนีเซีย 43.156 ล้านลิตร เกาหลีใต้ 42.553 ล้านลิตร เมียนมา 13.427 ล้านลิตร ติมอร์ เลสเต 12.49 ล้านลิตร จีน 2.593 ล้านลิตร

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงต้องบอกว่า พลังงานไทยนั้นมี “ปัญหาสารพัด” ที่หมักหมมและหมดเม็ดเอาไว้ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “ทุนพลังงาน” ดังจะเห็นได้จากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ล้วนแล้วแต่เป็น “โควตาคนนอก” แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีไหน ขั้วใดก็ตาม เพราะถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจาก “ทุนพลังงาน” ก็แทบจะหมดโอกาสที่จะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ รวมถึงรัฐบาลนายอนุทินในปัจจุบัน และรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่กำลังจัดเก้าอี้กันอยู่ในขณะนี้







บรรยากาศการออกมาเติมน้ำมันรถยนต์ของประชาชนในหลายจังหวัด


ดังนั้น จงอย่าแปลกใจที่โครงสร้างระบบพลังงงานของไทยจะบิดเบี้ยวและไม่สนองตอบต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างที่ควรจะเป็น

ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นอีกป้อมค่ายการเมืองที่มีสายสัมพันธ์กับ “ทุนพลังงาน” อย่างแนบแน่นไม่แพ้เครือข่ายสีอื่นๆ ดังปรากฏภาพนายอนุทินร่วมวงกอล์ฟกับ “นายทุนพลังงาน” ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันคือ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ก็คืออดีตซีอีโอของกลุ่ม ปตท. รวมกระทั่งถึง “โกเกี้ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบัน ก็เติบโตมาจากกิจการค้าน้ำมันจนสามารถขยายสถานีบริการให้เติบใหญ่ได้พรวดๆ ในระยะเวลาอันใกล้

“รสนา โตสิตระกูล” ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้นตอของความไม่เป็นธรรมในระบบพลังงานไทย เริ่มต้นจากการแปรรูป ปตท. เป็นบริษัทมหาชน เมื่อปี 2544 โดยไม่ได้แยกกิจการก๊าซออกมาตั้งเป็นองค์กรของรัฐตามมติเดิมก่อนการแปรรูป

ในอดีตรัฐบาลเคยซื้อคืนสัมปทานแหล่งก๊าซบงกชจากโททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพคนไทยในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซในอ่าวไทยโดยจัดตั้งเป็นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เพื่อดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หากโครงสร้างดังกล่าวได้รับการคงไว้ในฐานะรัฐวิสาหกิจ 100% รัฐจะมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร ตั้งแต่การขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียม ผลิต การแยกก๊าซ ไปจนถึงการกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์

เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยเป็น “ก๊าซเปียก” (Wet Gas) ซึ่งสามารถแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น LPG สำหรับหุงต้มและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงก๊าซมีเทนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หากรัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง ย่อมสามารถกำหนดทิศทางให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) ด้วยราคาในประเทศ แทนที่ประชาชนจะต้องใช้ในราคาตลาดโลก

แต่กลับปล่อยให้บริษัทปิโตรเคมีได้ใช้ LPG ในราคาในประเทศเป็นกลุ่มบริษัทลูกของปตท.เพียงกลุ่มเดียว การบริหารจัดการผลผลิตเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนไทยในฐานะทรัพยากรของประเทศอย่างเป็นธรรมย่อมเกิดขึ้นได้จากเจตจำนงของรัฐในการดูแลประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเมื่อต้นทุนพลังงานต่ำลง และอาจสามารถสร้างรายได้จากการขายสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รสนา แสดงความเห็นว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการสำรวจและผลิตก๊าซ สามารถใช้รูปแบบ “สัญญาแบ่งปันผลผลิต” (Production Sharing Contract: PSC) ซึ่งทำให้รัฐมีส่วนแบ่งผลผลิตโดยตรง แตกต่างจากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปิดทางให้เอกชนถือสิทธิในผลผลิตส่วนใหญ่ ขณะที่ประชาชนต้องใช้ก๊าซ LPG อิงราคาตลาดโลก รวมถึงราคานำเข้าก๊าซ LNG ราคาแพงจากต่างประเทศ

“แม้ปัจจุบันรัฐจะมีรายได้จากค่าสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทย แต่หากรัฐดำเนินการเอง รายได้ย่อมสูงกว่านี้ และมีอิสระในการกำหนดนโยบายด้านราคาพลังงาน แต่กระนั้นการแปรรูป ปตท.และ ปตท.สผ. ที่มีรัฐถือหุ้นใหญ่ 51% รัฐก็สามารถมีอำนาจกำกับดูแลนโยบายราคาพลังงาน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้พลังงานในฐานะสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพได้ แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว” รสนากล่าว

แม้การแปรรูป ปตท. จะเกิดขึ้นแล้ว แต่รสนามองว่าสิ่งที่รัฐบาลและฝ่ายการเมืองยังสามารถทำได้ คือการใช้อำนาจกำกับดูแลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อกำหนดนโยบายพลังงานให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยเห็นความพยายามของรัฐในการกำกับดูแลเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้พลังงานอย่างเป็นธรรมเลย

ยกตัวอย่างกรณีการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนการแปรรูป ปตท. ที่ถึงแม้คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะไม่ได้เพิกถอนการแปรรูป แต่มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซและท่อส่งน้ำมัน อย่างไรก็ดี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับพิจารณาเรื่องการส่งมอบเฉพาะท่อส่งก๊าซ ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาเฉพาะท่อส่งก๊าซ ปตท. ก็ไม่ได้ส่งคืนท่อก๊าซทั้งระบบ โดยคืนเฉพาะท่อก๊าซบน บกจำนวน 3 เส้น แต่ท่อก๊าซในทะเลซึ่งยาวกว่าและมีความสำคัญในเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นที่ท่อนำก๊าซจากทะเลขึ้นมาที่ โรงแยกก๊าซ กลับไม่ได้ถูกนำกลับมาอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐอย่างครบถ้วน

สภาผู้บริโภคและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาอย่างครบถ้วน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าชัดเจน

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสะท้อนได้อย่างดีว่ารัฐมีอำนาจกำกับดูแลพลังงาน แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า…รัฐไม่ทำ” รสนากล่าวทิ้งท้าย

ถึงตรงนี้ คงต้องบอกว่า ประเทศไทยและประชาชนคนไทยทั้งประเทศคงต้อง “ตั้งสติ” และเตรียมเนื้อเตรียมตัวที่จะรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่า “รัฐบาลนายกฯ หนู” จะ “ไหวมั้ย” กับการที่ประเทศกำลังเดินเข้าสู่ “ยุคแพงหูฉี่” จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะ “น้ำมัน” ไม่ได้มีความหมายแค่การเข้าคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดเท่านั้น หากแต่คือ “ต้นทุน” ของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี อาหาร การขนส่ง ค่าไฟฟ้า ฯลฯ

ส่วนความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของโครงสร้างพลังงานไทยและทุนพลังงานที่ชักใยบงการผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง บอกได้เลย ยังคงอยู่คู่กับคนไทยไปอีกนาน เพราะมองไม่เห็นเลยว่า จะมีรัฐบาลไหนคิดจะแก้.